มาถึงอีกหนึ่งรีวิวสมาร์ทโฟนจากแบรนด์ Vivo กับเจ้า Vivo S1 Pro รุ่นนี้เพิ่งมีข่าวหลุดจากเว็บต่างประเทศได้ไม่นาน ข้อมูลก็อาจจะยังมีไม่มาก แต่ mxphone ได้มีโอกาสจับเครื่อง ลองเล่นและทดสอบการใช้งาน ใครที่กำลังหาข้อมูลอยู่สามารถติดตามได้ในบทความนี้ครับ

ดีไซน์ของ Vivo S1 Pro เมื่อดูจากฝาหลังคุณผู้อ่านสังเกตไหมครับว่ามีอะไรเปลี่ยนไป? ใช่แล้วครับชุดกล้องถูกจัดเรียงมาใหม่ จากเดิมที่เคยอยู่มุมซ้ายแนวตั้งตอนนี้มีการรวมตัวกันในกรอบสีดำเรียบหรูแบบ Diamond-Shaped หรือรูปเพชรนั่นเอง ส่วนตัวประทับใจงานออกแบบลักษณะนี้เนื่องจากแหวกแนวจากหลายแบรนด์ในท้องตลาดที่วางโมดูลกล้องแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส แต่ Vivo มีการปรับองศามาใหม่สร้างความแตกต่างและเป็นที่จดจำ

ภายในโมดูลรูปเพชรประกอบด้วยกล้อง Quad Camera ความละเอียด 48MP + 8MP + 2MP + 2MP ค่ารูรับแสง f/1.8 + f/.2.2 + f/2.4 + f/2.4 ตามลำดับ ส่วน LED Flash จะอยู่นอกโมดูลบริเวณด้านล่าง แน่นอนว่ามาพร้อมกับ AI อัจฉริยะจำแนกการถ่ายภาพได้อย่างเหมาะสมทั้งกลางวัน กลางคืน ถ่ายคนและวัตถุที่แตกต่างกัน ฝาหลังเป็นกระจกครับโดยสีที่ได้มาในครั้งนี้เป็นสีดำที่มีการเล่นแสงตกกระทบตามมุมมอง

กล้องหน้าความละเอียด 32MP ดีไซน์แบบหยดน้ำ เซลฟี่ชัด สวย เป๊ะ ตามสไตล์ Vivo หน้าจอ Super Amoled ขนาด 6.38 นิ้ว ขอบบาง ให้พื้นที่จอมากถึง 90% ความละเอียดให้มาที่ 1080p คมชัด สีสด ดูคอนเทนต์ก็เต็มตาเล่นเกมก็เต็มอรรถรส
พอร์ตชาร์จของ Vivo S1 Pro เป็น Type-C แข็งแรง ใช้งานง่ายและถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญรองรับ Dual-Engine Fast Charging จ่ายไฟได้สูงสุดที่ 9V 2A มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,500 mAh เรียกได้ว่าชาร์จ 1 ครั้งใช้งานได้เกือบทั้งวันหรือถ้าแบตเตอรี่หมดระหว่างวันก็ชาร์จเพิ่มเติมได้ในเวลาอันรวดเร็ว
กลับมาดูส่วนอื่นๆของตัวเครื่องบ้างนะครับ โดยที่ลำโพงจะอยู่ใกล้กันกับพอร์ตชาร์จและเมื่อมาดูบริเวณด้านขวาของตัวเครื่องจะพบกับปุ่ม Power และปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง ส่วนบริเวณด้านบนจะพบกับพอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ทางด้านซ้ายจะเป็นตำแหน่งของถาดซิม เมื่อลองจิ้มออกมาดูจะเห็นได้ว่าเป็นแบบ Hybrid Slot เลือกใส่ 2 Sim ก็ได้หรือจะแบ่งเป็น 1 Sim และเพิ่ม MicroSD Card เข้าไปก็ได้
Vivo S1 Pro เก็บภาพได้ทุกความประทับใจ

จบในส่วนการออกแบบไปแล้วเดี๋ยวต่อไปเรามาดูกันว่าการใช้งานจริงด้านต่างๆจะเป็นอย่างไรบ้าง โดยจะเริ่มจากการถ่ายภาพกันก่อนนะครับ ออกตัวก่อนเลยว่า Vivo กับการถ่ายภาพยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ อันที่จริงกล้องและ AI อัจฉริยะทำได้ดีมาตั้งแต่ Vivo S1 และพัฒนาต่อเนื่องมาสู่ Vivo S1 Pro ที่เรากำลังพูดถึง



