ในที่สุดก็เข้ามาวางจำหน่ายในไทยเสียที สำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางตัวใหม่จากตระกูล Galaxy A Series อันได้แก่ Samsung Galaxy A6 (2018) และ Galaxy A6+ (2018) ที่มาพร้อมหน้าจอดีไซน์ FullFront Display ขอบด้านข้างบางเฉียบ รันกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุด Android 8.0 (Oreo) ขณะที่รุ่นท็อปมีกล้องหลังคู่
เริ่มไล่ดูกันตั้งแต่ตัวสเปคกันก่อนซึ่งทั้งสองรุ่นถึงแม้ว่าจะเป็น พี่-น้อง กัน แต่เรื่องของภายในถือว่าแตกต่างกันพอสมควรครับ
| สเปค | ||
|---|---|---|
| ขนาด | 149.9×70.8×7.7 มม. | 160.2×75.7×7.9 มม. |
| หน้าจอ (พิกเซล) | sAMOLED 5.6 นิ้ว ความละเอียด HD+(720 x 1480) อัตราส่วนแสดงผล 18.5:9 | sAMOLED 6 นิ้ว ความละเอียด Full HD+(1080 x 2220) อัตราส่วนแสดงผล 18.5:9 |
| CPU | Exynos 7870 (Octa-core 1.6GHz Cortex-A53) | Qualcomm SDM450 Snapdragon 450 (Octa-core 1.8GHz Cortex-A53) |
| GPU | Mali-T830 MP1 | Adreno 506 |
| RAM | 3GB | 4GB |
| ROM | 32GB | 32GB |
| microSD Card | ↑256GB | ↑400GB |
| กล้องหลัง | เลนส์เดี่ยว 16 ล้านพิกเซล AF รูรับแสง f/1.7 | เลนส์คู่ 16 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัส AF รูรับแสง f/1.7 + 5 ล้านพิกเซล FF รูรับแสง f/1.9 |
| กล้องหน้า | 16 ล้านพิกเซล FF รูรับแสง f/1.9 มีฟีเจอร์ 3-Step Lighting | 24 ล้านพิกเซล FF รูรับแสง f/1.9 มีฟีเจอร์ 3-Step Lighting |
| ฟีเจอร์พิเศษ | Bixby Vision /Bixby Home/Bixby Reminder/รองรับระบบเสียง Dolby Atmos เมื่อใช้หูฟัง | Bixby Vision /Bixby Home/Bixby Reminder/รองรับระบบเสียง Dolby Atmos เมื่อใช้หูฟัง |
| รันกับ Android เวอร์ชั่น | Android 8.0 (Oreo) | Android 8.0 (Oreo) |
| แบตเตอรี่ | 3000mAh | 3500mAh |
| มาตรฐานการเชื่อมต่อ | LTE Cat.6 (2CA) | LTE Cat.6 (2CA) |
| สนับสนุนการเชื่อมต่อ | Bluetooth 4.2/Wi-Fi 802.11 a/b/g/n 2.4+5GHz /HT40 | Bluetooth 4.2/Wi-Fi 802.11 a/b/g/n 2.4+5GHz /HT40 |
| สีที่วางขาย | ดำ/ทอง | น้ำเงิน/ดำ/ทอง |
| ราคาเปิดตัว | 8900 บาท | 10900 บาท |
- ดีไซน์ Samsung Galaxy A6 / Galaxy A6+
Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+ ใช้บอดี้ที่เป็น FullMetal Frame วัสดุโลหะขึ้นรูปแบบชิ้นเดียว (Unibody) ให้สัมผัสที่แข็งแรงทนทาน และที่สำคัญคือลดปัญหารอยนิ้วมือกวนใจ ขณะที่ด้านหน้าป้องกันรอยขีดข่วนด้วยกระจก Gorilla Glass
หน้าจอของ Galaxy A6 เป็น sAMOLED ให้มา 5.6 นิ้ว ความละเอียด HD+(720 x 1480) รองรับ Multi Touch ได้ 5 จุด ส่วนรุ่น A6+ ใช้จอชนิดเดียวกันขนาดใหญ่กว่าเป็น 6 นิ้ว ความละเอียดมากกว่าเป็น Full HD+(1080 x 2220) รองรับ Multi Touch ได้ 10 จุด แถมมีฟีเจอร์ Always On Display ให้ใช้
ด้านการจัดวางตำแหน่งปุ่มและช่องต่างๆของทั้งสองรุ่นทำออกมาเหมือนกันครับ ไล่ตั้งแต่ด้านบนของจอ ตรงกลางเป็นลำโพงสนทนา ฝั่งซ้ายเป็นกล้องหน้า ขณะที่ด้านขวาเป็นแฟลช LED ส่วนขอบจอด้านล่างปล่อยโล่ง ตัวแถบ Navigation Bar สำหรับ Back, Home และ Recent App ใช้เป็นแบบสัมผัสบนจอ
