กระแสกำลังมาเลยทีเดียวสำหรับ Sony WF-1000XM3 หูฟังไร้สายแบบ True Wireless ที่มาพร้อมกับระบบปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอก (Noise Canceling) มาตรฐานสูงสไตล์ Sony ซึ่งตอนนี้ก็มีเข้ามาในไทยแล้ว
สเปคของ Sony WF-1000XM3
- น้ำหนักหูฟังข้างละ 8.5 กรัม
- ตัวเคสสำหรับชาร์จมีน้ำหนัก 77 กรัม
- ไดรเวอร์ยูนิตทรงโดม ขนาด 6 มม. ใช้คอยล์เสียง CCAW แม่เหล็กนีโอดิเมียม
- มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน HD Noise Cancelling Processor QN1e
- มีไมโครโฟนสนทนาภายในตัว
- มีฟังค์ชั่น Quick Attention เปิดรับเสียงรอบข้างโดยไม่ต้องถอดหูฟัง
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth 5.0 และ NFC
- ตัวหูฟังใช้ฟังเพลงได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมง (ปิด NC) อยู่ในโหมดสแตนด์บายได้นานสูงสุด 15 ชั่วโมง (ปิด NC) โดยที่ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ 1.5 ชั่วโมง/รอบ
- ตัวเคสสามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้ 3 รอบ มาพร้อมระบบชาร์จไวเพียง 10 นาที ก็ฟังเพลงได้นานถึง 90 นาที
เปิดแพ็คเกจของ Sony WF-1000XM3 ก็มากันแบบเรียบๆสไตล์ Sony ตัวแพ็คเกจเป็นแบบสองชั้นเจาะช่องใส่อุปกรณ์ต่างๆมาเป็นระเบียบ เมื่อสไลด์กล่องออกมาก็จะพบกับตัวหูฟังและอุปกรณ์ภายในประกอบด้วย
- หูฟัง Sony WF-1000XM3
- เคสสำหรับชาร์จ
- จุกซิลิโคน (6 คู่)
- สาย USB-C
- คู่มือการใช้งาน
เริ่มจากตัวเคสกันก่อนต้องยอมรับว่าทาง Sony ออกแบบเคสสำหรับชาร์จหูฟัง WF-1000XM3 ออกมาได้เรียบหรู รูปทรงเคสเป็บแบบตลับบริเวณฝาตัดเรียบ ฐานเคสโค้งมน ผิวสัมผัสรอบเครื่องเป็นแบบด้านตัวน้ำหนักเคสอยู่ที่ 77 กรัม พกพาง่าย
บริเวณช่องเล็กๆตรงฝาจะมีไฟ LED บอกสถานะการทำงาน ขณะที่พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C สำหรับชาร์จไฟอยู่ตรงฐานเคส
ฝาเคสใช้การเปิดปิดโดยมีแรงแม่เหล็กช่วยดูดเพิ่มความแน่นหนาในระดับหนึ่ง เมื่อเปิดมาด้านในจะพบกับช่องเก็บหูฟังซึ่งมีแม่เหล็กดูดตัวหูฟังให้ลงล็อคพอดี ขณะที่ด้านหน้าเหนือไฟ LED จะเป็นสัญลักษณ์ของ NFC
ต่อกันที่ตัวหูฟังในรุ่น WF-1000XM3 ถูกดีไซน์แบบ Tri-hold เพื่อให้สวมใส่สบายกระชับรูหูเข้ากับสรีรศาสตร์ของแต่ละคน ขณะที่จุกหูฟังก็ใช้วัสดุอย่างดีผิวนิ่มแนบสนิทพอดีกับหูไม่ลื่นหลุดง่าย พร้อมด้วยจุกซิลิโคนให้เลือกเปลี่ยนตามความเหมาะสมของหูแต่ละคนถึง 6 คู่ ขณะที่ตัวหูฟังเองก็เบาสุดๆเพียงข้างละ 8.5 กรัมเท่านั้น
ด้านนอกของหูฟังจะเป็น Pad Touch สำหรับสั่งงานแบบสัมผัส ใกล้ๆกับโลโก้ Sony จะเป็นช่องไมโครโฟนที่ใช้ในการตัดเสียงรบกวน ส่วนหัวของหูฟังจะมีไฟสำหรับบอกสถานะการเชื่อมต่อ ด้านท้ายมีสัญลักษณ์บอกว่าเป็นหูข้างซ้ายหรือขวา สำหรับพื้นที่ด้านในของหูฟังจะมีระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับเวลาใส่หรือถอดหูฟัง, ไมโครโฟน และขั้วสำหรับเชื่อมต่อเพื่อชาร์จไฟจากเคส
ในการใช้งานครั้งแรกก้ต้องจับคู่หูฟัง Sony WF-1000XM3 กับสมาร์ทโฟนซึ่งเลือกได้ว่าจะต่อด้วยสัญญาน Bluetooth 5.0 หรือจับคู่ด้วยระบบ NFC ที่ตัวเคส และที่แนะนำให้มีคือตัวแอปฯ Headphone Connect เพื่อดึงประสิทธิภาพของหูฟังออกมาได้อย่างเต็มที่ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดได้ทั้งของ iOS และ Android
ในแอปฯ Headphone Connect จะเป็นพื้นที่สำหรับแสดงสถานะต่างๆของหูฟังไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ หรือแบตเตอรี่ ที่แยกแต่ละข้างชัดเจน, Codec ที่ใช้งาน หรือสถานะระบบ DSEE HX