กล้องหน้าให้ความละเอียด 32MP มาก็จริงแต่สาวๆอย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ เรื่องความชัดไม่ต้องพูดถึงส่วนเรื่องความสวยเป๊ะ!! Vivo เขาไม่ปล่อยให้ใครคว้ามงไปได้ง่ายๆ กล้องหน้ามี AI อัจฉริยะและ Beauty Mode ช่วยปรับโครงหน้าและผิวให้ดูใสแต่ยังคงความธรรมชาติเอาไว้ จากภาพตัวอย่าง 2 รูปบนถ่ายด้วยแสงธรรมชาติก็จะให้อีกอารมณ์หนึ่ง แต่รูปที่ 3 เราเลือกที่จะเซลฟี่กับแสงไฟนีออนผลปรากฎว่าทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน
แต่ถ้าใครเบื่อการถ่ายเซลฟี่แบบธรรมดา Vivo S1 Pro ก็มีฟีเจอร์กล้อง AR น่ารักๆมาให้เล่นกันด้วย ซึ่งภายในเมนูนี้มีสติ๊กเกอร์ให้เลือกหลายแบบ จะถ่ายออกมาเป็นภาพนิ่งแบ๊วๆใสๆแบบนี้ก็ได้หรือจะถ่ายเป็นภาพเคลื่อนไหวก็ทำได้ที่ความยาว 10 วินาที นำไปลง IG Story ก็สะดุดตาหรือจะนำไปประกอบคอนเทนต์ VDO ต่างๆก็เก๋ไปอีกแบบ
ท้ายที่สุดสำหรับผู้ที่อยากถ่ายภาพแต่โพสต์ท่าไม่เป็น Vivo เขาช่วยคิดมาให้แล้วจ้า คุณสมบัตินี้ใช้ได้กับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เหมือนกับมีเมนเทอร์ส่วนตัวมาบอกท่าทางต่างๆให้ ตั้งแต่เซลฟี่ตัวเอง ถ่ายภาพเดี่ยวเต็มตัว ถ่ายคู่ หรือแม้กระทั่งถ่ายกับเพื่อนก็มีด้วยนะเอ๊า
เข้าสู่การถ่ายภาพจากกล้องหลังกันบ้าง ถ้าจำกันได้เราบอกไปแล้วว่า Vivo S1 Pro ให้กล้องมา 4 ตัว ไล่ไปตั้งแต่เลนส์หลักความละเอียดสูง 48MP ถัดมาเป็น Super Wide Angle ความละเอียด 8MP ถ่ายภาพมุมกว้าง 120 องศา ต่อด้วยเลนส์ Super Macro ความละเอียด 2MP ถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 4 เซ็นติเมตร สุดท้ายคือ Dept Sensor วัดระยะลึก ความละเอียด 2MP

ระยะเลนส์ปกติ 
ระยะเลนส์ Super Wide Angle

ระยะเลนส์ปกติ 
ระยะเลนส์ Super Wide Angle
ตัวอย่างที่เห็นเป็นการถ่ายภาพโดยใช้ระยะเลนส์ 2 ระยะด้วยกันคือแบบปกติและ Super Wide Angle องค์ประกอบของภาพที่ได้มีความแตกต่างกัน รูปแรกเป็นภาพที่ถ่ายแบบมีบุคคลเป็นองค์ประกอบ เมื่อดูจากตัวอย่างระยะปกติจะให้อารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้าท่าทางได้มากกว่าขณะที่ภาพมุมกว้างจะแสดงให้เห็นถึงสถานที่และบรรยากาศได้มากกว่า ส่วนรูปที่ 2 เป็นการถ่ายภาพสิ่งปลูกสร้างที่เห็นได้ชัดเจนว่า ถึงแม้จะยืนอยู่ที่เดิมแต่ภาพที่ได้กลับแตกต่างกัน นับว่าจำเป็นกับการถ่ายภาพในปัจจุบันเพราะมุมมองเปลี่ยนได้แค่ปลายนิ้วและ Vivo S1 Pro เขาก็ใส่มาให้ครับ
ในเมนูกล้องยังมีโหมดการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งก่อนที่จะได้มาลองเล่น Vivo S1 Pro ผู้เขียนเองได้มีโอกาสทดลองใช้งาน Vivo V17 Pro มาก่อนแล้ว รุ่นนั้นถ่ายภาพบุคคลออกมาได้สวยและดูเป็นธรรมชาติ ด้วยราคาของ Vivo S1 Pro เลยแอบคิดว่าคุณภาพอาจจะลดหลั่นลงมาแต่ภาพที่ได้นั้นดีไม่แพ้กันเลย ยิ่งถ่ายในแสงธรรมชาติช่วงเวลาเย็นๆยิ่งสวยดูอบอุ่นละมุนมากๆ
อันนี้ขอแถมก็แล้วกันถือว่าเป็นความคันไม้คันมือส่วนตัวของผู้เขียน ปลายปีแบบนี้ห้างสรรพสินค้าก็มีการตกแต่งไฟสวยงามจะเดินผ่านไปเฉยๆก็เสียเที่ยวก็เลยหยิบ Vivo S1 Pro มา Snap ภาพเล่นๆสักหน่อย ทุกภาพที่ทดสอบในครั้งนี้ถ่ายหลังพระอาทิตย์ตกดินทั้งสิ้น แสงสีที่ได้ในภาพมาจากหลอดไฟล้วนๆโดยไม่มีอุปกรณ์เสริม AI ถือว่าทำงานได้ดีเลยครับ หน้านางแบบไม่มืดแต่ก็ไม่ขาวเวอร์ เหมือนว่า AI ปรับให้เหมาะสมกับปริมาณแสง ณ บริเวณนั้นๆด้วยคุณผู้อ่านลองดูรูปแล้วลองพิจารณากันดูครับ นี่มองว่าซื้อ Vivo S1 Pro จะหยิบขึ้นมาถ่ายไฟในช่วงเฉลิมฉลองสิ้นปีก็ทำได้สบายๆ
Vivo S1 Pro กับ Performance และการใช้งาน

