เป็นสายรัดข้อมืออัจฉริยะ (Smart Band) อีกหนึ่งรุุ่นที่น่าสนใจ สำหรับ Galaxy Fit อุปกรณ์สำหรับคนรักสุขภาพรุ่นล่าสุดของทาง Samsung ที่มากับคุณสมบัติหน้าจอสี และมีสารพัดฟีเจอร์เพื่อการดูแลสุขภาพทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, ตรวจสอบการนอน, ตรวจจับการออกกำลังกาย และแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นาน
สเปคของ Samsung Galaxy Fit
- ขนาด 18.3 x 44.6 x 11.2มม. หนัก 23 กรัม
- จอ Full Color AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120 x 240 พิกเซล
- แบตเตอรี่ 120mAh ใช้งานปกติ 1 สัปดาห์ ระบบชาร์จ NFC
- ระบบประมวลผล Cortex M33F 96MHz / M0+ 16MHz
- มี RAM 512KB+ROM 32MB
- ระบบปฏิบัติการ FreeRTOS
- เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 BLE
- ระบบเซนเซอร์
- Accelerometer
- Gyroscope
- Heart Rate
- มาตรฐานกันน้ำและความทนทาน 5ATM / MIL-STD-810G
- รองรับการทำงานกับอุปกรณ์ที่มี RAM มากกว่า 1.5GB และรันกับ Android 5.0 ขึ้นไป หรือตัวอุปกรณ์ iOS 10.0 นับตั้งแต่รุ่น iPhone 7 ขึ้นไป
- วางจำหน่าย 2 สี ดำ / เงิน
- ราคาเปิดตัว 3,290 บาท
เริ่มจากตัวแพ็คเกจกันเลยกล่องของ Galaxy Fit จัดว่ามาแบบง่ายๆ หน้ากล่องมีสกรีนรูปพร้อมชื่อรุ่นอย่างชัดเจน โดยที่ตัวกล่องน่าจะขนาดพอๆกับแพ็คเกจของ Galaxy Buds สำหรับตัวอุปกรณ์ในกล่องก็มี
- Galaxy Fit
- อุปกรณ์ Wireless Charger
- คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
ดีไซน์ของ Galaxy Fit ถือว่าเป็นทรงมาตรฐานของสมาร์ทแบนด์ทั่วไป ด้วยขนาดตัวเรือน 8.3×44.6×11.2มม. น้ำหนักเบาเพียง 23 กรัม หน้าจอสีแบบสัมผัสชนิด AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ใหญ่กว่าของ Fit e เล็กน้อย ส่วนความละเอียดอยู่ที่ 120×240 พิกเซล 282ppi
ด้านข้างตัวเรือนมีปุ่ม Side Key ด้านหลังเป็น HR Sensor หรือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งรุ่นนี้จะไม่มี Dock สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์กับที่ชาร์จเพราะใช้ระบบการชาร์จแบบ NFC ที่ตัวอุปกรณ์จะมีแม่่เหล็กแค่วางเข้าไปก็ชาร์จได้เลย
สำหรับความทนทานสมาร์ทแบนด์รุ่นนี้ก็ผ่านการรับรองมาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM สามารถใส่ลงน้ำจืดได้ในระดับความลึกไม่เกิน 5 เมตร พร้อมทั้งผ่านรับรองความทนทานตามมาตรฐานทางการทหารที่ MIL-STD-810G
ในส่วนของสายใน Galaxy Fit ใช้แบบตัวสลักล็อคคล้ายกับสายนาฬิกาข้อมือที่ต้องถอดออกทั้งสองข้าง ซึ่งวัสดุที่ใช้ก็เป็นซิลิโคนคุณภาพสูง ทนทาน ให้สัมผัสดี และไม่รู้สึกอับชื้นมากนัก
ในกล่องจะมีสายแถมมาแค่เส้นเดียวซึ่งก็คือสายที่ติดมากับตัวอุปกรณ์ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะสายทำมารองรับกับทุกไซส์ข้อมือ มีการออกแบบระบบล็อคโดยใช้ดุมกลัดตามช่องแล้วสอดเก็บปลายสายไว้ด้านหลังป้องกันสายหลุดระหว่างทำกิจกรรมได้เป็นอย่างดี
เริ่มต้นการใช้งานครั้งแรกก็ต้องมีการเชื่อมต่อ Galaxy Fit เข้ากับตัวอุปกรณ์ผ่านแอปฯ Galaxy Wearable ซึ่งเป็นแอปฯที่ติดตั้งมากับสมาร์ทโฟน Samsung อยู่แล้ว สำหรับใครที่ใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นก็ดาวน์โหลดแอปฯได้จาก Google Play และ App Store
