พรีวิว vivo X300 Series คู่หูเรือธงกล้องเทพ 200MP พร้อมชุดเลนส์ซูมเสริมสุดว้าว!

โดย RingRangRung | 13 พฤศจิกายน 2568 เมื่อ 21:04 น.
พรีวิว vivo X300 Series คู่หูเรือธงกล้องเทพ 200MP พร้อมชุดเลนส์ซูมเสริมสุดว้าว!

ใกล้ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ vivo X300 Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจาก vivo ที่เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ และก่อนถึงวันนั้น มาดูพรีวิวจัดเต็มกันว่า “คู่หูเรือธงกล้องเทพ” รุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ดีไซน์ใหม่ สไตล์พรีเมียม

vivo X300 Series ถูกออกแบบมาตามเสียงเรียกร้องจาก ผู้ใช้ โดยเฉพาะในรุ่น X300 Pro ที่เปลี่ยนมาใช้ จอแบน และมีตัวเครื่องเป็นแบบเหลี่ยม ซึ่งทำให้การจับถือกระชับมือขึ้น โดยทั้งสองรุ่นให้ความสำคัญกับความเรียบหรูและความทนทาน ฝาหลังเป็น กระจกเทคโนโลยีใหม่ Coral Velvet ให้สัมผัสที่เนียนมือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย และมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 / IP69

ฐานโมดูลกล้องของทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 3D Cold-Carved Glass ซึ่งเป็นการขึ้นรูปกระจกชิ้นเดียวด้วยความเย็น ทำให้โมดูลกล้องมีขนาดเล็กลง และดูเรียบง่าย ซึ่งรุ่น Pro จะมีการเลเซอร์ตัวอักษรบริเวณขอบซึ่งได้แรงบรรดาใจมาจากกล้องโปร

ขนาดเครื่องของรุ่น X300 Pro จะอยู่ที่ 161.98 × 75.48 × 7.99 มม. หนัก 226 กรัม จอมีขนาด 6.78 นิ้ว (2800 × 1260), LTPO 1-120Hz และ สว่างสูงสุด 4500nits

ส่วนรุ่น X300 จะอยู่ที่ 150.57 × 71.92 × 7.95 มม. และเครื่องเบากว่าตัว Pro โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 190 กรัม สำหรับจอมีขนาด 6.31 นิ้ว (2640 × 1216), LTPO 1-120Hz และ สว่างสูงสุด 4500nits

เรื่องตำแหน่งของปุ่มและพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ จะจัดวางเหมือนกัน ซึ่ง vivo X300 Pro จะพิเศษหน่อยคือมี Shortcut button ปุ่มคำสั่งลัดให้ใช้งาน

สเปกภายในที่ทรงพลัง ลื่นไหลด้วย Origin OS 6 และแบตเตอรี่ BlueVolt Gen 4

vivo X300 Series ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยขุมพลังหลัก Dimensity 9500 ขนาด 3 นาโนเมตร (8-core, 1x 4.21 GHz) ซึ่งทั้งคู่จะเปิดตัวมาพร้อม Origin OS 6 บนพื้นฐาน Android 16

OS ตัวนี้จัดว่าเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดของ vivo ซึ่ง Origin OS 6 ให้ความเร็วในการเปิดแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น 19% และให้ความเสถียรของเฟรมเรตนิ่งขึ้น 63% รวมถึงความเร็วในการโหลดภาพในอัลบั้มเพิ่มขึ้นถึง 106% สามารถเปิดแอปพลิเคชันค้างไว้ในพื้นหลังได้สูงสุดถึง 47 แอป โดยไม่กระทบต่อความเร็ว

พร้อมกันนี้ยังมี Origin Smooth Engine ที่มีการจัดสรรทรัพยากร CPU ใหม่ โดย GPU ใช้เทคนิค Dual Rendering ทำงานแบบคู่ขนาน เพื่อให้การประมวลผลภาพและกราฟิกมีความรวดเร็วขึ้น