นอกจากถ่ายภาพได้ดีแล้วการใช้งานจริงก็ก็ต้องตอบโจทย์ด้วย Vivo S1 Pro ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 octa-core พร้อมด้วย RAM 8GB และ ROM 128GB ถ่ายรูป โหลด App ได้อย่างจุใจ แต่ถ้าใครมองว่ายังไม่พอก้สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้อีก 256GB
เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นเราได้ทดสอบ Vivo S1 Pro กับ Antutu V8.03-OB โดยผลที่ออกมาอยูที่ 178063 ขณะที่การทดสอบความเร็วการ อ่าน-เขียน ของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลผ่าน AndroBench แบ่งออกเป็น Sequential Read ทำได้ที่ 508.47 MB/s ส่วน Sequential Write ทำได้ที่ 189.74 MB/s สรุปภาพรวมถือว่าทำได้ดี ถึงแม้ชิปประมวลผลจะอยู่ในระดับกลางแต่ก็สามารถใช้งานโดยทั่วไปได้สบายๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่น่าประทับใจก็คือความเร็วในการอ่านของ Storage ที่ทำได้มากกว่า 500 MB/s
Vivo S1 Pro เล่นเกมไหวไหม? เราหาคำตอบมาให้แล้วครับ สำหรับ ROV สามารถปรับโหมดเฟรมเรทสูงได้และเล่นได้ลื่นๆ เฟรมเรทจะวิ่งอยู่ในช่วง 54 – 60 fps ส่วน PUBG แนะนำปรับกราฟฟิกในระดับ Medium ก็เล่นได้กำลังดี ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะการเล่นเกมเป็นเรื่องใหญ่ใครจะเข้ามาขัดขวางไม่ได้ Ultra Game Mode เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ช่วยบล็อกการโทร หรือเลือกรับสายโดยไม่ต้องปิดหน้าจอเกมรวมถึงการแจ้งเตือนอื่นๆที่ขัดจังหวะ นอกจากนี้ยังเสริมความเกรียนมาให้ด้วยฟีเจอร์เปลี่ยนเสียงไมค์ 6 แบบจะสร้างความบันเทิงให้กับคนในทีมหรือกวนป่วนก็ว่ากันไป

เกมผ่านไปแล้วต่อมาเป็นส่วนของความบันเทิงบ้าง Vivo S1 Pro ใช้จอ Super Amoled ขนาด 6.38 นิ้ว ขนาดถือว่ากำลังดีจับได้ถนัดมือ ลำโพงถึงแม้ว่าจะไม่ให้สเตอริโอมาแต่ก็มีพอร์ตหูฟังมาให้จ้า ฟีลลิ่งการดู Youtube สัดส่วนคอนเทนต์ 16:9 ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะถ้าไม่ถูกใจขอบดำด้านข้างก็สามารถจีบนิ้วขยายให้ VDO เต็มจอได้เลย
แสกนนิ้วเร็วจนต้องร้อง Wow!!


