รีวิว Galaxy Watch7 และ Galaxy Watch Ultra สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดของ Samsung ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้นโดยยังคงใส่ใจเรื่องสุขภาพ แต่รอบนี้จะเอาใจผู้ใช้ที่ชอบกิจกรรมแนว Extreme กันมากขึ้น
สเปค Samsung Galaxy Watch7
- ขนาดตัวเรือน
- 44มม. : 44.4 x 44.4 x 9.7 มม. หนัก 33.8 กรัม
- 40มม. : 40.4 x 40.4 x 9.7 มม. หนัก 28.8 กรัม
- สีที่วางจำหน่าย
- 44มม. : เขียว
- 40มม. : เขียว / ครีม
- มาตรฐานความทนทาน 5ATM+IP68/MIL-STD-810H
- จอ
- 44มม. : Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480 x 480px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี
- 40มม. : Super AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว ความละเอียด 432 x 432px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี
- ชิปประมวลผล 3nm ประมวลผล Penta-Core (1.6GHz, 1.5GHz)
- RAM 2GB + ROM 32GB
- ติดตั้งเซ็นเซอร์
- Accelerometer
- Barometer
- Bioelectrical Impedance Analysis Sensor
- Electrical Heart Sensor
- Gyro Sensor
- Geomagnetic Sensor
- Infrared Temperature Sensor
- Light Sensor
- Optical Heart Rate Sensor
- เชื่อมต่อ Bluetooth 5.3
- รองรับ Wi-Fi 802.11a/b/g/n 2.4GHz+5GHz
- เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS, Glonass, Beidou, Galileo
- รองรับ NFC
- ระบบปฏิบัติการ Wear OS Powered by Samsung
- แบตเตอรี่
- 44มม. : 425mAh
- 40มม. : 300mAh

สเปค Samsung Galaxy Watch Ultra (47มม.)
- ขนาดตัวเรือน 47.1 x 47.4 x 12.1 มม. หนัก 60.5 กรัม
- สีที่วางจำหน่าย Titanium Silver, Titanium Gray, Titanium White
- มาตรฐานความทนทาน 10ATM+IP68 / MIL-STD-810H
- จอ Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480 x 480px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี
- ชิปประมวลผล 3nm ประมวลผล Penta-Core (1.6GHz, 1.5GHz)
- RAM 2GB + ROM 32GB
- ติดตั้งเซ็นเซอร์
- Accelerometer
- Barometer
- Bioelectrical Impedance Analysis Sensor
- Electrical Heart Sensor
- Gyro Sensor
- Geomagnetic Sensor
- Infrared Temperature Sensor
- Light Sensor
- Optical Heart Rate Sensor
- เชื่อมต่อ Bluetooth 5.3
- รองรับ Wi-Fi 802.11a/b/g/n 2.4GHz+5GHz
- เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS, Glonass, Beidou, Galileo
- รองรับ NFC
- ระบบปฏิบัติการ Wear OS Powered by Samsung
- แบตเตอรี่ 590mAh
ดีไซน์
เริ่มจากรุ่นมาตรฐานอย่าง Samsung Galaxy Watch7 กันก่อน ซึ่งภาพรวมดีไซน์ยังคงคล้ายกับรุ่นก่อนหน้า คือเป็นหน้าปัดทรงกลมโมเดิร์นมินิมอล มีความเป็นนาฬิกาไลฟ์สไตล์สวมใส่ได้ง่ายเหมาะกับหลายๆ โอกาส โดยสีที่วางจำหน่ายรุ่น 44มม. มีเฉพาะสีเขียว ขณะที่รุ่น 40มม. มีให้เลือกสีเขียวกับสีครีม

ในส่วนของวัสดุตัวเรือน Galaxy Watch7 ใช้ Armor Aluminum ที่พรีเมียม แข็งแรงทนทาน บริเวณหน้าปัดคลุมด้วยกระจก Sapphire Crystal ซึ่งทนต่อรอยขีดข่วนได้ดี ซึ่งสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 กันน้ำได้ในระดับ 5ATM ทนต่อแรงดันน้ำที่ระดับ 50 เมตร และผ่านการรับรองความทนทานตามมาตรฐานทางการทหารของสหรัฐฯ ในระดับ MIL-STD 810H



