Wiko เป็นอีกแบรนด์ที่รุกตลาดสมาร์ทโฟนในระดับราคาที่ไม่แพงมาก แต่ได้สเปคเครื่องที่เหมาะกับการใช้งาน โดยชูจุดเด่นในเรื่องของขนาดหน้าจอที่มีให้เลือกทั้งรุ่น Fever 5.2 นิ้ว และ Pulp 5 นิ้ว พร้อมกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าพร้อมแฟลชสำหรับเซลฟี่ 5 ล้านพิกเซล ในระดับราคา 6,990 บาท และ 3,990 บาท ตามลำดับ
จุดแตกต่างหลักๆระหว่าง Fever และ Pulp นอกจากเรื่องของดีไซน์แล้ว ก็คือเรื่องของสเปคภายในที่ Fever จะดีกว่าตามราคาที่แพงขึ้นแถมตัวเครื่องรองรับ 4G ในขณะที่ Pulp จะรองรับแค่ 3G แต่ทั้ง 2 เครื่องก็รองรับ 2 ซิม พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 16 GB ใส่ MicroSD เพิ่มได้สูงสุด 64 GB เช่นเดียวกัน
สเปคเครื่อง Wiko Fever
– หน้าจอ IPS 5.2″ HD 720 x 1280 พิกเซล
– ซีพียู MediaTek MT6753 Octa-core 1.3GHz 64bit
– จีพียู Mali-T720
– RAM 3GB, ROM 16 GB รองรับ Micro SD สูงสุด 64GB
– Android 5.1 Lollipop
– กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล, LED Flash
– กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, Flash
– แบตเตอรี่ Li-Po 2,900 mAh
– 2 ซิม 2G 3G 4G LTE, Bluetooth 4.0
สเปคเครื่อง Wiko Pulp
– หน้าจอ IPS 5″ HD 720 x 1280 พิกเซล
– ซีพียู MediaTek MT6592 Octa-core 1.4GHz
– จีพียู Mali-T450 MP
– RAM 2 GB, ROM 16 GB รองรับ Micro SD สูงสุด 64GB
– Android 5.1 Lollipop
– กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล, LED Flash
– กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, Flash
– แบตเตอรี่ Li-Po 2,500 mAh
– 2 ซิม 2G 3G, Bluetooth 4.0
ดีไซน์ตัวเครื่อง (Body & Design)
ด้วยราคาที่แพงกว่าของ Fever ทำให้ดีไซน์ตัวเครื่องจะมีความหรูหรากว่า โดยมีการใช้ขอบอะลูมิเนียมคล้ายคลึงกับแบรนด์ผลไม้ เพียงแต่ในส่วนของฝาหลังจะเปลี่ยนเป็นพลาสติกที่ใช้พื้นผิวคล้ายหนังเพื่อให้จับถือได้สะดวกขึ้น และที่สำคัญคือไม่เป็นรอยนิ้วมือ
ขณะที่รุ่น Pulp จะชูความโดดเด่นในเรื่องของสีสันของฝาหลังที่ให้เลือกหลายสี เพียงแต่ช่วงแรกจะวางจำหน่ายเพียงแค่สีดำ และสีขาวเท่านั้น การดีไซน์ตัวเครื่องจะเน้นในแง่ของการใช้งานเป็นหลัก ให้ถือใช้งานง่าย ไม่ได้มีการเพิ่มความหรูหราให้ตัวเครื่องแต่อย่างใด
ขนาดตัวเครื่องของ Wiko Fever จะอยู่ที่ 148 x 73.8 x 8.3 มม. น้ำหนัก 143 กรัม วางจำหน่าย 2 สีเช่นเดียวกันคือ ขาว และ ดำ ส่วนขนาดของ Wiko Pulp จะอยู่ที่ 143.9 x 72 x 8.8 มม. น้ำหนัก 151 กรัม
โดยตัว Wiko Fever จะมากับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ที่ใช้กระจกแบบขอบโค้งเนียนไปกับตัวเครื่อง โดยมีสัญลักษณ์ ‘Wiko’ อยู่ที่มุมซ้ายบน ถัดมาเป็นกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ลำโพงสนทนา และไฟแฟลช ส่วนล่างหน้าจอถูกปล่อยว่างไว้ ส่วน Pulp ก็จะมีการวางเลย์เอาท์ใกล้เคียงกัน เพียงแต่สลับด้านกล้องไปอยู่ทางขวาบน และไฟแฟลชมาอยู่ซ้ายบนแทน
