
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากยังคงแข่งขันกันเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานหน้าจอภายในรถที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค หนึ่งในฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากคาดหวังคือการรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งช่วยให้สามารถนำแอปและข้อมูลจากสมาร์ทโฟนขึ้นมาแสดงบนหน้าจอรถได้อย่างสะดวก
อย่างไรก็ตาม Rivian ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ยังคงยืนยันแนวทางที่แตกต่างจากผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด โดยเลือกไม่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto เช่นเดียวกับ Tesla และ General Motors พร้อมเดินหน้าลงทุนมหาศาลในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ภายในรถของตัวเอง
Wassym Bensaid ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายซอฟต์แวร์ของ Rivian เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Decoder ว่า บริษัทต้องการควบคุมประสบการณ์การใช้งานทั้งหมดบนหน้าจอภายในรถด้วยตัวเอง โดยมองว่าระบบ Screen Mirroring อย่าง Apple CarPlay จะเข้ามาแทนที่อินเทอร์เฟซทั้งหมดที่ทีมงานออกแบบไว้ ส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานที่ Rivian ตั้งใจสร้างขึ้นถูกลดความสำคัญลง

Rivian เชื่อว่าอนาคตของรถยนต์จะไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถอีกต่อไป แต่จะเป็นยุคของปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้โดยตรง บริษัทจึงกำลังพัฒนา Rivian Assistant ให้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของการใช้งานภายในรถ แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายในการลดการพึ่งพาปุ่มกดแบบดั้งเดิม รวมถึงเมนูซับซ้อนบนหน้าจอสัมผัส โดยผู้ขับขี่จะสามารถสั่งงานระบบต่าง ๆ ผ่านเสียงพูดตามธรรมชาติได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ การนำทาง การตั้งค่ารถ หรือฟังก์ชันอื่น ๆ ภายในห้องโดยสาร
แม้ว่าระบบสั่งงานด้วยเสียงในอุตสาหกรรมยานยนต์ช่วงที่ผ่านมาเคยถูกวิจารณ์เรื่องความแม่นยำและประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ดีนัก แต่ Rivian เชื่อว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI แบบ Conversational AI จะช่วยแก้ไขข้อจำกัดเหล่านั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทมองว่ารถยนต์กำลังก้าวจากยุค Software-Defined Vehicle ไปสู่ยุค AI-Defined Vehicle ซึ่ง AI จะไม่ใช่เพียงฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแกนหลักของประสบการณ์การใช้งานทั้งหมด ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องค้นหาแอปหรือกดเมนูย่อยจำนวนมาก เพียงแค่พูดคุยกับผู้ช่วยดิจิทัลภายในรถก็สามารถสั่งงานได้ทันที
นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกแล้ว Rivian ยังมองว่าการลดจำนวนปุ่มและฮาร์ดแวร์เชิงกลภายในรถยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถโฟกัสกับการขับขี่ได้มากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องละสายตาไปค้นหาฟังก์ชันต่าง ๆ บนหน้าจอ อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของการพัฒนาระบบเองคือความสามารถในการอัปเดตซอฟต์แวร์ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องรอการพัฒนาหรือกำหนดรอบอัปเดตจากบริษัทภายนอกอย่าง Apple หรือ Google ทำให้ Rivian สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แก้ไขข้อบกพร่อง และปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากผลสำรวจภายในของ Rivian ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ผู้สนใจซื้อรถกว่า 70% ระบุว่าต้องการ Apple CarPlay แต่หลังจากที่ Rivian พัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือต่ำกว่า 25%
อย่างไรก็ตาม การนำ AI ขนาดใหญ่มาใช้งานภายในรถยนต์ยังมาพร้อมกับความท้าทายด้านต้นทุนการประมวลผลบนคลาวด์ เนื่องจากการประมวลผลคำสั่งเสียงจำนวนมหาศาลต้องใช้ทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์อย่างมาก เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว Rivian มีแผนย้ายการประมวลผล AI ส่วนสำคัญเข้ามาไว้ภายในตัวรถผ่านชิปอินโฟเทนเมนต์รุ่นใหม่ที่มีชื่อภายในว่า XMM3 ซึ่งจะช่วยให้รถสามารถประมวลผลคำสั่งเสียงที่มีความซับซ้อนได้โดยตรงบนตัวรถเอง โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอกตลอดเวลา
Rivian ไม่ใช่ผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่เชื่อว่าการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับรถกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นก็เริ่มผลักดันระบบ AI Assistant ของตนเองเช่นกัน ตัวอย่างล่าสุดคือ Volvo EX60 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาพร้อมการผสานการทำงานของ Google Gemini ภายในระบบรถอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากรีวิวในช่วงแรก
Tesla ยกเลิกขายขาดฟีเจอร์ Full Self-Driving (FSD) ปรับสู่ระบบสมาชิก …
Tesla อาจรองรับ Apple CarPlay ในรถยนต์เร็ว ๆ นี้ – TECHMX
Apple อวดโฉมระบบ CarPlay เจเนอเรชั่นใหม่ ที่งาน WWDC 2024 …