วันนี้ได้ลองเล่นเครื่องจริงตัวจริงแล้วสำหรับ Samsung Galaxy S6 edge+ ที่เปิดตัวมาพร้อมๆ กับ Galaxy Note 5 เมื่อเดือนก่อน ทั้งคู่สเปคเครื่องเหมือนๆ กันเลย แตกต่างกันเรื่องของฟีเจอร์ที่รุ่นนี้เน้นหน้าจอ Dual edge ส่วน Note 5 จะเน้นเรื่องของปากกาครับ ทั้งสองรุ่นดีไซน์ออกมาสวยวิบวับพอกัน เรามาลองดูตัวเครื่องกันเลยว่าเครื่องจริงเป็นอย่างไร ภายในเป็นอย่างไรบ้าง
Samsung Galaxy S6 edge+ นั้นทีมงานเพิ่งเผยราคาวางจำหน่ายไป ซึ่งรุ่นนี้จะขายในราคา 29,900 บาท สำหรับรุ่น 32GB เบื้องต้นได้ยินว่ามีแค่รุ่นเดียวครับ 64GB ยังไม่มีข่าวคราว โดยจะวางขายอย่างเป็นทางการวันที่ 25 กันยายนนี้ มีสองสีคือ Platinum Gold และ Silver Titanium (ลิงค์ข่าว)
สเปคเครื่อง Samsung Galaxy S6 edge+ (Galaxy S6 edge Plus)
– จอแสดงผล Super AMOLED 5.7″ Quad HD 2560 x 1440 (518ppi)
– หน้าจอแบบ Dual edge screen พร้อมฟีเจอร์ People edge และ Apps edge
– ขนาด 154.4 x 75.8 x 6.9 mm หนัก 153 กรัม
– ชิปเซ็ต Exynos 7420 Octa core (2.1GHz Quad + 1.5GHz Quad), 64 bit, 14 nm Processor
– RAM 4GB, ROM 32GB (UFS 2.0)
– กล้องหลัก 16MP OIS f1.9, กล้องหน้า 5MP f1.9
– ระบบ Android 5.1.1 Lollipop + TouchWiz
– แบตเตอรี่ 3,000 mAh
– ที่สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint)
– รองรับ Fast Charge และ Wireless Charging ที่ชาร์จเร็วกว่าเดิม
สเปคเครื่องแทบจะเหมือนกันทุกส่วน เรียกเป็นฝาแฝดกันเลยก็ได้ เพราะจริงๆ มองผ่านๆ หน้าตาก็เหมือนๆ กับ Galaxy Note 5 แตกต่างกันนิดหน่อยเท่านั้น ขนาดพอๆ กันแต่รุ่นนี้น้ำหนักเบากว่าเดิมครับ
กล่องมาสไตล์เดียวกับ Note 5 แต่สกรีนชัดเจนครับว่าเป็น Samsung Galaxy S6 edge+ ระบุสีข้างกล่องเหมือนกัน เปิดฝามาก็เจอเครื่องขนาดเต็มกล่องเป๊ะ
ภายในกล่องครับนอกจากตัวเครื่องแล้วก็มีอุปกรณ์ดังนี้
– Samsung Galaxy S6 edge+ (SM-G928C)
– คู่มือการใช้งาน
– อแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่
– สาย Micro USB
– ชุดหูฟัง
สำหรับเครื่องที่ได้มาแกะกล่องลองใช้งานยังไม่ใช่เครื่องขายไทยนะครับ อุปกรณ์ในชุดขายจริงน่าจะแตกต่างกันไปอีกหน่อย โดยเฉพาะอแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ไม่น่าเป็นหัวแบบนี้
ตัวเครื่องขนาดใหญ่ขึ้นคือขนาดก็เท่าๆ กับ Galaxy Note 5 ครับ เพราะสเปคเหมือนๆ กัน หน้าจอขนาดเท่ากัน จำไว้แค่ Galaxy S6 edge+ โค้งหน้าจอ ส่วน Galaxy Note 5 โค้งกระจกหลัง สลับกันแค่นี้แหละ…
ด้านหน้ามีเซ็นเซอร์ต่างๆ พร้อมช่องลำโพง และเลนส์กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ไฟแจ้งเตือนต่างๆ จะอยู่ข้างๆ เซ็นเซอร์ เลย์เอาท์นี่แทบไม่ต่างจาก Note 5 เลย ใต้หน้าจอมีปุ่ม Home ซึ่งมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือครับ พร้อมปุ่ม Multitask และ Back แบบสัมผัส
ด้านข้างก็แทบไม่แตกต่าง สลับด้านโค้งรับเข้ามาเท่านั้น มีปุ่มควบคุมเสียงอยู่ด้านซ้าย และปุ่มพาวเวอร์อยู่ด้านขวา
ขอบด้านบนจะมีช่องไมโครโฟนตัวที่สอง กับถาดใส่ซิมการแบบ Nano SIM ส่วนขีดๆ นั่นก็คือจุดเสารับสัญญาณนะครับเห็นมีหลายถามๆ กันอยู่ ด้านล่างมีช่องลำโพงเสียงหลัก พร้อมด้วย Micro USB กับช่องไมโครโฟนกลัก และรูหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
