งาน Galaxy Unpacked เมื่อเร็วๆ นี้ Samsung ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากมาย และหนึ่งในการอัพเกรดที่น่าสนใจที่สุดก็คงไม่พ้นไลน์สินค้า Galaxy Buds3 Series ที่นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปทรงแล้ว รอบนี้ตัว Pro กับ ตัวพื้นฐาน มีดีไซน์การสวมใส่ที่แตกต่างระหว่าง In-ear กับ Open-ear
ด้วยราคาของทั้ง Galaxy Buds3 Pro กับ Buds3 ที่มีส่วนต่างกันถึง 2,000 บาท สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดคำถามง่ายๆ ขึ้นมาว่า “หูฟังรุ่นไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานของเรา ? ” ซึ่ง MXPhone ก็มีเคล็ดลับในการเลือกซื้อให้เอาไปลองใช้พิจารณากัน
สิ่งที่เหมือนกัน
ก่อนจะไปดูความต่าง เรามาสำรวจสิ่งที่เหมือนกันก่อน Samsung Galaxy Buds3 Pro และ Galaxy Buds3 เป็นหูฟังไร้สายแบบมีก้านที่ไม่ได้กลมเนียนแบบ AirPods แต่จะมีเหลี่ยมมุมที่ดูดุดัน และมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP57 (เฉพาะหูฟัง ไม่รวมเคสชาร์จ) อีกทั้งรองรับชาร์จไวผ่านสาย และการชาร์จแบบไร้สาย

ทั้งสองรุ่นรองรับเทคโนโลยีเสียงคุณภาพและความละเอียดสูงระดับ 24 bit Hi-Fi Audio ที่จะแสดงประสิทธิภาพเมื่อจับคู่กับมือถือของ Samsung เท่านั้น เรื่องการตัดเสียงรบกวน ( ANC : Active Noise Cancelling) ก็มีให้ใช้งานในทั้งคู่ รวมถึงความสามารถในการปรับแต่งย่านเสียง EQ (Equalizer) ของหูฟังที่สามารถทำได้โดยละเอียดในทั้งสองรุ่น

แน่นอนว่า Buds3 Pro และ Buds3 ก็มีคุณสมบัติด้าน AI หรือ Galaxy AI ของ Samsung ไม่ว่าจะเป็นการรองรับโหมด Listening ในฟีเจอร์การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ Interpreter บน Galaxy Z Fold6 หรือ Flip6 หรือจะเป็น Voice Command ซึ่งเป็นฟีเจอร์ AI ใช้คำสั่งเสียงแบบสั้นๆ เพื่อควบคุมการทำงานของหูฟัง ตอบโจทยผู้ใช้กรณีที่มือไม่ว่างแต่อยากหยุดเล่นเพลงหรือเปิด Ambient Mode
ลักษณะของช่องหู?
สิ่งแรกที่จะใช้พิจารณาเมื่อเลือกซื้อหูฟัง คือการเลือกหูฟังที่เหมาะกับสรีระหูของเรา แน่นอนว่าหูฟังเกือบทุกรุ่นในท้องตลาดได้ถูกออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์เพื่อการสวมใส่ที่สบายอยู่แล้ว แต่ในเชิงการใช้งานจริงเราทุกคนต่างมีกายวิภาคที่แตกต่างกัน ซึ่งบางคนก็อาจจะใส่หูฟังแบบ In-ear ที่เป็นการยัดเข้าไปในหูได้เลยโดยไม่รู้สึกอึดอัดอะไร แต่สำหรับบางคนที่รูหูเล็กก็อาจจะรู้สึกไม่สบายกับการใส่หูฟังแบบ In-ear ถึงแม้ว่าจะเลือกจุกซิลิโคนหูฟังเป็นไซส์เล็กสุดแล้วก็ตาม

อีกสิ่งที่ต้องพิจารณานอกจากสรีระแล้ว คือเรื่องของไลฟ์สไตล์ซึ่ง Samsung Galaxy Buds3 ที่สวมใส่แบบ Open-ear จะเหมาะสำหรับคนมองหาหูฟังไปใส่วิ่ง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงใส่เดินทาง เนื่องจากลักษณะการสวมใส่ที่ยังเหลือพื้นที่ภายในช่องหูจะยังทำให้ผู้ใช้รับรู้ถึงสถานการณ์รอบข้าง ได้ยินประกาศแจ้งเตือนต่างๆ และทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัยไปพร้อมกับการฟังเพลง

สำหรับ Galaxy Buds3 Pro ที่เป็นแบบ In-Ear ซึ่งมีลักษณะการสวมใส่แบบยัดหูฟังเข้าไปในหูข้อดีคือสามารถปิดกั้นเสียงรบกวนได้ดีกว่าแบบ Open-ear แม้จะไม่ได้เปิดโหมด ANC รวมถึงกระชับติดหูมากกว่าซึ่งปลอดภัยต่อการทำหูฟังหล่นหายเมื่อเจอแรงกระแทกในจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว ขณะที่การเปิดรับเสียงภายนอกก็ยังสามารถทำได้ผ่าน Ambient Mode
กรณีนี้ถ้ามีโอกาสก็อยากจะให้ไปลองใส่หูฟังของจริงกันก่อนที่จะซื้อซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของ Samsung ก็ได้ แต่ขอให้เลือกหูฟังรุ่นที่ดูใกล้เคียงกันก็พอ
Galaxy Buds3 Pro ตอบโจทย์กับใคร?
Samsung Galaxy Buds3 Pro ตอบโจทย์คนที่ชอบความโดดเด่น เพราะหูฟังรุ่นนี้จะมี Blade Light เส้นไฟสวยๆ ที่ก้านหูฟัง ช่วยเสริมลุคการใช้งานให้ดูทันสมัย

นอกจากนี้ Buds3 Pro ยังเหมาะสำหรับคนที่รักเสียงเพลงถึงแม้ว่าหูฟังซีรีส์นี้จะรองรับเสียง 24-bit, 96KHz ทั้งคู่ แค่ตัว Pro มีระบบลำโพงแบบ Two-way ใช้ลำโพงทวีตเตอร์แบบ Planar และแอมพลิไฟเออร์คู่ โดยที่ส่วนของทวีตเตอร์จะเพิ่มคุณภาพของเสียงในย่านเสียงแหลมหรือเสียงสูง ขณะที่แอมพลิฟายเออร์ทำให้เสียงอิ่มมีมิติและชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การเก็บรายละเอียดของเสียงทำได้ดีกว่ารุ่นปกติ

ขณะที่ระบบ ANC ของ Galaxy Buds3 Pro ก็ยังเป็นระบบ Adaptive ANC ที่ขับเคลื่อนด้วย Galaxy AI ซึ่งจะปรับระดับการทำงานของ ANC ให้เหมาะตามสภาพแวดล้อมของเสียงรอบข้าง ขณะที่ระยะเวลาการใช้งานในรุ่นพี่ใหญ่ยังอยู่ได้สูงสุด 26 ชั่วโมง เมื่อเปิด ANC และ 30 ชั่วโมง เมื่อปิด ANC มากกว่ารุ่นพื้นฐานที่อยู่ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง เมื่อเปิด ANC และ 30 ชั่วโมง เมื่อปิด ANC

เลือก Galaxy Buds3 ถ้าคุณ
Galaxy Buds3 เป็นหูฟังที่ให้คุณภาพของเสียงที่ดีเพียงแค่อาจจะเป็นรองรุ่น Pro เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าเหมาะกับคนที่อยากได้หูฟัง TWS คุณภาพสมราคาเหมาะสำหรับใส่เดินทาง, ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้ชีวิตประจำวัน แถมยังมีโหมด ANC ให้ใช้งานในเวลาที่อยากอยู่สงบๆ เพื่อปล่อยใจไปกับเพลงโปรด

แน่นอนว่าเรื่องราคาก็ต้องเอามาย้ำอีกครั้งว่า Galaxy Buds3 กับ Buds3 Pro มีส่วนต่างราคาที่ห่างกันถึง 2,000 บาท แต่ถ้าพิจารณาดีๆ นอกจากเรื่องไม่มีไฟที่ก้านหูฟังแล้ว รุ่นพื้นฐานก็มีคุณสมบัติส่วนใหญ่ที่ไม่ต่างหรือต่างแค่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัว Pro ทั้งอายุการใช้งานแบตเตอรี่, มาตรฐานความทนทาน, การชาร์จไร้สาย, การชาร์จเร็ว, คุณสมบัติ AI บางอย่าง และการปรับแต่ง EQ แบบกำหนดเอง

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ซื้อเองว่าจะให้น้ำหนักกับคุณสมบัติไหนมากกว่ากัน ซึ่งนั้นก็อาจจะเป็นเหตุหลักๆ ที่คุณอาจจะยอมหรือไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่ม
ปัจจุบันหูฟังทั้งสองรุ่นเปิดให้พรีออเดอร์ในไทยกันแล้ว โดยที่ Galaxy Buds3 มีสี Silver และ White สนนราคาที่ 5,490 บาท เริ่มส่งมอบสินค้าได้ในวันที่ 24 กรกฏาคม เป็นต้นไป ขณะที่ Galaxy Buds3 Pro มีสี Silver และ White ราคา 7,490 บาท จะจัดส่งสินค้าได้ในวันที่ 5 สิงหาคม เป็นต้นไป