ด้านฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็มีทั้ง Origin Island เกาะเล็ก ๆ บริเวณกล้องหน้าสำหรับการแจ้งเตือนและการใช้ฟีเจอร์ Drag and Drop โยนไฟล์ข้ามแอปพลิเคชันได้ และรองรับการเชื่อมต่อ หรือ Mirror หน้าจอขึ้นไปบน Windows และ Mac ได้ สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ และสามารถโยนไฟล์ข้ามแบรนด์ Apple ได้ผ่านแอป Easy Share โดยการแตะตัวเครื่อง 2 เครื่องชนกัน

สำหรับแบตเตอรี่ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยี BlueVolt Silicon Anode Gen 4 ใหม่ล่าสุด โดยรุ่น Pro มีความจุ 5440mAh ส่วนรุ่นมาตรฐานมีความจุ 5360mAh รองรับ 90W FlashCharge และ 40W Wireless Charge

กล้อง 200 ล้านพิกเซล และชุดเลนส์ Extender

vivo X300 Series ได้ร่วมมือกับ ZEISS ในการพัฒนาเลนส์ โดยเน้นไปที่การถ่ายภาพในสถานการณ์ที่ท้าทาย ทั้งการซูมระยะไกล การถ่ายกีฬา และการถ่ายวิดีโอคอนเสิร์ต

นอกจากนี้ภายในยังมีชิปประมวลผลอีก 2 ตัว ได้แก่ VS1 ซึ่งชิปประมวลผลล่วงหน้า (Pre-processing chip) ของ Qualcomm ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 6 นาโนเมตร โดยที่ชิปนี้ออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลเบื้องต้นให้รวดเร็วขึ้นก่อนส่งต่อไปยังหน่วยประมวลผลหลัก (Main processor) ทำให้สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ที่ใช้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพ vivo V3+ ชิปประมวลผลเชิงลึกเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดและมีคุณภาพสูงขึ้น

ในส่วนของฮาร์ดแวร์กล้องแต่ละรุ่นจะมีสเปกดังนี้

vivo X300 Pro

  • กล้องหน้า 50MP (f/2.0) รองรับ Autofocus (AF)
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Main Camera 50MP (f/1.57) เซนเซอร์ Sony LYT-828 ขนาด 1/1.28 นิ้ว ชิ้นเลนส์ Super Blue Glass เคลือบ Coating*
    • Ultrawide 50MP (f/2.0) มุมกว้าง 120 องศา และรองรับ Autofocus
    • Telephoto Periscope 200MP (f/2.67) ซูม Optical 3.7X (เทียบเท่า 85 มม.) เซนเซอร์ HPB 1/1.4 นิ้ว เลนส์มีมาตรฐาน ZEISS APO (Apochromatic)

vivo X300

  • กล้องหน้า 50MP (f/2.0) รองรับ Autofocus (AF)
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Main Camera 200MP (f/1.57) เซนเซอร์ HPB 1/1.4 นิ้ว ชิ้นเลนส์ Super Blue Glass
    • Ultrawide 50MP (f/2.0) มุมกว้าง 120 องศา และรองรับ Autofocus
    • Telephoto Periscope 50MP (f/2.57) ซูม Optical 3X (เทียบเท่า 70 มม.) เซนเซอร์ LYT602

เรื่องฟีเจอร์และความสามารถในการถ่ายภาพของทั้งสองรุ่นบอกเลยว่าเพียบ

เริ่มจาก Stage Mode ใหม่ ได้รับการอัปเกรดให้สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 4K 60FPS มีอัลกอริทึม AI ที่ถูกฝึกฝนด้วยตัวอย่างนับล้าน เพื่อตรวจจับและ ลบปรากฏการณ์ Moire (รอยเส้นหรือสีเขียวที่เกิดจากหน้าจอ LED บนเวที) ในภาพถ่ายและวิดีโอได้อย่างแม่นยำ แถมรองรับการถ่าย Dual View (กล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน) ที่ความละเอียด 4K ทั้งสองกล้อง เวลาจะรีแอคชั่นสิ่งที่เห็นบนเวทีก็ไม่ต้องสลับกล้องไปมาแล้ว

