เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่เบา แฝดผู้น้องจากตระกูล Wiko Ridge หลังจากก่อนหน้านี้เราได้รีวิวรุ่น Wiko Ridge FAB 4G ให้ชมกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาลองเล่นรุ่นน้องที่ขนาดเล็กลง สเปคยังแรง แต่ราคาเปิดตัวแค่ 4,990 บาท เลยกลายเป็นรุ่นที่หลายๆ คนจับตามองมากๆ เพราะถูก แรง คุ้มครับ ชิป Octa-core แถมมี RAM 2GB ด้วย
สเปคเครื่องรุ่นนี้ที่บอกว่าคุ้มค่ามีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้ครับ
- หน้าจอ : IPS LCD 5 นิ้ว HD (1280 x 720 พิกเซล) 16:9
- ซีพียู : Cortex-A7 OCta core 1.4 GHz
- แรม : 2GB
- ระบบปฏิบัติการ : Android 4.4.2 (KitKat)
- กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า : 5 ล้านพิกเซล
- หน่วยความจำภายใน : 16GB
- ไมโครเอสดี : รองรับสูงสุด 64GB
- แบตเตอรี่ : Li-Po 2400 mAh
Wiko Ridge รุ่นนี้ขนาดเล็กลง แต่สเปคยังแรงพอตัว ส่วนราคานั้นถูกลงอีก 2,000 บาท มีปรับเปลี่ยนสเปคเล็กน้อย จุดแตกต่างสำคัญคือขนาด และการรองรับ 4G นั่นเองครับ รุ่นนี้ Dual SIM 3G+ เท่านั้น ขนาดเหลือ 5 นิ้ว จริงๆ ก็พกง่ายขึ้น ถนัดมือขึ้น ส่วนชิปเซ็ตไม่ได้เป็นมังกรแล้ว เป็น MediaTek แทนครับ
ตัวเครื่องทั้งรุ่นนี้เหมือนกับรุ่นพี่เลย แต่ย้ายโลโก้ Wiko คนละฝั่ง ขนาดต่างกันพอสมควร 5″ กับ 5.5″ (Ridge Fab 4G) น้ำหนักเครื่องถือว่าเบา เทียบกับรุ่นพี่แล้วดูเล็กไปเลยแฮพ รอบๆ เครื่องนอกจากหน้าจอ เป็นผิวแบบสากๆ หนึบมือเหมือนกันเลยด้วย
Wiko Ridge มีโลโก้อยู่ขวาสุด และมีลำโพงสนทนาเสียงโอเคนะ มีไฟ LED เตือนต่างๆ จุดเล็กๆ ซ่อนอยู่ พร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆ และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลครับ ด้านล่างไม่มีปุ่ม เพราะไปใช้แบบ Onscreen หมดแล้ว เหมือนกับรุ่นพี่เลย
ด้านข้าง Wiko Ridge มีขอบสีเมทัลลิคสวยๆ เช่นกัน ซ้ายไม่มีอะไรเลย มีข้างขวาเป็นปุ่มควบคุมเสียง และปุ่มพาวเวอร์เลย์เอาท์เดียวกันเป๊ะ ด้านบนมีแค่ช่องหูฟัง ด้านล่างมีพอร์ท microUSB อยู่ และช่องไมโครโฟน ที่น่าสังเกตคือไม่มีร่องงัดฝาหลังแฮะ ต้องแงะเอาจากพอร์ท microUSB เอง
ด้านหลังนี้เป็นฝาหลังผิวสากๆ เหมือนกับรุ่นพี่ โดยพื้นผิวมันดูเหมือนเทฟลอน มีโลโก้ Wiko เป็นสีโครเมียมพิมพ์เดียวกัน เลนส์กล้อง 13 ล้านพิกเซลอยู่มุมซ้ายข้างๆ เป็นแฟลชแบบ LED ครับ ส่วนช่องรูด้านล่างนั้นคือลำโพงเสียงหลักเสียงธรรมดาก็เหมือนๆ รุ่นพี่ แต่ดังใช้ได้อยู่
ใต้ฝาหลังก็มีช่องแบตเตอรี่ และ Micro SIM 1 / 2 พร้อมด้วย Micro SD อันนี้ออกแบบมาดีแฮะ ไม่ต้องแกะแบตก็ใส่ SIM เข้าไปได้เลย รวมถึง microSD ด้วยครับ
หน้าจอแสดงผล Wiko Ridge เล็กลงเหลือขนาด 5 นิ้ว จริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าเล็กนะ กำลังดีเลยล่ะ เป็นหน้าจอ IPS 5″ HD 720 x 1280 พิกเซล สีสันสวยในระดับนึง มุมมองเยี่ยมทุกมุม สัมผัสแม่นยำดี รองรับ Multi Touch ครับ แต่ความสว่างหน้าจอเหมือนจะไม่สูงเท่าที่ควร ใช้กลางแจ้งมองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
UI ของเครื่อง Wiko Ridge จะบอกว่าไงดีล่ะ มันเหมือนรุ่นพี่ทุกประการนะ ไม่มี App Drawer ใช้หน้าหลักอย่างเดียว ใส่พวก Widgets ต่างๆ ลงไปได้ ซึ่งเท่าที่ใช้มาตัว UI ก็ถือว่าโอเคนะ เน้นไอคอนใหญ่ๆ ดูง่ายสบายตา แต่ก็เช่นกันไม่ค่อยชอบตัว Notifications กับ Quick settings ที่แยกกัน กดสลับซับซ้อนไป และ Multi-tasking ก็ไม่มีตัวปิดล้างทีเดียวด้วย หวังว่าอนาคตจะทำได้ดีกว่านี้หน่อย
ใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้ดีนะ Google Chrome ใช้เป็นหลัก เปิดหลายหน้าต่างยังทำงานได้ดี ส่วนพวกโซลเชียลเน็ตเวิร์กเล่นได้ครบหมดครับ ต้องไปดาวน์โหลดเพิ่มเอานะไม่มีติดเครื่องมาให้ โหลดผ่าน Google Play Store กันได้เลยครับ
พวกระบบเน็ตเวิร์กต่างๆ ของ Wiko Ridge ไม่ได้รองรับ 4G นะมีแค่ 3G ที่รองรับ 850/2100 MHz ครับ HSPA+ 42 Mbps, HSUPA 11 Mbps และก็มีพวก WiFi, WiFi Hotspot, Bluetooth กับ Micro USB แน่นอนว่ามีระบบสองซิมการ์ดด้วย แต่ไม่มี NFC กับ OTG นะงบน้อยอด
ใช้เล่นไฟล์หนังได้ไม่แตกต่างจากรุ่นพี่เลย Full HD ขนาดประมาณ 2GB ก็เล่นได้สบายๆ ลื่นๆ เลยครับ ดูหนังผ่าน Wiko Ridge กันได้เพลิน จะให้ดีโหลดพวกเครื่องเล่นวิดีโอตัวอื่นๆ มาใช้งานด้วยก็ดีครับ ของเดิมไม่ปลื้มเท่าไหร่
เล่นเกมส์ก็เล่นได้ดีเหมือนรุ่นพี่ คือเล่นได้แทบทุกเกมส์แหละ แต่บางเกมส์ภาพอาจไม่ได้ดูลื่น แต่เล่นได้ปกติครับ เท่าที่ลอง Dream League Soccer เล่นได้ไร้ปัญหาเหมือนกับรุ่นพี่ แต่อาจไม่สะใจเท่าเพราะจอเล็กลงหน่อย
กล้องถ่ายภาพของ Wiko Ridge เป็นเลนส์ 13 ล้านพิกเซล เหมือนกัน รองรับออโต้โฟกัส มีไฟแฟลช พร้อมด้วยฟีเจอร์อย่าง Face beauty, HDR และ Zero Shutter Delay เห็นกล้องเท่ากัน ฟีเจอร์เหมือนๆ กัน แต่จะบอกว่า UI กล้องไม่ได้เป็นตัวเดียวกัน!! แตกต่างกันนิดหน่อย เอาจริงๆ ผมชอบกล้องตัวนี้มากกว่ารู้สึกโฟกัสชัด และไวกว่าด้วยแฮะ ส่วนถ่ายวิดีโอทำได้ระดับ Full HD 1080p 30fps
ส่วนกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่เป็นเลนส์ 5 ล้านพิกเซล มี Face detection, Face beauty และปรับแสงวัดแสงได้แค่แตะหน้าจอ ซึ่งโหมด Face beauty นั้นปรับระดับได้ 3 ระดับ แต่ว่าสามารถกำหนดรายละเอียดเองได้นะ ทั้งหน้าเนียน ตาโต และหน้าเรียว แจ่มเหมือนรุ่นพี่เป๊ะล่ะ
ตัวอย่างภาพจากกล้อง
แบตเตอรี่ของ Wiko Ridge เครื่องเล็กลงธรรมดาที่แบตเตอรี่ต้องเล็กตาม แต่ว่าก็ยังให้ความจุ Li-Polymer 2,400 mAh ตัดเรื่อง 4G ออกถือว่าสมเหตุสมผล แบตยังถือว่าเยอะพอใช้งานสำหรับฟีเจอร์อย่าง Dual SIM Standby ซึ่งลองใช้งานแล้วพบว่าแบตเตอรี่ประสิทธิภาพโอเคเลย ใช้งานได้ตลอดวันประมาณ 6-9 ชั่วโมง มีตอนเล่นเกมส์นี่แหละที่แบตดูวูบไปพอสมควร
โดยรวมแล้ว Wiko Ridge นับเป็นสมาร์ทโฟนตลาดล่างที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะราคาถูกแค่ 4,990 บาท แต่สเปคนั้นแน่นๆ เลยครับ 3G Dual SIM หน้าจอ IPS 5″ HD พร้อม RAM 2GB และกล้อง 13 ล้านพิกเซล เซลฟี่ 5 ล้านพิกเซล กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass ด้วย ส่วนชิปตัวนี้ก็เป็น MediaTek Octa-core ครับ ประสิทธิภาพเครื่องถือว่าดีมากสำหรับมือถือราคานี้ Benchmarks ออกมาคะแนนดีด้วยนะ
Wiko Ridge นี่น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนขวัญใจคนงบน้อยเลย ราคากับสเปคคุ้มค่ามากๆ หากไม่ได้สนใจ 4G และคิดว่าหน้าจอ 5″ ก็ดีพอดีสำหรับเราแล้ว รุ่นนี้แหละคุ้มและเหมาะที่สุด ใช้งานเล่นแชท หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ครบหมด เล่นบราวเซอร์ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ ลองพิจารณากันดู หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://th-th.wikomobile.com/m591-RIDGE






