การเปลี่ยนสายนาฬิกาก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยปุ่ม Quick Release ขณะที่สายซิลิโคนที่ติดมากับตัวเรือนก็มีความยืดหยุ่นที่ดีมาก ๆ อีกทั้งตัวสายเองก็มีหลากหลายแบบให้เลือกเปลี่ยนตามรูปแบบการใช้งาน โดยสายมาตรฐานที่ติดมาจะมีรูปแบบการใส่เหมือนกับรุ่น Watch6 ที่จะต้องสอดเก็บปลายสายเข้าด้านใน

Galaxy Watch7 ใช้พาแนลจอ Super AMOLED มีตัวเลือกหน้าปัด 2 ขนาดคือ
- 44มม. : ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480 x 480px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี
- 40มม. : ขนาด 1.3 นิ้ว ความละเอียด 432 x 432px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี

แน่นอนว่าหน้าจอสามารถแสดงผลได้อย่างคมชัด สีสันสดใส รองรับการสัมผัสเต็มรูปแบบ มีฟีเจอร์ Full Color Always On Display ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถดูเวลาได้โดยไม่ต้องปลุกหน้าจอขึ้นมา



บริเวณฝั่งขวาของตัวเรือนจะมีปุ่มกด 2 ปุ่ม ซึ่งปุ่มบนจะเป็นปุ่มกดมาหน้าหลัก ส่วนปุ่มล่างเป็นปุ่มกดย้อนกลับ ที่เราสามารถตั้งค่าการทำงานของแต่ละปุ่มให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ และบริเวณกึ่งกลางระหว่างปุ่มกดทั้ง 2 ปุ่ม จะมีไมโครโฟน



พลิกมาด้านหลังจะเป็นที่อยู่ของ BioActive Sensor ซึ่งตัวนาฬิกาจะรองรับการชาร์จแบบไร้สาย Magnetic Wireless Charger ซึ่งอุปกรณ์ชาร์จ Samsung มีแถมมาให้ในกล่อง

ต่อมาเป็น Galaxy Watch Ultra ฟังจากชื่อรุ่นก็คงไม่ต้องบอกว่า Samsung จะทำมาแข่งกับใคร ซึ่งสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ถูกพัฒนามาเพื่อตีตลาดคนที่ชอบทำกิจกรรมแนว Extreme ฉะนั้นจะต้องทนทานมากกว่าสมาร์ทวอทช์ทั่วไป

Samsung Galaxy Watch Ultra มีตัวเรือนที่ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 4 ซึ่งเป็นระดับ Aerospace-Grade ใช้อุตสาหกรรมการบินและอวกาศและยานยนต์ ส่วนของหน้าปัดคลุมด้วยกระจก Sapphire Crystal

สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และผ่านรับรองความทนทาน MIL-STD-810H ขณะที่การกันน้ำยกระดับขึ้นเป็น 10ATM รองรับการใส่ลง ทนทานแรงดันที่เทียบเท่าความลึก 100 เมตร หรือเท่ากับว่าสามารถใส่ว่ายน้ำในพื้นที่เปิดอย่าง มหาสมุทร, ทะเลสาบ หรือ แม่น้ำ ได้สบาย นอกจากนี้ยังสามารถทนทานต่ออุณหภูมิตั้งแต่ -20 จนถึง 55 องศา และยังรับประกันการใช้งานในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 9,000 เมตร


จุดที่แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจนคือรูปทรงหน้าปัดที่เป็น Cushion ซึ่งโดยรวมยังคงเป็นหน้าปัดทรงกลมแต่เพิ่มเหลี่ยมมุนเพื่อช่วยยกระดับการป้องหน้า ขณะที่ขอบหน้าปัดมีการยกสูงขึ้นเพื่อช่วยปกป้องหน้าจอจากการกระแทกอีกชั้น ซึ่งทำให้ Galaxy Watch Ultra เป็นสมาร์ทวอทช์ที่แข็งแกร่งที่สุดของ Samsung ในตอนนี้


สำหรับสีที่วางจำหน่ายในไทยมี Titanium Silver, Titanium Gray และ Titanium White ซึ่งสีในมือเราตอนนี้เป็น Titanium Silver, Titanium Gray ที่ตัวเรือนเป็นสีเงิน สายสีส้ม เด่นสะดุดตา ซึ่งสายถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมทางน้ำด้วยคุณสมบัติด้านความทนทานและระบายอากาศได้ดีทำให้แห้งเร็วไม่อับชื้น แต่หัวสลักสายของสายจะเป็นคนละแบบกับที่ใช้ใน Galaxy Watch7 ทำให้ไม่สามารถนำมาสลับใช้งานกันได้




จอแสดงผลเป็น Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480 x 480px รองรับการแสดงผล 16 ล้านสี ความสว่างสูงสุด 3,000 nits มีฟีเจอร์ Full Color Always On Display ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถดูเวลาได้โดยไม่ต้องปลุกหน้าจอขึ้นมา และตัว AOD จะมี Night Mode ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างบนจอเป็นสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่รบกวนสายตามนุษย์น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโทนสีอื่น












ขอบเครื่องด้านขวานอกจากจะมีปุ่มกด 2 ปุ่มเหมือนรุ่นปกติแล้ว ก็ยังมีปุ่ม Quick Button ตรงกลาง ซึ่งปุ่มที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเริ่มและควบคุมการออกกำลังกายได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถกำหนดฟังก์ชันอื่น ๆ ให้เหมาะกับความต้องการได้ รวมถึงการตั้งเป็น Emergency Siren สำหรับส่งเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน

Galaxy Watch Ultra นอกจากจะมีไมโครโฟนแล้ว ยังมีลำโพงในตัว และมีวางจำหน่ายเฉพาะเวอร์ชั่น LTE ทำให้สามารถใช้งานแบบ Stand alone ตั้งค่า eSIM เพื่อโทรออกรับสายจากนาฬิกา โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้


ขณะที่ด้านหลังก็เหมือนกับรุ่นมาตรฐานคือมี BioActive Sensor รองรับการชาร์จแบบไร้สาย Magnetic Wireless Charger และมีปุ่มกด Quick Release ทำให้เปลี่ยนสลับสายนาฬิกาเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว

การใช้งาน
ทั้ง Galaxy Watch Ultra และ Galaxy Watch7 เป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของโลกที่ใช้ชิปประมวลผลขนาด 3 นาโนเมตร อย่าง Exynos W1000 โดยเป็น CPU แบบ Penta-Core กำลังสูงสุด 1.6GHz ให้ประสิทธิภาพด้านการประมวลผลสูงขึ้น 3 เท่า และจัดการพลังงานได้ดีกว่าเดิม 30%






นาฬิการุ่นนี้ติดตั้ง RAM 2GB + ROM 32GB ใช้ระบบปฏิบัติการ Wear OS 5 เป็นรุ่นแรกของโลก คลุมด้วย One UI 6 Watch สามารถติดตั้งแอปยอดนิยมได้เพิ่มเติมรวมถึงบริการจากทั้งของ Google Play Store และ Samsung Galaxy Apps Store



























ขณะที่การเชื่อมต่อทั้งสองรุ่นรองรับ Bluetooth 5.3 และ Wi-Fi 802.11a/b/g/n 2.4GHz+5GHz โดยที่ Watch7 จะมีขายในไทยเฉพาะเวอร์ชั่น Bluetooth ส่วน Watch Ultra จะมีเฉพาะตัว LTE แต่สิ่งหนึ่งที่ดีเยี่ยมเลยคือทั้งสองรุ่นมีระบบ Dual-GPS ใหม่ จับช่วงคลื่นความถี่ L1 กับ L5 ทำให้สามารถระบุตำแหน่งผู้สวมใส่ได้รวดเร็ว และแม่นยำขึ้นถึง 20%

สำหรับแบตเตอรี่ Galaxy Watch Ultra เป็นรุ่นที่มีแบตเตอรี่ใหญ่สุดที่ 590mAh ตามการเคลมของ Samsung ระบุว่าสามารถใช้งานได้สูงสุด 100 ชั่วโมงในโหมด Power Saving และ 48 ชั่วโมงในโหมด Exercise Power Saving ซึ่งทางเราได้ทดสอบโดยเปิดการทำงานเต็มรูปแบบใส่ทั้งวันยันตอนนอนก็พบว่าอายุการใช้งานแบตเตอรี่จะอยู่ได้ราววันเศษๆ ซึ่งถ้าใช้ในพาร์ทติดตามการออกกำลังกายด้วยแล้วอายุการใช้งานก็อาจจะลดลงไปอีก
สำหรับ Galaxy Watch7 เองจะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่สูงสุดที่ 425mAh และรองลงมาที่ 300mAh สำหรับรุ่น 40มม. ถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป มีตรวจจับการออกกำลังกายบ้าง ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