ด้านการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทาง vivo ได้ปรับปรุงสกินโทนใหม่ ด้วยอัลกอริทึม Natural Beauty ที่ตั้งค่าให้อยู่ในสัดส่วน 80% Realistic และ 20% Enhancement เพื่อให้ผิวสวยเนียนเป็นธรรมชาติและยังคงลักษณะของผิวไว้ ไม่ได้ดูเรียบเนียนจนเหมือนโบกแป้ง

นอกจากนี้ยังมีโหมดถ่ายภาพกลางคืนและฉากที่ท้าทายอย่าง Firework Portrait ที่ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพคนคู่กับพลุสวย ๆ หรือโคมลอยในงานเทศกาลได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ตัวแบบไม่มืดและแสงพื้นหลังไม่สว่างจ้าจนเกินไป โดยใช้ Flash Hardware ที่สามารถ ซูมตามระยะเลนส์ (Adaptive Flash) ช่วยเก็บรายละเอียดตอนกลางคืนได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องพกไฟเสริม

ส่วนสายแต่งรูปต้องชอบฟีเจอร์ AI Travel AIGC ที่อัปเกรดจากเดิมที่มีเพียง 4 ฤดู เป็น 10 ฤดู ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสภาพอากาศหรือภูมิประเทศในภาพถ่ายให้กลายเป็นหมู่บ้านหิมะ หรือทะเลทรายได้ตามต้องการ ซึ่งฟีเจอร์นี้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ vivo

เรื่องการถ่ายวีดีโอรอบนี้ตัว vivo X300 Pro เขาดุดันด้วยด้วยการทำงานร่วมกับ MediaTek ให้สามารถถ่ายวิดีโอได้ลื่นสุดๆ ที่ความละเอียด 4K 120FPS แถมยังมีกันสั่น Gimbal OIS ระดับ CDA 5.5 ชดเชยการสั่นสะเทือนได้ถึง 2.6° ซึ่งนอกจากการถ่ายแบบธรรมดาแล้วในรุ่น Pro ยังรองรับการถ่าย ไฟล์ 10-bit LOG ได้ ซึ่งให้ Dynamic Range กว้างถึง 15 Stops ส่วนใครที่กังวลเรื่องเครื่องร้อนจนตัด ทาง vivo เคลมมาแล้วว่ารุ่น X300 Pro สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K 60FPS ได้นานต่อเนื่องถึง 43 นาที โดยที่เครื่องไม่ร้อนจนเกินไป

สำหรับใครที่กำลังรอเลนส์เสริมก็มีข่าวดี เพราะ vivo ยืนยันแล้วว่าชุดอุปกรณ์เลนส์เสริม Telephoto Extender จะมีเข้ามาวางจำหน่ายทั้งของ vivo X300 และ X300 Pro โดยที่เลนส์ตัวนี้ถูกออกแบบโดย ZEISS มีความคลาดเคลื่อนของสีต่ำ และสามารถใช้ร่วมกับโหมด Snapshot เพื่อถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ เมื่อใช้ร่วมกับ X300 Pro (ระยะ 85 มม.) จะได้ระยะเริ่มต้นประมาณ 200 มม. และสามารถซูมได้ไกลถึง 5,000 มม. ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายคอนเสิร์ต, กีฬา, หรือสัตว์ป่า

เตรียมพบกัน 27 พฤศจิกายนนี้

จากที่ลองจับมาคราวๆ เรียกว่า vivo X300 Series เป็นมือถือที่ตอบโจทย์สายถ่ายภาพ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่มีคอนเสิร์ต มีเทศกาลต่างๆ ก็ยิ่งยากให้ลองเอาไปใช้งานกันดู ซึ่งราคาไทยจะเปิดมาเท่าไร หรือมีอะไรที่น่าสนใจบ้างต้องรอติดตามในงานเปิดตัววันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

vivo X300 Series ท้าชน iPhone 17 ชูฟีเจอร์แชร์ไฟล์แบบ AirDrop รองรับ …
vivo X300 Ultra สเปกสุดโหด! รุ่นแรกของโลกที่ใช้ ‘กล้องคู่ 200MP’
เปิดตัว vivo X300 Series เรือธงกล้อง ZEISS อัปเกรดใหม่ พร้อมชุดเลนส์ซูม …

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners