อัพเกรดไปอีกระดับกับหูฟัง Galaxy Buds Pro หูฟังทรงเอียร์บัดรุ่นล่าสุดจากค่าย Samsung ที่ยังโดดเด่นด้านคุณภาพพร้อมอัพเกรดความอัจฉริยะของระบบ ANC ให้ดีขึ้นไปอีก
สเปค Galaxy Buds Pro
- สัดส่วน
- หูฟัง : 19.5 x 20.5 x 20.8มม. หนัก 6.3 กรัม
- เคสชาร์จ : 50 x 50.2 x 27.8 มม. หนัก 44.9 กรัม
- มาตรฐานกันน้ำ IPX7
- ระบบเสียงแบบ 2-Way Speaker (Woofer 11mm + Tweeter 6.5mm)
- ไมโครโฟน 3 จุด (ด้านนอก 2 + ด้านใน 1)+ Voice Pickup Unit + Wind Shield
- มีระบบเสียง ANC และ Ambient Sound
- ขนาดแบตเตอรี่
- หูฟัง 61mAh
- เคสชาร์จ 472mAh
- อายุการใช้งานสูงสุด
- ANC on : 5ชม./ใช้ร่วมกับเคส 18ชม.
- ANC Off : 8ชม./ ใช้ร่วมกับเคส 28ชม.
- มีระบบ Quick charging ชาร์จ 5 นาที ใช้นานต่อเนื่อง 1 ชม.
- รองรับชาร์จแบบไร้สายมาตรฐาน Qi-certified wireless charging
- ใช้การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 รองรับการแปลงสัญญาณ Scalable/AAC/SBC
- เซ็นเซอร์ Accelerometer, Gyro, Proximity, Hall, Touch, Voice Pickup Unit (VPU)
- รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ Android 7 ขึ้นไป โดยต้องมี RAM มากกว่า 1.5GB
- สีที่ขายในไทย : Phantom Violet, Phantom Black, Phantom Silver
- ราคาเปิดตัว 6,990 บาท
แพ็คเกจของ Samsung Galaxy Buds Pro ยังคงเหมือนกับรุ่นที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปิดกล่องออกก็จะพบกับ คู่มือ,เคสชาร์จ, ชุดหูฟัง, สายชาร์จ type c และ จุกซิลิโคนหูฟัง
ดีไซน์ Galaxy Buds Pro
เคสชาร์จของ Galaxy Buds Pro มีการปรับดีไซน์ใหม่จาก Galaxy Buds รุ่นที่ผ่านมา โดยที่ครั้งนี้ตัวเคสจะเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมขอบโค้งคล้ายกับเคสของ Galaxy Buds Live ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นรูปทรงที่พกใส่กระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋าเสื้อได้ง่ายกว่าเคสทรงแคปซูล
ด้านหน้าของเคสมีไฟบอกสถานะแบตเตอรี่คงเหลือแบ่งออกเป็น 3 สี มาตรฐานคือ สีแดง (<30%), สีเหลือง (30-60%) และสีเขียว (60-100%) ส่วนด้านหลังมีช่องสำหรับเสียบสาย USB-C
เมื่อเปิดด้านในออกมาจะพบกับช่องใส่หูฟัง มีแบ่ง ซ้าย-ขวา ชัดเจน พร้อมแม่เหล็กเพื่อดูดล็อคหูฟังให้ติดกับช่องทำให้การชาร์จไฟเข้าสู่หูฟังมีความต่อเนื่องไม่หลุดเวลาที่กล่องถูกกระแทก ส่วนตรงกลางระหว่างช่องหูฟังก็มีไฟบอกสถานะการชาร์จ
สำหรับสีที่เข้ามาขายในไทยก็มาครบ 3 สี โดยสีที่เราได้มาเป็นม่วง (Phantom Violet) ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์ของเรือธง Galaxy S21 series ตัวสีผิวเคสก็จะมีความเงาเล่นกับแสงสะท้อน ทั้งสวยงามและหรูหราใช้ได้ทั้งชายและหญิง