ด้านหลังอย่างที่บอกไปว่าทำให้ผิวสัมผัสคล้ายหนัง โดยมีกล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซล อยู่ที่มุมซ้ายบน พร้อมไฟแฟลช โดยมีโลโก้ Wiko สีเงินอยู่ตรงกึ่งกลาง และมีช่องลำโพงอยู่ส่วนล่าง ซึ่งจะเป็นดีไซน์เดียวกันทั้ง Fever และ Pulp เมื่อแกะฝาหลังออกมาจะพบกับช่องใส่แบตเตอรีขนาด 2,900 mAh / 2,500 โดย Fever จะมีช่องใส่ไมโครซิมการ์ด 1 และไมโครเอสดีการ์ดที่บริเวณซ้ายบน และไมโครซิมการ์ด 2 ที่บริเวณขวาบน ส่วน Pulp จะสลับด้านกัน
รอบตัวเครื่อง Fever และ Pulp จะมีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิด-ปิดเครื่องอยู่ทางฝั่งขวา ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ด้านล่างมีพอร์ตไมโครยูเอสบี และช่องไมโครโฟนสนทนา โดยในรุ่น Fever จะอยู่มุมซ้าย ส่วน Pulp จะอยู่ที่มุมขวา ทั้งนี้ ในรุ่น Fever บริเวณขอบตัวเครื่องทั้งซ้ายและขวา จะมีแถบรับสัญญาณโทรศัพท์และไวไฟ เพื่อช่วยให้จับสัญญารได้ดีขึ้นด้วย
รอบเครื่อง Pulp
ภายในกล่องของ Fever ที่ให้มาจะมีตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ สายยูเอสบี หูฟัง ฟิลม์กันรอย เคสใส และตัวแปลงซิมการ์ดให้ พร้อมกับคู่มือการใช้งาน เช่นเดียวกับ Pulp ที่มีของแถมมาให้เหมือนกัน
หน้าจอแสดงผล (Display)
สำหรับ Fever จะมีดีกว่ารุ่น Pulp ตรงที่จอแสดงผลให้ความละเอียดสูงกว่า โดยเป็นจอ IPS ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 พิกเซล ความละเอียดเม็ดสีอยู่ที่ 424 ppi ขณะที่รุ่น Pulp จะเป็นจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD 1280 x 720 พิกเซล ความละเอียดเม็ดสีอยู่ที่ 294 ppi
ซอฟท์แวร์และอินเทอเฟส (Software & UI)
ในส่วนของอินเทอเฟสการใช้งานและแอปพลิเคชันภายในตัวเครื่องทั้ง Pulp และ Fever จะใช้งานอินเทอเฟสตัวเดียวกัน โดยจะเป็นแบบไม่มีหน้ารวมแอปพลิเคชัน ทำให้เวลามีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่หน้าแรกเลย ใช้หลักการคล้ายๆกับในไอโฟนนั่นเอง

โดยเบื้องต้นจะมีหน้าหลักมาให้ 3 หน้า โดยหน้าแรกจะเป็นพยากรณ์อากาศ กับไอค่อนลัดเข้าสู่การตั้งค่า ตัวจัดการไฟล์ ดาวน์โหลด และอัปเดตระบบ หน้ากลางที่เป็นหน้าหลักจะมีแถบค้นหาข้อมูล โฟลเดอร์รวมแอปจากกูเกิล กล้อง รูป และสโตร์ ส่วนอีกหน้าจะเป็นแอปที่เหลือ
ในจุดนี้ ต้องยอมรับว่าเครื่องของ Wiko ที่ติดตั้งแอปมาให้ค่อนข้างโล่งไม่มีการติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็นมาแต่อย่างใด ดังนั้นก็จะมีเพียงแอปเครื่องมือทั่วๆไปอย่างเครื่องคิดเลข บันทึกเสียง วิดีโอ เครื่องเล่นเพลง ไฟฉาย วิทยุ ระบบสำรองข้อมูล และโปรแกรมล้างแคช Clean Master