อย่างก็ดีก็มีข้อสังเกตเรื่องของระบบการชาร์จที่ Galaxy Watch ของปีนี้จะไม่รองรับระบบชาร์จไฟจากมือถือหรือ Wireless PowerShare อันเนื่องมาจากเซ็นเซอร์ BioActive แบบใหม่ ที่ทำให้ระยะด้านหลังตัวเรือนมีส่วนโค้งมากขั้นและหนากว่าเดิม ทำให้ห่างระหว่างขดชาร์จไร้สายภายในนาฬิกา กับแท่นชาร์จไร้สายเพิ่มมากขึ้น
ในกรณีนี้ถ้าใครมีแท่นชาร์จไร้สายแบบเก่าก็จะยังคงใช้งานกับสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ได้ แม้ว่า Samsung จะไม่แนะนำก็ตาม เพราะมันจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในระหว่างการชาร์จ ซึ่งจากที่ทดสอบมาก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

แต่นอกจากเรื่องของความร้อนแล้วส่วนหนึ่งจากที่ลองใช้มาแล้วรู้สึกมีปัญหาคือดีไซน์และตำแหน่งการใส่สายของ Galaxy Watch Ultra ที่ทำให้ไม่สามารถวางนาฬิกาชาร์จกับแท่นชาร์จไร้สายที่มีพื้นที่วางใหญ่ๆ ได้โดยตรง เนื่องจากสายที่หนาและโค้งจะดันให้ด้านหลังนาฬิกาไม่สัมผัสกับหน้าของแท่นชาร์จทำให้ไม่สามารถวางชาร์จได้ ก็ต้องแก้ไขด้วยการถอดสายนาฬิกาออกสักข้างก่อนแล้วค่อยวางชาร์จลงไป ซึ่งปัญหานี้กลับไม่พบกับรุ่น Galaxy Watch7
ถ้านอกจากเรื่องของการชาร์จแล้วตัวเซ็นเซอร์ BioActive ที่ปรับปรุงใหม่ ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมโดยเฉพาะเรื่องความความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก Samsung ได้เพิ่มจำนวนเซ็นเซอร์ LED จากเดิมเป็น 3 เท่า จาก 4 ตัว มาเป็น 13 ตัว

สิ่งนี้ทำให้นาฬิกามีการตรวจจับข้อมูลสุขภาพที่แม่นยำขึ้นสามารถติดตามการออกกำลังกายมากกว่า 100 แบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้อิสระกับผู้ใช้ในการสร้างกิจวัตรดีไซน์การออกกำลังกายต่างๆ ได้ตามเป้าหมาย และมีฟีเจอร์ Race ที่สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพในปัจจุบันกับอดีตแบบเรียลไทม์โดยเทียบข้อมูลได้มากสุดถึง 7 วัน

นอกจากนี้ Galaxy Watch ใหม่ยังมี Body Composition ฟีเจอร์การตรวจวัดมวลร่างกาย เพื่อวางแผนสำหรับการดูแลสุขภาพ, ฟีเจอร์การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และ การตรวจวัดความดันโลหิต ซึ่งอย่างหลังจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือวัดความดันสำหรับปรับเทียบในการใช้งานครั้งแรก

อย่างไรก็ดีข้อมูลในส่วนนี้ทาง Samsung เองก็มีการเน้นย้ำว่าไม่สามารถนำใช้เป็นข้อมูลในทางการแพทช์ได้แบบ 100% และได้แนะนำว่าให้ใช้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังรวมถึงไว้เพื่อให้คำแนะนำด้านสุขภาพเท่านั้น







อีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงเลยก็คงไม่ได้คือเรื่อง Galaxy AI ที่ Samsung นำมาใช้กับ Galaxy Watch ใหม่ไม่ว่าจะเป็น