มาถึงดีไซน์หูฟังรุ่นนี้มาในรูปทรงเอียร์บัดที่ปรับปรุงส่วนโค้งมนให้รับกับสรีระหูมากขึ้นพร้อมทั้งลดจุดที่จะต้องสัมผัสกับผิวหนัง ขณะที่การสวมใส่จะเป็นลักษณะของหูฟังอินเอียร์ และถ้าเลือกจุกยางที่ขนาดพอดีกับรูหูก็จะช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ในระดับหนึ่งโดยที่ไม่ต้องเปิด ANC ช่วย
วัสดุที่ใช้ผลิตหูฟังทาง Samsung เลือกให้มีวัสดุที่เป็น Post-Consumer Materials (PCM) หรือวัสดุที่ผ่านการรีไซเคิลถึง 20% ขณะที่หูแต่ละข้างก็หนักเพียง 6.3 กรัมทำให้ใส่สบายไม่รู้สึกหนักหรืออึดอัดหู
ดีไซน์ภายนอกที่แตกต่างจากรุ่น Buds+ คือส่วนของพื้นผิวด้านนอกที่เป็นสีเงินเมทัลลิค และที่หูแต่ละข้างก็จะมีส่วน TouchPad สำหรับสั่งงาน
หูฟัง Galaxy Buds Pro ในแต่ละข้างจะมีไมโครโฟนติดตั้งมาให้ 3 จุดแบ่งเป็น 2 จุดด้านนอก โดยอยู่ส่วนล่างที่เป็นช่องไมโครโฟนขนาดใหญ่ทำหน้าที่รับเสียงพูด ตัวที่ 2 อยู่ด้านบนสำหรับเก็บเสียงภายนอก และไมค์ตัวที่ 3 จะอยู่ด้านใน
นอกจากนี้พื้นด้านในก็ยังเป็นจุดของเซ็นเซอร์ต่างๆ และขั้วชาร์จมีการบอกข้างหูฟัง L/R อย่างชัดเจน
การเชื่อมต่อ
หูฟัง Buds Pro ใช้การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 มากับการจับคู่กับอุปกรณ์ที่รวดเร็วสะดวกสบาย สำหรับใครที่ใช้มือถือตระกูล Galaxy อยู่เพียงแค่เปิดฝาหูฟังขึ้นมา ที่หน้าจอของมือถือก็จะขึ้น Option ให้เลือกเชื่อมต่อได้ทันควัน และหลังจากนั้นเวลาจะใช้ก็แค่เปิดฝาตัวหูฟังก็จะ Pairing กับสมาร์ทโฟนให้ทันที แถมมีฟีเจอร์ Auto Switch ที่จะช่วยให้สลับไปรับสายบนอุปกรณ์ Samsung อีกเครื่องจากนั้นกลับมาเชื่อมต่อเครื่องเดิมที่กำลังฟังอยู่ให้โดยอัตโนมัติ
ขณะที่การตั้งค่า อัพเดตเฟิร์มแวร์ เปิด-ปิด ฟีเจอร์ต่างๆ จะทำผ่านแอปฯ Galaxy Wearable (หรือ Samsung Galaxy Buds บน iOS)
นอกจากนี่ตัวหูฟังยังรองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ SmartThings Find ในแอปฯ SmartThings ซึ่งเป็นฟีเจอร์ช่วยตามหาอุปกรณ์ IoT บนมือถือ Samsung Galaxy ที่ทำให้เราสามารถระบุตำแหน่งที่อยู่ของอุปกรณ์บนแผนที่ได้
แต่ที่เจ๋งสุดๆ คือการที่สามารถระบุตำแหน่งหูฟังแบบแยกข้าง ซ้าย-ขวา ได้ด้วย เรียกว่าช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นหาเวลาพลาดทำหูฟังหายไปข้างเดียว ซึ่งน่าจะเป็นเคสที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าการทำหูฟังหล่นหายพร้อมกันทั้งสองข้าง
ระบบเสียง
Samsung Galaxy Buds Pro มีสองไดร์เวอร์อยู่ในข้างเดียวกันประกอบด้วย Woofer Driver ขนาด 11มม. สำหรับย่านเสียงต่ำ และ Tweeter Driver สำหรับย่านเสียงหูฟังขนาด 6.5มม.
