
การ์ทเนอร์ เผยว่า Agentic AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของตลาดซอฟต์แวร์องค์กร โดยคาดว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายด้านแอปพลิเคชันองค์กรสูงถึง 234 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Agentic Arbitrage ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2573
ภายในปี 2573 ตัวเลขดังกล่าวอาจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันองค์กรแบบ Software-as-a-Service หรือ SaaS ทั้งหมด เนื่องจาก AI Agent สามารถทำงานข้ามระบบได้โดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นที่ผู้ใช้ต้องเปิดและใช้งานซอฟต์แวร์หลายตัวผ่านหน้าจอแบบเดิม
Agentic Arbitrage กระทบโมเดลคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้
Agentic Arbitrage เกิดขึ้นเมื่อ AI Agent สามารถดำเนินงานให้สำเร็จผ่านหลายระบบพร้อมกัน โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าไปใช้งานหน้าจอหรือแดชบอร์ดของแต่ละซอฟต์แวร์โดยตรง
แนวโน้มดังกล่าวอาจกระทบโมเดลคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้ หรือ Seat-License ซึ่งเป็นรูปแบบรายได้หลักของผู้ให้บริการ SaaS จำนวนมาก เพราะเมื่อ AI Agent เข้ามาทำงานแทน จำนวนผู้ใช้ที่ต้องมีบัญชีหรือสิทธิ์เข้าถึงซอฟต์แวร์อาจลดลง
จอร์จ บร็อคเคิลเฮิรสท์ รองประธานฝ่ายบริหารของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ระบบ Agentic สามารถส่งมอบผลลัพธ์ของงานได้โดยตรง โดยข้ามขั้นตอนการใช้งานผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ซับซ้อน ส่งผลให้ซอฟต์แวร์ทำงานอยู่เบื้องหลังและอาจไม่ปรากฏให้ผู้ใช้เห็นเหมือนเดิม
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานกับการเติบโตของรายได้ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เริ่มแยกออกจากกัน และอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างทั้งการพัฒนา การตั้งราคา และการใช้งานซอฟต์แวร์ในองค์กร

SaaS ไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ
การ์ทเนอร์มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การล่มสลายของตลาด SaaS อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรม หรือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Saaspocalypse”
ซอฟต์แวร์แบบ SaaS จะยังคงมีบทบาท แต่คุณค่าของผลิตภัณฑ์จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนฟีเจอร์หรือคุณภาพของหน้าจอใช้งานเพียงอย่างเดียว ผู้ให้บริการจะต้องแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง
การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นทั้งความเสี่ยงสำหรับผู้ให้บริการรายเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน และเป็นโอกาสสำหรับบริษัทที่สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการรองรับการทำงานของ AI Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ซื้อองค์กรหันมาสนใจผลลัพธ์มากกว่าฟีเจอร์
นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ระบุว่า ผู้ซื้อในกลุ่มองค์กรจะให้ความสำคัญกับเครื่องมือและแดชบอร์ดใหม่น้อยลง และหันมาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ได้รับจากการใช้งานมากขึ้น
การเพิ่มฟีเจอร์ AI จำนวนมากอาจไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเสมอไป และในบางกรณีอาจเพิ่มต้นทุนให้กับองค์กรโดยไม่สร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน
ระบบ AI ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีจำเป็นต้องจดจำบริบทขององค์กร ความรู้ภายใน และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงประมวลผลข้อมูลแบบครั้งต่อครั้ง
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการบางรายเริ่มนำเสนอโซลูชัน Agentic ที่สามารถดำเนินกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ประสานงานข้ามระบบ และจัดเก็บบริบทเกี่ยวกับลูกค้าได้แล้ว แต่ยังต้องอาศัยการดูแลจากผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด

แพลตฟอร์มรวม AI Agent อาจกลายเป็นผู้เล่นสำคัญ
เมื่อองค์กรนำ Agentic AI มาใช้งานมากขึ้น หน้าจอหรือ User Interface อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่างให้กับซอฟต์แวร์อีกต่อไป
ส่วนแบ่งตลาดของ SaaS รูปแบบเดิมอาจถูกแย่งชิงโดยผู้ให้บริการที่สามารถปรับตัวได้ รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่ที่นำเสนอ Horizontal Agentic Platforms หรือแพลตฟอร์มระดับองค์กรสำหรับรวบรวม จัดการ และประสานงาน AI Agent หลายตัวให้ทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ
แพลตฟอร์มลักษณะนี้จะทำหน้าที่เป็นชั้นกลาง เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน พร้อมจัดการกระบวนการทำงานโดยเน้นผลลัพธ์ มากกว่าการให้ผู้ใช้งานเข้าไปควบคุมแต่ละแอปด้วยตัวเอง
ผู้ให้บริการเดิมต้องเปลี่ยนจากขายการใช้งานสู่ขายผลลัพธ์
เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบเดิมจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการสร้างมูลค่าผ่านหน้าจอใช้งาน หรือ Interface-Based Value ไปสู่การสร้างมูลค่าจากผลลัพธ์ หรือ Outcome-Based Value
บริษัทต้องนำความสามารถของ Agentic AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานหลักของผลิตภัณฑ์ พร้อมรักษาบทบาทของตัวเองในห่วงโซ่คุณค่า และพัฒนาความสามารถในการจัดเก็บความรู้ ความเข้าใจ และบริบทของลูกค้าแต่ละราย ไม่ใช่เพียงเก็บข้อมูลดิบ
ผู้ให้บริการที่ยังยึดติดกับแดชบอร์ดแบบเดิมและโมเดลคิดราคาตามจำนวนผู้ใช้อาจเผชิญความเสี่ยงต่อรายได้ ขณะที่บริษัทซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์มหรือบริการรองรับ Agentic AI มีโอกาสสร้างรายได้จากตลาดใหม่
การ์ทเนอร์มองว่าสตาร์ทอัปที่พัฒนาขึ้นโดยมี AI เป็นพื้นฐาน และผู้ให้บริการระบบ สามารถเข้ามาเป็นโครงสร้างกลางที่เชื่อมระบบองค์กรเข้าด้วยกัน พร้อมช่วยออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยมี AI เป็นศูนย์กลาง
ผู้เล่นกลุ่มนี้อาจไม่ได้เพียงดึงส่วนแบ่งจากงบประมาณซอฟต์แวร์เดิม แต่ยังมีโอกาสเข้าถึงงบประมาณใหม่จากองค์กรที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นด้วย
การ์ทเนอร์ ชี้ 6 เทรนด์ Data & Analytics ที่องค์กรต้องจับตา รับยุค AI-First
Gartner คาดปี 2569 ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 26% แตะ 565 TWh แรงหนุนจาก AI
การ์ทเนอร์เผย 4 ภัยคุกคามสำคัญ ที่ผู้นำไซเบอร์ซีเคียวริตี้ต้องปรับแผนรับมืออย่างเร่งด่วน
การ์ทเนอร์ คาดการณ์อีก 2 ปี องค์กรจะใช้โมเดล AI ขนาดเล็กเฉพาะงานมากกว่าโมเดล LLMs ถึง 3 เท่า
การ์ทเนอร์ คาดการณ์อีกสองปี AI Agents จะทำให้เวลาที่ใช้โจมตีช่องโหว่ของบัญชีลดลงถึง 50%