ด้านหลังก็เหมือนกับตัว Galaxy S6 ครับ กระจกมีแผ่นฟิล์มรองด้านใต้ทำให้แสงตกกระทบแล้วสวยเลอค่ามากๆ เลนส์กล้องจะนูนออกมามากกว่าตัว Galaxy Note 5 เพราะขนาดบางกว่า โดยมีไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์ Heartrate เหมือนกัน
ถาดซิมเป็นแบบ Nano SIM เท่านั้น ไม่สามารถเพิ่ม Micro SD ได้ ใช้ที่จิ้มถาดซิมออกมาได้เลย ระวังทำหล่นหายนะขนาดมันเล็ก
ซอฟท์แวร์ภายในเป็น Android 5.1.1 Lollipop ครอบด้วย TouchWiz UI เวอร์ชั่นล่าสุด หน้าตาเหมือนกับของ Galaxy Note 5 เลย แต่เครื่องที่เอามาทดสอบไม่มีพวกแอพพลิเคชั่น Microsoft แถมมาให้นะ ลุคยังดูสวยงามใช้งาน สัมผัสไวตอบสนองเยี่ยมตามสไตล์ ลองใช้แล้วติดใจกันแน่นอนล่ะ
ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ People edge ครับ เหมือนกับ Galaxy S6 edge คือใส่ทางลัดรายชื่อโปรดได้ 5 รายการ แยกสีสันต่างๆ เวลาวางคว่ำเมื่อรายชื่อที่ตั้งไว้โทรเข้าก็จะมีไฟสีดังกล่างวิ่งๆ ให้รู้ครับ แตะเซ็นเซอร์ Heartrate วางสายได้หากไม่ว่าง
ฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ล่าสุดเลยก็คือ Apps edge น่าจะมีการเรียกร้องเข้ามาเยอะ เพราะ People edge อย่างเดียวก็ดูไม่มีอะไร แตกต่างจาก Galaxy Note Edge ที่เอามาใช้งานได้หลากหลายกว่าทั้ง Tools และ Shortcut ต่างๆ แจ้งเตือนได้ครับ Apps edge ก็สามารถเพิ่มทางลัดแอพพลิเคชั่นที่ชอบใช้งานได้ 5 รายการ
ตัว UI ยังมี Multitask แบบเดิม ซึ่งสามารถใช้งานแบบ Multi-Window ได้ครับ แบ่งครึ่งหน้าจอแล้วเลื่อนปรับเอาตามใจชอบ ใช้งานหลายๆ แอพพลิเคชั่นพร้อมๆ กัน หรือจะใช้งานแบบ Popup Window ก็ทำได้เช่นกันนะ
ประสิทธิภาพเครื่องแน่นอนว่าต้องดีไม่แตกต่างจาก Galaxy Note 5 แน่นอน เพราะสเปคมาเหมือนๆ กันขุมพลัง Exynos 7420 Octa-core พร้อมด้วย RAM 4GB LPDDR4 เหลือๆ หน่วยความจำแบบ UFS 2.0 ความจุ 32GB อ่านเขียนเร็วมาก ซึ่งทดสอบมาแล้วได้คะแนนระดับ 66,000 คะแนนเลยทีเดียว ในแง่ประสบการณ์การใช้งานก็เยี่ยมครับ ลื่นแบบพรีเมี่ยมเลย
กล้องถ่ายภาพเป็นเลนส์ 16 ล้านพิกเซล F1.9 มีระบบ Smart OIS เหมือนกับ Galaxy Note 5 และ Galaxy S6 แต่ถ้าเทียบกับพี่น้องร่วมตระกูล รุ่นนี้จะเหนือกว่า กล้องระดับเดียวกับ Note 5 ฟีเจอร์ต่างๆ มาทางเดียวกันเลย ซึ่งตัว Galaxy S6 edge+ จะสามารถปรับเรื่องของสปีดชัตเตอร์ในโหมด Pro ได้ด้วยนั่นเอง เดิมทีตัว S6 มันไม่มีนะครับ
ฟีเจอร์เพียบ Live Broadcast ก็มา Video Collage ก็มี เอามาถ่ายเก๋ๆ ครับ ลูกเล่นพวกนี้ผมค่อนข้างชอบนะ ส่วนกล้องหน้านั้นก็เป็นเลนส์ 5 ล้านพิกเซล F1.9 เช่นกัน และมีมุมกว้างถึง 120 องศาเก็บภาพแนวตั้งนี่หน้าแหลมเรียวสวยเลย แนวขวางก็เก็บรายละเอียดได้เยอะด้วย ทั้งกล้องหน้าหลังรองรับ Real-time HDR ครับ ลองดูภาพตัวอย่างจากกล้อง
วันนี้เรามาอวดตัวเครื่องกับฟีเจอร์ภายในเพียงเล็ก เพราะเพิ่งได้เครื่องมาเล่นได้แค่วันเดียวครับ เร็วๆ นี้จะแนะนำฟีเจอร์อื่นๆ และรีวิวเต็มๆ เพิ่มเติมให้ชมกันอีกที สำหรับ Samsung Galaxy S6 edge+ เตรียมวางขาย 25 กันยายนนี้ ราคา 26,900 บาท มีสี Gold Platinum และ Silver Titanium สองสีครับ