ส่วนแถบการแจ้งเตือนจะเป็นไปตามมาตรฐานของแอนดรอยด์ ที่จะมีแถบปรับความสว่างหน้าจอ ปุ่มลัดสำหรับเปิด ปิด ไวไฟ บลูทูธ ดาต้า โหมดเครื่องบิน การหมุนหน้าจอ ไฟฉาย จีพีเอส การส่งต่อหน้าจอ โปรไฟล์เสียง และระบบประหยัดพลังงาน
หน้าจอล็อกสกรีนทั้งมาให้เบื้องต้นก็เป็นแบบปัดเพื่อปลดล็อก โดยมีการแสดงผลเวลา การแจ้งเตือน ปุ่มลัดสำหรับโทรศัพท์ และถ่ายภาพ เท่านั้น ทั้งนี้ พวกแอปพลิเคชันเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆไม่มีการพรีโหลดมาให้ในเครื่องดังนั้นจึงต้องทำการดาวน์โหลดเพิ่มเอง
นอกจากนี้ ในทั้ง 2 รุ่น จะมีลูกเล่นเพิ่มเติมขึ้นมาอย่าง Smart Awake ด้วยการวาดตัวอักษรลงบนหน้าจอเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน โดยวาดตัว m สำหรับเครื่องเล่นเพลง c สำหรับกล้อง o สำหรับไฟฉาย และแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลดล็อก
ยังมี Smart Gesture ที่ใช้สั่งงานอย่างการแตะสองครั้งเพื่อปิดหน้าจอ ปิดหน้าจออัตโนมัติเมื่อบังเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้า ปลดล็อกหน้าจอโดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง คว่ำเครื่องเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า และคว่ำเครื่องเพื่อปิดนาฬิกาปลุก
ทั้งนี้ เฉพาะรุ่น Fever ยังมีในส่วนของการแสดงผลที่นำเทคโนโลยีจาก Miravision มาใช้ให้ผู้ใช้สามารถปรับเลือกโหมดการแสดงผลแบบปกติ เร่งสี และกำหนดเอง โดยสามารถตั้งได้ทั้ง Contrast Saturation Picture Brightness ความคมชัด และ อุณหภูมิสี ส่วน Pulp จะมากับระบบ Clear Motion+ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวให้คมชัดมากยิ่งขึ้น
ฟีเจอร์ระบบเชื่อมต่อ (Connectivity)
ในส่วนของการเชื่อมต่อทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับระบบการใช้งานแบบ 2 ซิม เพียงแต่ในรุ่น Fever จะรองรับการเชื่อมต่อทั้ง 2G/3G/4G แต่ในรุ่น Pulp จะรับเฉพาะ 2G/3G ส่วนที่เหลือทั้งการเชื่อมต่อ Wi-FI 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.0 GPS วิทยุFM ก็มีมาให้ครบ จะขายก็เพียง NFC เท่านั้น
ประสิทธิภาพเครื่อง (Performance)
ถ้ามองถึงประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าทำได้คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป โดยในรุ่น Fever จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าตามราคาที่แพงกว่า ตัวเครื่องสามารถใช้ประมวลผลเกมที่มีกราฟิกหนักๆได้ แต่บางจังหวะยังมีอาการกระตุก ส่วนในรุ่น Pulp เหมาะกับการใช้งานทั่วๆไปมากกว่า การตอบสนองถือว่าตามราคา
เมื่อลองทดสอบผ่านโปรแกรมอย่าง AnTuTu ในรุ่น Fever ได้คะแนน 36,425 คะแนน ส่วนรุ่น Pulp ได้ 27,752 คะแนน ส่วน Geekbench 3 Fever ได้ Sigle Core 610 คะแนน Multi Core 2,751 คะแนน Pulp ได้ Sigle Core 372 Multi Core 2,171 คะแนน