คุณภาพเสียงจัดว่ากลมกล่อมเสียงเบสเป็นลูกกระชับไม่หนักมาก ขณะที่เสียงแหลมเคลียร์ไม่บาดหู เก็บเสียงร้องได้ชัดใส ขณะที่มิติของเสียงทำมาดีแยกรายละเอียดของชิ้นดนตรีได้ นับว่าเป็นหูฟังที่ฟังเพลงได้สนุก มีความสมดุลเหมาะกับดนตรีหลากหลายแนว
สำหรับการปรับแต่งเสียงผ่านแอปฯ Galaxy Wearable มีให้เลือก 6 รูปแบบประกอบด้วย Normal, Bass boost, Soft, Dynamic, Clear และ Treble boost
เรื่องการดูหนัง-เล่นเกม ก็จัดว่าดีซึ่ง Galaxy Buds Pro รองรับระบบเสียง 360 Audio เอาไว้ใช้กับโปรแกรมสตรีมมิ่งที่รองรับ หรือถ้าเป็นคอเกมก็มีฟีเจอร์ Gaming Mode ที่ช่วยให้สัญญาณเสียงไม่ดีเลย์
ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน
หูฟังรุ่นนี้มีการพัฒนาอย่างจริงจังด้านฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancelling (ANC) โดยใช้ไมค์ 3 ตัวที่สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้สูงสุด 99% ซึ่งฟีเจอร์นี้สามารถปรับได้ 2 ระดับคือ High กับ Low
สำหรับโหมด Ambient Sound หรือการเปิดรับเสียงจากภายนอกก็ปรับได้ถึง 4 ระดับ ตั้งแต่ Low-Extra hight สามารถรับเสียงเข้ามาในหูได้ถึง 20dB
นอกจากนี้ Galaxy Buds Pro ยังถือว่าเป็นหูฟังเอียร์บัดรุ่นแรกๆ ที่มีฟีเจอร์ Voice detect ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ ANC และ Ambient Sound ที่จะลดเสียงเพลงในหูพร้อมเปิดรับเสียงจากภายนอกโดยอัตโนมัติหากตรวจจับได้ว่าผู้ใช้กำลังมีการสนทนาอยู่ และจะกลับมาเล่นเพลงตามระดับเสียงปกติได้เองเมื่อการสนทนาจบลงซึ่งตั้งเวลาได้ว่าจะให้ทำงานใน 5, 10 หรือ 15 วินาที ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสนทนาสั้นๆ กับบุคลรอบข้างได้สบายๆ โดยไม่ต้องถอดหรือกดเปลี่ยนโหมดใดๆ ให้วุ่นวาย
ขณะที่การคุยสายรุ่นนี้ก็ทำได้ดีโดยมีไมโครโฟนด้านนอกแบบ SNR (signal-noise ratio) สูงที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเทคโนโลยี Voice Pick-up Unit (VPU) และเทคโนโลยีกรองเสียงลม (Wind Shield) ที่ช่วยให้เสียงพูดคมชัดไม่ว่าจะอยู่ในที่ที่มีเสียงรบกวน หรือมีลมแรง
อายุการใช้งาน
ตัวหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง หากเปิด ANC และถ้าใช้ร่วมกับเคสชาร์จก็จะอยู่ได้ถึง 18 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชาร์จไว Quick charging ชาร์จ 5 นาที ใช้นานต่อเนื่อง 1 ชม. ขณะที่ตัวเคสชาร์จรองรับการชาร์จแบบไร้สายมาตรฐาน Qi รวมถึงการชาร์จผ่านฟีเจอร์ Power Share ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ Samsung
Galaxy Buds Pro ถือว่าเป็นหูฟังอีกหนึ่งรุ่นของ Samsung ที่มีการพัฒนาขึ้นไปเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่อง ANC ที่ตัดเสียงได้เงียบสนิทแถมใส่ฟีเจอร์ Voice detect มาให้ ขณะที่การใช้งานแบบคุยสายที่เคยเป็นจุดอ่อนของหูฟังตระกูลนี้ก็ถูกอัพเกรดให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ติดที่คุณภาพเสียงยังกลางๆ แม้ทำได้ดีเยี่ยมแต่ก็ยังไม่ถึงจุดให้จดจำ กับตัว Touch Pad ที่ค่อนข้างไวต่อการสัมผัสไปสักหน่อยทำให้เกิดการลั่นเปลี่ยนเพลงหรือหยุดเล่นเพลงขณะขยับจับระเบียบหูฟังได้ง่ายๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อาจจะเป็นปัญหาส่วนบุคคล แต่โดยรวมแล้วนับว่าเป็นหูฟังที่เหมาะต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่ต้องการความหลากหลายพร้อมหยิบใช้ได้ทุกโอกาส ใครที่ชอบหูฟังสไตล์นี้ควรได้ลองรับรองไม่ผิดหวัง สนนราคาขายในไทยอยู่ที่ 6,990 บาท




