Vivo เขายืนหนึ่งเรื่องสแกนนิ้วซึ่งนอกจากจะให้ตำแหน่งสแกนมาบนหน้าจอแล้วยังจัดวางมาอย่างพอเหมาะ ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป สแกนได้ง่ายและเร็วมากๆ ท้าชนแบรนด์อื่นได้สบายๆ แต่ยังไม่จบเท่านี้ถ้าใครเป็นสาวก Vivo จะรู้ดีว่าการสแกนนิ้วของเขาทำได้แบบสวยงามอลังการดาวล้านดวง เพราะเมื่อสัมผัสนิ้วลงไปบนจอก็จะมีแสงเปล่งประกายขึ้นมาและถ้าลวดลายไม่โดนใจก็เข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้
แบตเตอรี่ การชาร์จ และการจัดการพลังงาน

ถ้าเป็นคนติดมือถือเล่นโซเชียลบ้างนระหว่างวัน Vivo S1 Pro ก็มีพลังงานเพียงพอต่อการใช้งานอยู่นะ ด้วยความที่แบตเตอรี่ 4,500 mAh ให้มาแบบเหลือๆ แต่ถ้าใครเล่นแบบจัดหนักจัดเต็ม มีการถ่ายรูป ดู Youtube หรือเล่นเกมระหว่างวันยังไงแบตเตอรี่ก็เหลือน้อยหรือเกือบหมด แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปเพราะรุ่นนี้มี Dual-Engine Fast Charging (Adaptor 9V 2A) ถึงแม้แบตเตอรี่จะหมดก็ชาร์จกลับเข้าไปได้ไวเล่นได้ไม่มีสะดุด

และขึ้นชื่อว่า Vivo จะชาร์จธรรมดาไก่กาไม่ได้ต้องมีแสงสีจัดเต็ม ขณะชาร์จแบตเตอรี่จอจะแสดงผลแบบเคลื่อนไหว สังเกตนะครับว่าตรงตัวเลขแสดงเปอร์เซ็นแบตเตอรี่ถูกล้อมด้วยรูปทรงเดียวกับโมดูลกล้องรูปเพชร ส่วนตัวหนังสือด้านล่างเป็นการแสดงผลว่าชาร์จลักษณะใดใช่ Dual-Engine Fast Charging หรือไม่ สำหรับระยะเวลานั้นเราทดสอบจากแบตเตอรี่ 25% ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที จึงจะเต็ม 100% ครับ
เคล็ดลับถนอมจอและยืดอายุแบตเตอรี่ระหว่างวัน

ขอแทรกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการถนอมจอรวมถึงการเซฟพลังงานสมาร์ทโฟนให้อยู่กับเราทั้งวันแบบง่ายๆนะครับ ก่อนอื่นเลยต้องถามว่ารู้จัก Dark Mode หรือ โหมดมืด กันมาก่อนไหม? ที่ต้องถามแบบนี้เพราะสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่างก็ให้โหมดการใช้งานนี้มาแล้วทั้งนั้นและ Vivo S1 Pro ก็สามารถตั้งค่าส่วนนี้ได้เช่นกัน
ขั้นตอนก็ง่ายๆ ให้เข้าไปที่ การตั้งค่า > เลือก การแสดงผลและความสว่าง > เลือก โหมดมืด และทำเครื่องหมายเปิดใช้งาน เท่านี้ก็เสร็จแล้วครับหรือถ้าใครต้องการเปิดโหมดมืดตามช่วงเวลาก็สามารถกำหนดได้ตรงเมนู เปิดตามกำหนดการ
โหมดมืดเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชอบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, Applacation หรือ Laptop ถ้ามีให้เปิดจะเปิดใช้ทั้งหมดเพราะว่าพื้นหลังดำไม่แสบตาขณะเล่น นอกจากนี้ยังช่วยถนอมจอไม่ให้เบิร์นได้อีกด้วย ท้ายที่สุดการลดอัตราการปล่อยแสงสว่างบนหน้าจอ เช่นสีขาว ยังช่วยให้ใช้พลังงานแบตเตอรี่น้อยลงทางอ้อมด้วยครับ
สรุปแล้ว Vivo S1 Pro เป็นอย่างไร
Vivo S1 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่พัฒนาเรื่องของการถ่ายภาพจาก Vivo S1 รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน กล้องหลังให้มาถึง 4 ตัว มี AI และทำงานได้ดี ภาพที่ถ่ายได้จากกล้องหลังมีความใกล้เคียงกับ Vivo V17 Pro การใช้งานส่วนอื่นๆลื่นไหล ทั้งการเล่นโซเชียล ถ่ายภาพ เล่นเกม หรือความบันเทิง ทั้งหมดรันบน Android 9 ครอบด้วย Funtouch OS 9.2 ซึ่งใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด ราคาเปิดตัวตัวแบบเลขสวยๆ 9,999 บาท เริ่มจองได้ตั้งแต่ 20-28 พฤศจิกายน 2562 ใครที่ลังเล V17 Pro อยู่ S1 Pro ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในราคาที่เบากว่าแล้วหละ

