- My Energy Score : ที่ตัว AI จะตรวจจับการทำกิจกรรม, การนอน, การหายใจ ของผู้ใช้ในแต่ละวันก่อนจะประมวลผลมาเป็นคะแนนพร้อม Wellness Tips ที่เป็นคำแนะนำการดูแลสุขภาพโดยอ้างอิงจากข้อมูลของผู้ใช้
- Personal Challenge : ตามสไตล์ของคนรักสุขภาพที่มักจะมีการท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ซึ่ง AI ตัวนี้จะช่วยเปรียบเทียบผลลัพท์การวิ่งของผู้ใช้ว่ามีพัฒนาจากครั้งที่ผ่านมาแค่ไหนซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับข้อมูลได้ถึง 14 วัน ทำให้เห็นภาพการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น
- Smart Reply : ระบบแนะนำคำสำหรับการตอบกลับข้อความผ่านสมาร์ทวอทช์โดยที่ AI จะสังเกตรูปแบบการสนทนาที่ผ่านมา และจะช่วยแนะนำข้อความตอบกลับด่วนที่เหมาะสมกับการสนทนานั้นๆ




















ส่วนเรื่องการนอนหลับก็สามารถวัดคุณภาพการนอนได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยมีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์แพทเทิร์นการนอนของผู้ใช้ให้ออกมาเป็นคาแรคเตอร์สัตว์เพื่อที่จะได้เข้าใจง่ายๆ พร้อมข้อแนะนำเพื่อพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น รวมถึงตรวจจับการกรนระหว่างนอนที่สามารถอัดเสียงไว้เพื่อปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้ในอนาคต (Snoring Detection) มีการวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) และอุณหภูมิผิวหนังขณะหลับ







สำหรับข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ใน Samsung Health App ซึ่งจะทำงานแยกจากตัวแอปพลิเคชัน Galaxy Wearable ที่จะเน้นเรื่องการตั้งค่านาฬิกาเป็นหลัก

สรุป+การวางจำหน่าย
Samsung Galaxy Watch7 และ Galaxy Watch Ultra เป็นสมาร์ทวอทช์ที่โดดเด่นด้านฟีเจอร์ด้านสุขภาพ พ่วงมากับความสามารถด้าน AI อัจฉริยะ มีชิปประมวลผล 3nm และเซ็นเซอร์ BioActive ที่แม่นยำขึ้น ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างประทับใจกับความไวของเซ็นเซอร์ที่แทบจะตรวจจับการขยับร่างกายได้แบบทันทีทำให้การเก็บข้อมูลขณะออกกำลังกายทำได้ละเอียดมากขึ้นมีความคลาดเคลื่อนที่น้อยลง เช่นเดียวกันกับตัว GPS ที่จับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าสภาพท้องฟ้า ณ ช่วงเวลานั้นจะมีเมฆมากก็ตาม ขณะที่ Watch Ultra ก็เจาะตลาดสาย Extreme ด้วย ด้วยวัสดุตัวเรือนที่ทนทานและมีปุ่มพิเศษเพื่อการใช้งานที่คล่องตัว

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อสังเกตเรื่องความสะดวกสบายในการใช้งานเนื่องจากไม่รองรับ Wireless PowerShare จากสมาร์ทโฟน และอาจจะมีปัญหาในการใช้งานร่วมกับแท่นชาร์จรุ่นเก่า ซึ่งจะเท่ากับว่าผู้ใช้จะต้องมั่นสำรวจเช็คความพร้อมของแบตเตอรี่ให้ดีๆ ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาในการใช้งานระหว่างวัน แต่ถ้ามองข้ามในส่วนนี้ไปได้ก็ยังถือว่าทั้งสองรุ่นเป็นสมาร์ทวอทช์ที่น่าใช้

Samsung Galaxy Watch7 และ Galaxy Watch Ultra จะพร้อมให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม เป็นต้นไป พร้อมโปรโมชัน ลด 15% บนช่องทางออนไลน์ Samsung.com, Lazada, Shopee Official Store จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม
ราคาเปิดตัวอย่างทางการสำหรับ Galaxy Watch Ultra ราคา 23,900 บาท, Galaxy Watch7 ขนาด 44mm ราคา 12,900 บาท และ ขนาด 40mm ราคา 10,900 บาท