ระบบการสั่งงานของตัวหูฟังจะเป็นแบบสัมผัสสามารถเซ็ตแยกคำสั่งให้กับหูแต่ละข้างได้อาทิเช่น แตะด้านซ้าย 1 ครั้ง เพื่อสลับโหมด Noise Cancelling Mode / Ambient Mode, แตะด้านซ้าย 2 ครั้งเพื่อเรียก Google Assistant หรือจะเลื่อนไปเพลงถัดไปก็แตะไปที่หูฟังด้านขวา 2 ครั้ง
จุดที่เป็นไฮไลท์ของ WF-1000XM3 คือเรื่องเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนด้วยชิป HD Noise Cancelling Processor QN1e ที่นอกจากจะปิดกั้นเสียงได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีอาการหูอื้อแล้ว ตัวผู้ใช้ก็ยังสามารถควบคุมการตัดเสียงรบกวนได้จากฟีเจอร์ Adaptive Sound Control
ระบบ Adaptive Sound Control ภายในแอปฯ จะเป็นการปรับแต่งโหมด Noise Cancelling ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ใช้อยู่โดยอัตโนมัติทั้ง
- Staying : โหมดในขณะที่ตัวผู้ใช้อยู่กับที่ซึ่งตัวหูฟังเปิด Ambient Mode ในระดับสูงสุด และโฟกัสไปที่เสียงพูด
- Walking : โหมดในตอนที่มีการเคลื่อนไหวช้าๆซึ่งค่าระบบ Ambient Mode จะอยู่ที่ 12 เพื่อเปิดรับเสียงรอบข้างทั้งหมด
- Running : โหมดสำหรับใส่วิ่งที่ตัว Ambient Mode จะอยู่ในระดับสูงสุด เพื่อดูดเสียงรอบข้างทั้งหมดเข้ามา
- Transport : โหมดในขณะเดินทางบนยานพาหนะซึ่งจะเป็นระบบ Noise Cancelling ที่เข้ามาช่วยตัดเสียงรบกวนรอบตัวออกไป
สำหรับโหมดต่างๆนอกจากจะใช้งานตามที่เซ็ตแบบพื้นฐานมาให้แล้ว ตัวผู้ใช้เองก็ยังสามารถตั้งค่าระดับต่างๆให้เหมาะสมด้วยตัวเองได้ด้วย ขณะที่หูฟังเองก็มีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะทำให้รับรู้ว่าผู้ใช้กำลังใส่หูฟังข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ถ้าผู้ใช้ถอดหูฟังออกข้างหนึ่งเพลงก็จะหยุดเล่น แล้วก็จะกลับมาเล่นต่อเมื่อใส่หูฟังกลับเข้าไป แต่ถ้าไม่อยากถอดเข้าออกบ่อยๆก็สามารถเซ็ตเป็นแตะหูข้างเพื่อเปิด Ambient Mode ดูดเสียงรอบตัวเข้าก็ทำได้
ลักษณะเสียงของ Sony WF-1000XM3 ถือว่าให้เสียงร้องที่ใสชัด มี Soundstage กลางๆให้ทิศทางและมิติเสียงได้ดีไม่แบนราบ การแผดเสียงไม่รุนแรงมาก ลูกเบสมีความหนึบไม่บวม เก็บรายละเอียดเครื่องดนตรีได้ชัด จัดให้เป็นหูฟังอีกตัวที่ฟังเพลงได้สนุก
ถ้าต้องการเพิ่มคุณภาพในการฟังบนแอปฯก็มีฟังค์ชั่น Sound Quality mode ที่ให้เลือกว่าจะเน้นไปที่คุณภาพของเสียง หรือเอาความเสถียรในการเชื่อมต่อ เป็นหลัก อีกโหมดที่มีให้เลือกคือ DSEE HX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ Sony ที่จะช่วยยกระดับแหล่งเสียงปัจจุบันที่ผ่านการบีบอัดมาให้ใกล้เคียงกับเสียงความละเอียดสูง
ในกรณีที่ใครคิดว่าเสียงที่เซ็ตมายังไม่เด็ดพอบนแอปฯก็มีฟีเจอร์ให้เลือกปรับแต่ง EQ ด้วยตัวเองได้ หรือจะกำหนดตาม Preset สำหรับเร็จรูปที่มีให้เลือกกัน 8 แบบ
ส่วนกรณีการใช้งานทั่วไปเรื่องการตัดเสียงรบกวนก็บอกได้เลยว่า WF-1000XM3 สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ด้านการเชื่อมต่อก็ถือว่านิ่งในระดับที่น่าพอใจไม่มีอาการดีเลย์ของสัญญานเสียงเมื่อใส่หูฟังดู YouTube หรือ Netflix
เรื่องอายุการใช้งานก็อยู่ในเกณฑ์ดีโดยที่แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหูฟังหนึ่งรอบ (1.5 ชั่วโมง) และสามารถใช้งานได้สูงสุด 24 ชั่วโมงเมื่อชาร์จเข้ากับเคสจนหมดรอบการใช้งาน เรียกว่าพอใช้ในหนึ่งวันแน่นอน
ปิดท้ายด้วยเรื่องของราคา Sony WF-1000XM3 เปิดตัวที่ 8,990 บาท มีสองสีให้เลือกคือสีดำ และสีเงิน ถือว่าเป็นหูฟัง True Wireless อีกรุ่นที่อยากให้ได้ไปลองลงสัมผัสด้วยตัวเอง


