ในการทำงานบนหน้าแอปฯ Galaxy Wearable ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการตั้งค่าต่างๆบนตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตเฟิร์มแวร์, ตั้งระบบแจ้งเตือน, ตั้งหน้า Widget ตามรูปแบบที่ใช้งาน หรือการปรับแต่งหน้าปัดดีไซน์ต่างๆ
ณ จุดนี้ Galaxy Fit เองก็ทำได้น่าประทับใจด้วยความสามารถในการรองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังมีระบบตอบกลับด่วน ทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อที่เข้ามา
สำหรับการใช้งานด้านสุขภาพและการดูข้อมูลเชิงลึกจะทำผ่านแอปฯ Samsung Health ซึ่งจะมีการจัดเก็บข้อมูลของเราทั้งหมดแล้วนำมาแสดงในรูปแบบแผนภูมิทั้งแบบปัจจุบันและแบบสรุปเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน
ภายในแอปฯเราจะสามารถเช็คได้ว่าแต่ละวันเราเดินไปเท่าไร, มีอัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไรบ้างในช่วงเวลาแต่ละวัน รวมถึงการบันทึกอาหาร, น้ำดื่ม, ปริมาณคาเฟอีน (กาแฟ) ที่รับเข้าไปในแต่ละวัน
นอกจากนี้ที่ตัว Galaxy Fit เองก็ยังมีระบบตรวจจับคุณภาพการนอนหลับแบบอัตโนมัติเพียงใส่อุปกรณ์เข้านอนตามปกติ ซึ่งตัวอุปกรณ์จะมีการตรวจจับการนอนหลับของผู้ใช้และแบ่งช่วงการนอนออกเป็น 4 ระดับประกอบด้วย
- Awake : สภาวะตื่นนอน
- REM : ภาวะหลับตากระตุก ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เรากำลังฝัน
- Light : ช่วงหลับตื้น ซึ่งถือเป็นภาวะระดับการนอนหลับแบบปกติ
- Deep : ช่วงหลับลึกซึ่งตามมุมมองของแพทย์ถือเป็นช่วงการหลับที่ดีที่สุดเพราะร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนมากที่สุด และการฟื้นฟูและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆของร่างกายก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Stress Management สำหรับวัดระดับความเครียดของผู้ใช้ หากพบว่ามีความเครียดเกินไปอุปกรณ์ก็จะแนะนำให้ลองฝึกการกำหนดลมหายใจเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ตัวเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจเองก็มีฟังค์ชั่นติดตามความผิดปกติของหัวใจ ซึ่งถ้าพบว่าหัวใจเต้นแรงผิดปกติจนเกินกว่าระดับที่กำหนดไว้ ตัวอุปกรณ์ก็จะรีบแจ้งเตือนผู้สวมใส่ทันที
ด้านการออกกำลังกายที่ตัว Galaxy Fit เองก็สามารถเลือกบันทึกกิจกรรมการออกกำลังกายไว้กับตัวอุปกรณ์ได้ถึง 10 ประเภท โดยเลือกเอาจากที่มีทั้งหมดกว่า 90 ประเภทในแอปฯ ถือว่าครบเครื่องมากๆ และแน่นอนว่ารุ่นนี้สามารถใส่ลงน้ำได้ ซึ่งก็แนะนำให้กดเข้าโหมดล็อคกันน้ำเพื่อป้องกันการแตะหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อเข้าฟังค์ชั่นของการออกกำลังระบบก็จะมีการตรวจจับความเคลื่อนไหว, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และเชื่อมต่อ GPS จากสมาร์ทโฟน เพื่อทำสรุปเป็นข้อมูลภาพรวมหลังออกแรงเสร็จ
สำหรับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่จัดว่าหายห่วงแบตเตอรี่ 120mAh สามารถใช้งานตามปกติได้ราว 1 สัปดาห์สบายๆ
Samsung Galaxy Fit เป็นสมาร์ทแบรนด์อีกรุ่นที่ถือว่าครบเครื่องด้านการใช้งานสำหรับคนที่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ หรืออยากจะสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาสุขภาพให้ดีขึ้น แถมยังรองรับการแจ้งเตือนต่างๆจากสมาร์ทโฟนที่สามารถอ่านภาษาไทยได้โดยไม่มีปัญหา
สำหรับเรื่องราคาของรุ่นนี้จะเคาะที่ 3,290 บาท ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายต้องรอติดตามกันต่อไป







