ด้านหลังเครื่องบริเวณขอบ บน-ล่าง มีลายเสารับสัญญาวางโค้งเป็นรูปตัว U สีกลืนไปกับบอดี้ ขณะที่กล้องหลังจัดวางไว้ตรงกลาง ซึ่งตัว Galaxy A6 ใช้กล้องเลนส์เดียว ขณะที่ Galaxy A6+ เป็นเลนส์คู่วางแนวตั้ง ส่วนตำแหน่งแฟลช LED อยู่ด้านขวา สำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วจะอยู่ใต้กล้องหลัง
ขอบเครื่องด้านบนไม่มีอะไร ส่วนขอบด้านล่างเป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5มม. กับพอร์ต microUSB มีช่องไมโครโฟนอยู่ด้านข้าง
มาดูกันที่ขอบฝั่งขวาจะเป็นปุ่มเปิด/ปิด เครื่อง และลำโพง ซึ่งข้อดีของการมีลำโพงตรงจุดนี้คืออุ้งมือเราจะไม่ได้บังลำโพงเวลาที่ถือเครื่องในแนวนอนเพื่อดูหนัง หรือเล่นเกมครับ สำหรับขอบฝั่งซ้ายด้านบนเป็นปุ่มปรับระดับเสียง โดยที่ด้านล่างมีช่องใส่ซิมที่รองรับการทำงานแบบสองซิม กับช่องสำหรับใส่หน่วยความจำเสริมแยกออกจากกันชัดเจน
- สเปคภายใน
แม้จะมีดีไซน์ที่เหมือนกันแต่สเปคภายในจัดมาให้คนละแบบ เริ่มจาก Samsung Galaxy A6 ชิปเซตที่ใช้เป็น Exynos 7870 (Octa-core 1.6GHz Cortex-A53) ใช้ GPU Mali-T830 ตัว RAM 3GB สำหรับความจุตัวเครื่อง (ROM) 32GB รองรับหน่วยความจำเสริม MicroSD ได้สูงสุด 256GB
ในรุ่น Samsung Galaxy A6+ ชิปเซตเปลี่ยนเป็น Snapdragon 450 (Octa-core 1.8GHz Cortex-A53) ใช้ GPU Adreno 506 ตัว RAM 4GB สำหรับความจุตัวเครื่อง (ROM) 32GB รองรับหน่วยความจำเสริม MicroSD ได้สูงสุด 400GB
ทั้งสองรุ่นรองรับการทำงานสองซิมแยกสล็อตออกมาจากหน่วยความจำเสริมสนับสนุนระบบเครือข่าย LTE Cat.6, 2CA และการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wi-Fi 802.11 a/b/g/n (2.4/5GHz), HT40, Bluetooth® v 4.2 (LE up to 1Mbps), ANT+, USB Type-B และ Location (GPS, Glonass)
สำหรับระบบปฏิบัติการที่ใส่มาทั้ง Galaxy A6 และ A6+ ใช้เวอร์ชั่นล่าสุด Android 8.0 (Oreo) มีฟีเจอร์ Bixby ให้ใช้งานทั้ง Vision / Home/ Reminder และฟีเจอร์การใช้งานก็ให้มาทั้ง App Pair จับคู่แอปฯเพื่อเปิดใช้งานแบบ Multi-Windows หรือจะเป็นการใช้งานสังคมออนไลน์ได้พร้อมกันสองบัญชีในเครื่องเดียวด้วยฟีเจอร์ Dual Messenger ที่รองรับถึง 18 แอปฯ
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยก็มีให้ใช้ทั้งสแกนลายนิ้วมือ และการสแกนใบหน้าตัวแบตเตอรี่รุ่นปกติ 3000mAh ขณะที่รุ่นใหญ่ 3500mAh
สำหรับตัวเซ็นเซอร์ตามที่เปิดดูด้วยแอปฯ Sensor Box ทั้งสองรุ่นใส่มาให้เหมือนกันทั้ง
- Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
- Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
- Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
- Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
- Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
- Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
- Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)
ขณะที่คะแนนการทดสอบบนแพลตฟอร์ม Benchmark ของแต่ละรุ่นได้ผลลัพท์ดังนี้
| Benchmark | ||
|---|---|---|
