
แซดทีอี คอร์ปอเรชัน (ZTE Corporation) บุกตลาดไทย เปิดตัว Nubia PAD 3D แท็บเล็ตเอไอ 3มิติ รุ่นแรกของโลกในไทย พร้อมทัพสมาร์ทโฟนใหม่อีก 4 รุ่น ได้แก่ ZTE Blade A31 plus 2023 ZTE Blade A33s ZTE Blade 53 Pro และ nubia Neo 5G
Nubia PAD 3D เปิดตัวครั้งแรกในงาน MWC 2023 ชูจุดขายเป็นแท็บเล็ตที่มาพร้อมกับการสตรีม และการเล่นเกมแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใส่แว่น 3D รุ่นแรกของโลก

แท็บเล็ตรุ่นนี้มีหน้าจอขนาด 12.4 นิ้ว ความละเอียด 2.5K (2560 x 1600) รีเฟรชเรท 120Hz มากับลำโพง 4 ตัว ระบบเสียง Dolby Atmos อุปกรณ์มากับกล้องหลัง 16+16 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8+8 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอแบบ 3D ได้เลย


นอกจากนี้ตรงกล้องหน้ายังมีเซนเซอร์ AI ตรวจจับดวงตาใบหน้าเพื่อที่จะได้แสดงภาพ 3 มิติ ได้จากหลายมุม โดยที่มีแอปที่รองรับการใช้งานกับแท็บเล็ตดังกล่าวรวมถึงแอปที่พัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Leia อย่างพวกแอปเล่นวิดีโอ 3D ที่สามารถแปลงวิดีโอ 2D ให้กลายเป็น 3D, LeiaCam สำหรับถ่ายภาพ 3 มิติ, Leia Chat สำหรับวิดีโอคอลล์เป็น 3 มิติ เกม และอื่น ๆ


ในส่วนของชิปประมวลผลเป็น Snapdragon 888, RAM 8GB, ROM 128GB รองรับ microSD Card และมีแบตเตอรี่ขนาด 9070mAh รองรับชาร์จไว 33W และรองรับ WiFi 6E
ZTE Nubia PAD 3D วางจำหน่ายในไทยสนนราคาที่ 46,900 บาท ผ่าน AIS Shop และ AIS Online Store พร้อมข้อเสนอพิเศษจาก AIS
พร้อมกันนี้ ZTE ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในไทยไม่ว่าจะเป็น
ZTE Blade A31 Plus 2023
รุ่นระดับเริ่มต้นดีไซน์สีเขียวน้ำเงินหม่น มาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาดใหญ่ 6 นิ้ว ความละเอียด 480x960px กล้องหลังออโต้โฟกัส 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล ซิปเซ็ต Octa-core 1.6GHz ความจุ 2+32GB แบต 3,000mAh ราคา 1,990 บาท


ZTE Blade A33s
มือถือราคาจับต้องง่ายอีกหนึ่งรุ่น โดยมากับจอ IPS แบบหยดน้ำ ขนาดกว้าง 6.3 นิ้ว 480 x 1014px ความจุแบตเตอร์รี่ 4000mAh ซีพียู Octa-core 1.6GHz ปลดล็อกด้วยระบบสแกนใบหน้า กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ความจุ 4+32GB ราคา 2,299 บาท



ZTE Blade A53 Pro
มากับสเปคกล้องคู่หลังความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล หน้าจอหยดน้ำพาแนล IPS 6.52 นิ้ว HD+ แบตเตอร์รี่ 5000mAh ชาร์จ 10W ประมวลผล Octa-core 1.6 GHz ปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ ความจุ 8+64GB ราคา 2,699 บาท



nubia Neo 5G
มือถือสายเกมรองรับ 5G ซึ่งจะเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า ในเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ส่วนสเปคและราคาที่จะขายต้องติดตามกันต่อไป
ทั้งนี้ ZTE เริ่มจำหน่ายตัวสมาร์ทโฟนทั้ง ZTE Blade A31 Plus 2023 และ ZTE Blade A33s ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป ผ่านร้านค้าตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วประเทศ และผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada และ Shopee
ส่วน ZTE Blade A53 Pro และ nubia Neo 5G จะมีการเปิดให้จองทางช่องทางออนไลน์ในเดือนมิถุนายน 2566 นี้
สำหรับทิศทางในตลาดทาง ZTE ได้เดินกลยุทธ์ทางธุรกิจทั่วโลกด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์เป็น “Driver of Digital Economy” หรือ ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการลดคาร์บอน

“กลยุทธ์ล่าสุดของกลุ่มธุรกิจ Mobile Devices ของ ZTE ได้รับการยกระดับ Full-Scenario Intelligent Ecosystem 2.0 หรือ “1+2+N” เป็นเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลแบบครบวงจร โดยมีระบบ MyOs เป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคทั่วโลก”
จัสติน ลี ซีอีโอ กลุ่มธุรกิจ Mobile Devices ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่สำหรับ ZTE ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพร้อมรับชีวิตดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคต

“จากสถานการณ์ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง แต่ทว่าสมาร์ทโฟน 5G ยังคงได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น รวมถึงตลาดโมบายเกม โดยในปีที่แล้วมีจำนวนผู้เล่นเกมออนไลน์บนมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นกว่า 250 ล้านคน จากมาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ถือเป็นหกตลาดเกมมือถือหลักที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการลงทุนขยายเครือข่าย 5G และเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ e-sports โดยที่ ZTE ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน 3% ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเติบโตกว่า 100% ภายใน 3 ปีนับจากนี้”
ในไทย ZTE เองก็มีเป้าหมายสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนให้มีส่วนแบ่งตลาดในปีนี้ 1% เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 1.5% ในปี 2567 และเติบโตเพิ่มเป็น 3% ภายในปี 2568
ทาง ZTE จะเน้นกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการจัดจำหน่ายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ผ่านช่องทางการขายต่าง ๆ โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ช
รวมทั้งการมีหน้าร้านผ่านทางพันธมิตรคู่ค้า นอกจากผู้จัดจำหน่ายหลัก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท วายเอ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในกลุ่ม เบญจจินดาแล้ว ในปีนี้ยังได้แต่งตั้งพันธมิตรคู่ค้ารายย่อย หรือ มาสเตอร์ ดีลเลอร์ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์หรือ MOU ร่วมกันกับ มาสเตอร์ ดีลเลอร์ เพิ่ม 16 ราย ช่วยกระจายผลิตภัณฑ์แซดทีอี เพื่อให้ครอบคลุมตลาดทั่วประเทศไทยมากขึ้น