
ฟีเจอร์วิดีโอคอลยอดนิยมอย่าง FaceTime กำลังกลายเป็นเครื่องมือใหม่ที่เหล่ามิจฉาชีพเลือกใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้งาน iPhone เพื่อเข้าถึงบัญชีทางการเงิน ล่าสุด Apple ได้จับมือร่วมกับคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ออกประกาศเตือนภัยผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน โดยย้ำชัดว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่มีวันติดต่อหาผู้ใช้ผ่าน FaceTime เพื่อขอรหัสผ่าน, ขอให้ชำระเงินทันที หรือขอข้อมูลทางการเงินอย่างเด็ดขาด
หากย้อนมองพัฒนาการของ FaceTime นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกบน iPhone 4 เมื่อปี 2010 ที่รองรับการใช้งานผ่าน Wi-Fi เท่านั้น ก่อนจะขยายมาสู่เครือข่ายเซลลูลาร์ใน iOS 6 และพัฒนาต่อเนื่องจนรองรับ Group FaceTime สูงสุด 32 คน รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้ Android และ Windows เข้าร่วมสายได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ใน iOS 15
นวัตกรรมเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย ทว่ากลุ่มอาชญากรกลับฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากความสมจริงของวิดีโอคอลมาสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อปลอมตัวเป็นพนักงานธนาคาร, เจ้าหน้าที่รัฐ, ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค (Tech Support) หรือแม้กระทั่งหลอกลวงในเชิงชู้สาว (Romance Scam)
หนึ่งในรูปแบบกลลวงทางการเงินที่เติบโตเร็วที่สุดมักจะเริ่มต้นจากการส่งข้อความ SMS หาเหยื่อ โดยอ้างว่าพบกิจกรรมที่น่าสงสัยในบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคาร เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโทรกลับไปยังเบอร์ที่ให้ไว้ หรือได้รับการติดต่อกลับ มิจฉาชีพจะแจ้งว่าจำเป็นต้องทำการ “ยืนยันตัวตนเพิ่มเติม” และขอให้เปลี่ยนรูปแบบการคุยมาเป็น FaceTime จากนั้นในระหว่างการวิดีโอคอล คนร้ายจะหลอกล่อให้เหยื่อกด “แชร์หน้าจอ” (Share Screen) ในขณะที่เหยื่อกำลังล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร, พิมพ์รหัสความปลอดภัย หรือทำธุรกรรมโอนเงิน ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นข้อมูลทุกอย่างและเข้าควบคุมบัญชีได้ทันที
ข้อมูลจาก FTC ระบุว่า การปลอมตัวเป็นสถาบันการเงินเป็นหนึ่งในวิธีที่คนร้ายประสบความสำเร็จมากที่สุดในการหลอกให้ผู้บริโภคโอนย้ายเงินไปยังบัญชีม้า นอกจากนี้ยังมีการระบาดของการปลอมเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค โดยมิจฉาชีพจะส่งข้อความแจ้งว่าอุปกรณ์ของเหยื่อมีปัญหาและต้องได้รับการแก้ไขทันที เมื่อกด FaceTime มา คนร้ายจะสอนวิธีเปลี่ยนการตั้งค่าและแอบดูชื่อผู้ใช้รวมถึงรหัสผ่านผ่านการแชร์หน้าจอ ซึ่งทาง Apple ยืนยันหนักแน่นว่า พนักงานของ Apple จะไม่มีวันโทรหาลูกค้าโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อขอรหัสผ่าน รหัสยืนยันตัวตน หรือข้อมูลบัญชีที่ละเอียดอ่อนเด็ดขาด
นอกจากนี้ กลลวงดังกล่าวยังถูกนำไปปรับใช้กับการปลอมตัวเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ FBI ซึ่งมิจฉาชีพมักจะโชว์ตราสัญลักษณ์ปลอมหรือแต่งเครื่องแบบโชว์ผ่านกล้อง FaceTime เพื่อขู่ให้เหยื่อกลัว รวมถึงการหลอกลวงแบบ Romance Scam ที่ใช้ FaceTime สร้างความผูกพันทางอารมณ์ให้เหยื่อเชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริง ก่อนจะเริ่มขอเงินค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาลญาติ จนเหยื่อบางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน
ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ได้ให้คำแนะนำในการปกป้องตนเองไว้ดังนี้:
- ห้ามแชร์หน้าจอ กับบุคคลที่โทรเข้ามาโดยไม่ได้นัดหมายเด็ดขาด
- ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัว รวมถึงรหัสผ่านต่างๆ ในระหว่างการคุย FaceTime
- วางสายทันที หากปลายสายพยายามกดดันให้โอนเงินหรืออ้างว่าเงินของคุณต้องได้รับการ “คุ้มครอง” อย่างเร่งด่วน
- ติดต่อกลับช่องทางที่เป็นทางการ โดยค้นหาเบอร์โทรศัพท์จากหน้าเว็บไซต์หลักของธนาคาร, Apple หรือหน่วยงานรัฐโดยตรง ห้ามใช้เบอร์ที่มิจฉาชีพให้มา
- รายงานสายเรียกเข้าที่น่าสงสัย ไปยัง Apple และแจ้งเหตุหลอกลวงได้ที่สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Apple เตรียมพัฒนาหุ่นยนต์ AI พร้อมบุคลิกแบบ Siri – TECHMX
Apple เปิดตัวฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับเด็กชุดใหม่ใน iOS 27 – TECHMX
FaceTime ใน iOS 26 อาจหยุดวิดีโอคอลอัตโนมัติ หากตรวจพบการเปลื้องผ้า