| PCMark for Android (Work 2.0) | 3867 | 4473 |
| Geekbench 4 | Single-Core = 727 / Multi-Core = 3711 | Single-Core = 744 / Multi-Core = 3814 |
| AuTuTu Benchmark v7.0.7 | 63270 | 69890 |
Samsung Galaxy A6 (2018)
Samsung Galaxy A6+ (2018)
- การถ่ายภาพ Samsung Galaxy A6 / Galaxy A6+
นอกจากเรื่องสเปคภายในแล้วอีกจุดที่จัดว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนของทั้งสองรุ่นคือเรื่องการถ่ายภาพซึ่งเราจะไล่มากันที่ตัวพื้นฐาน Samsung Galaxy A6 ใช้กล้องหลังเลนส์เดี่ยว 16 ล้านพิกเซล มีออโต้โฟกัส แบบ PDAF ค่ารูรับแสง f/1.7 มีแฟลช LED ให้ใช้งาน สำหรับการบันทึกวีดีโอรองรับสูงสุดที่ 1080p@30fps
ตัวโหมดกล้องหลังก็มีที่เป็นพื้นฐานทั่วไปอย่าง Panorama, Continuous shot, HDR, Night, Sport, Sound & shot และโหมด Pro (EV+-2 / ISO 100-800/ WB) พร้อมด้วยฟีเจอร์แต่งภาพด้วย AR Sticker กว่า 30 แบบ
สำหรับกล้องหน้ารุ่นนี้ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลรูรับแสง f/1.9 ระยะโฟกัสคงที่ และมีแฟลช LED ซึ่งมีลูกเล่น 3-Step Lighting สามารถปรับความแรงของแฟลชเพื่อเติมแสงเข้าที่ใบหน้าได้ 3 ระดับ ส่วนโหมดถ่ายภาพก็มีทั้ง Wide Selfie, Sound & shot และ Selfie Focus ถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังละลาย
ภาพตัวอย่างจากกล้องของ Samsung Galaxy A6 (2018)
Samsung Galaxy A6+ อัพเกรดการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังเลนส์คู่ตัวกล้องหลัก 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 เสริมทัพด้วยกล้องรอง 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 ระบบโฟกัส PDAF รองรับการบันทึกวีดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p@30fps
เรื่องโหมดถ่ายภาพทั่วไปไม่แตกต่างจากตัวพื้นฐาน แต่รุ่น Galaxy A6+ มีฟีเจอร์เฉพาะของกล้องคู่คือตัว Live Focus โหมดหน้าชัดหลังละลาย ซึ่งปรับระดับความเบลอได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย แถมยังมีลูกเล่นเก๋ๆอย่าง Art Bokeh เลือกเปลี่ยนจุดโบเก้เป็นแบบรูปทรงต่างๆได้
สำหรับกล้องหน้าของรุ่นใหญ่ก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นเล็กสักเท่าไรยกเว้นแค่ความละเอียดที่เพิ่มมาถึง 24 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัสคงที่รูรับแสง f/1.9 และแน่นอนว่ามีแฟลช LED พร้อมด้วยลูกเล่น 3-Step Lighting และ Selfie Focus ถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังละลาย
ภาพตัวอย่างจากกล้องของ Samsung Galaxy A6+ (2018)
ส่วนเรื่องของราคา Galaxy A6+ (2018) เปิดตัวมาที่ 10,900 บาท ส่วน Galaxy A8 (2018) เปิดตัวมาที่ 8,900 บาท เรียกว่ามีส่วนต่างห่างกันพอสมควร ถือว่าเหมาะสมตามสเปคของทั้งสองรุ่น ที่งานนี้ก็อยู่ที่ว่าตัวผู้ซื้อจะมองหาสมาร์ทโฟนแบบไหน ถ้าเน้นใช้งานทั่วไปรุ่นพื้นฐานก็ถือว่าเพียงพอ แต่ถ้างบถึงอย่ากได้จอใหญ่, กล้องคู่ และหน่วยประมวลผลที่เหนือกว่าก็จัดรุ่นท็อปไปเลยไม่เสียหายครับ
































