แบตเตอรี่ (Battery)
การจัดการพลังงานของทั้ง Fever (2,900 mAh) และ Pulp (2,500 mAh) ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เนื่องจากตัวเครื่องไม่ได้มีการลงแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นมาให้ ดังนั้นเมื่อใส่ซิมการ์ด เชื่อมต่อไวไฟ สแตนบายใช้งานทั่วๆไป พร้อมซิงค์ข้อมูลอีเมล และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตัวเครื่องสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเกิน 1 วันสบายๆ แต่ถ้าใช้งานหนักๆตัวเครื่องก็จะมีระบบประหยัดพลังงานให้ช่วยยืดระยะเวลาใช้งานออกไปอีกเช่นเดียวกัน
กล้องถ่ายภาพ (Camera)
ตัวกล้องถ่ายภาพในเครื่องทั้ง 2 รุ่นไม่ได้เป็นจุดเด่นมากนัก เพราะด้วยอินเตอร์เฟสที่ออกมาเน้นไปที่ใช้งานง่ายเป็นหลัก แต่ก็จะมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานอย่างโหมดอัตโนมัติ โหมดโปรที่เปิดโอกาสให้ปรับความไวแสง White Balance ปรับแสง ความคมชัด นอกจากนี้ก็จะมีโหมดอย่าง พาโนราม่า HDR กลางคืน กีฬา และกล้องคู่ นอกจากนี้ ก็จะมีโหมดอย่างแตะหน้าจอเพื่อถ่ายภาพ จับใบหน้ายิ้ม ตั้งเวลาถ่ายภาพ
อย่างไรก็ตามในรุ่น Pulp จะมีจุดที่แตกต่างจาก Fever ตรงที่ ไม่สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด Full HD ได้ ทำให้บันทึกวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุดที่ 720p ขณะที่ในรุ่น Fever จะบันทึกได้ที่ความละเอียด 1080p ส่วนฟังก์ชันอื่นๆจะใกล้เคียงกันทั้งหมด”
ตัวอย่างภาพจากกล้อง Wiko Fever
ตัวอย่างภาพจากกล้อง Wiko Pulp
สรุปการใช้งาน Wiko Pulp & Fever
โดยรวมแล้ว Wiko ทั้ง 2 รุ่นถือเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจเพราะต่างออกมาจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันในระดับราคาที่ผู้ซื้อทั่วไปสามารถจับต้องได้ ความโดดเด่นของ Pulp คือเรื่องของความคุ้มค่ากับราคาที่ได้เครื่องรองรับ 3G ประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานครบถ้วน ในขณะที่ Fever จะชูจุดเด่นในเรื่องของเครื่องที่รองรับ 4G เพิ่มขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม Wiko ยังมีการออก Pulp 4G ตามมาในระดับราคาที่เพิ่มขึ้นจาก Pulp เดิมนิดหน่อยด้วย ดังนั้นก็ถือเป็นอีกทางเลือกในตลาดถ้าต้องการเครื่องสมาร์ทโฟนรับ 4G ในราคาต่ำกว่า 5,000 บาท
จุดเด่น
– ประสิทธิภาพสูงเมื่อเทียบกับราคา
– Fever รองรับ 4G 2 ซิม
– Pulp 3G 2 ซิม
– วัสดุตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมให้สัมผัสที่ดี
จุดสังเกต
– เครื่องร้อนค่อนข้างเร็วเมื่อมีการใช้งานต่อเนื่อง
– ต้องดูเรื่องบริการหลังการขาย กรณีที่มีการอัปเฟิร์มแวร์ใหม่


















































