กลยุทธ์การเพิ่มลูกค้าในระบบ 4G ของทรู เริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้งหลังจากมีการออกโปรโมชันใหม่ล่าสุดสำหรับเครื่อง True Smart 4G HD Voice และ True Smart 4G Plus ที่เปิดโอกาสให้สามารถซื้อเครื่องได้ในราคา 1,990 บาท และ 990 บาท ตามลำดับ
สำหรับ True SMART 4G HD Voiceเมื่อสมัครแพ็กเกจ iSmart 4G ราคา 499 บาทขึ้นไป พร้อมชำระค่าบริการล่วงหน้า 5 เดือน ระยะเวลาสัญญา 12 เดือน จากราคาเครื่องปกติ 6,290 บาท เหลือเพียง 1,990 บาท และ True SMART 4G Plus เมื่อสมัครแพ็กเกจ iSmart 4G ราคา 499 บาทขึ้นไป พร้อมชำระค่าบริการล่วงหน้า 4 เดือน ระยะเวลาสัญญา 12 เดือนจากราคาเครื่องปกติ 4,290 บาท เหลือเพียง 990 บาททำให้ถ้าเป็นลูกค้าที่ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ก็จะได้สมาร์ทโฟน 4G ประสิทธิภาพสูงในราคาไม่ถึง 2,000 บาท
True SMART 4G HD Voice
– หน้าจอ 5 นิ้ว HD 1,280 x 720 พิกเซล
– ซีพียู Snapdragon 410 Quad-Core 1.2 GHz
– ROM 16 GB RAM 2 GB
– กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
– ระบบปฏิบัติการแอนดรอดย์ 5.0.1 (Lollipop)
– แบตเตอรี 2,800mAh
– สีขาว , สีเงิน
– ราคา 6,290 บาท
True SMART 4G Plus
– หน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียด HD 1,280 x 720 พิกเซล
– ซีพียู Snapdragon 410 Quad-Core 1.2 GHz
– ROM 8 GB RAM 1 GB
– กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
– ระบบปฏิบัติการแอนดรอดย์ 4.4 (Kitkat)
– แบตเตอรี 3,000mAh
– สีขาว , สีเทา
– ราคา 4,290 บาท
รูปทรงภายนอกของเครื่องทั้ง 2 รุ่น จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยในส่วนของ True SMART 4G HD Voice จะมากับตัวเครื่องสีขาวทรงโค้ง ตัดขอบสีเงิน โดยมีขนาดรอบตัวอยู่ที่ 143 x 70 x 8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 139 กรัม ขณะที่ True SMART 4G Plus จะเป็นทรงขอบตัด ตัวเครื่องสีขาวขอบจอดำตัดกับสีเงิน ขนาดตัวเครื่อง 142 × 71.8 × 9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 150 กรัม
โดยหน้าจอของเครื่องทั้ง 2 รุ่น จะมีขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล 16 ล้านสี 320 ppi ส่วนบนจอจะมีสัญลักษณ์ 4G ติดอยู่ โดยมีช่องลำโพงสนทนา กล้องหน้า (5 ล้านพิกเซล / 2 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์วัดแสง และไฟแสดงสถานะ ส่วนล่างหน้าจอจะมีปุ่มสัมผัสเรียกเมนู โฮม และย้อนกลับ โดยปุ่มย้อนกลับสามารถกดค้างเพื่อเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุดได้
หลังเครื่องในรุ่นของ True SMART 4G HD Voice จะใช้ฝาที่มีลักษณะเป็นเงา และลื่น ในขณะที่รุ่น True SMART 4G Plus จะใช้ฝาหลังแบบด้านที่ให้สัมผัสจับถนัดมือกว่า โดยมีกล้องหลัก (13 ล้านพิกเซล / 8 ล้านพิกเซล) ไฟแฟลช และสัญลักษณ์ทรู กับลำโพงอยู่
ฝาหลังในรุ่น True SMART 4G HD Voice สามารถแงะได้จากบริเวณล่างเครื่องแถวพอร์ตไมโครยูเอสบี ส่วน True SMART 4G Plus จะใช้การแงะจากทางฝั่งขวาล่างเครื่อง เมื่อเปิดออกมาจะพบกับแบตเตอรี (2,800mAh / 3,000mAh) โดยจะมีช่องเสียบไมโครซิมการ์ด 1 และ 2 กับช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติม
โดยเครื่องทั้ง 2 รุ่น จะมีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดเครื่องอยู่ทางขวา เช่นเดียวกัน เพียงแต่ในส่วนของ True SMART 4G HD Voice จะแบ่งช่องเสียบหูฟัง 3.5มม. ไว้ด้านบน และช่องเสียบไมโครยูเอสบีอยู่ด้านล่าง ส่วน 4G Plus จะรวมทั้ง 2 พอร์ตไว้ที่ด้านบน
ซอฟต์แวร์ภายในของทั้ง 2 รุ่น แม้ว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ คนละเวอร์ชันกัน แต่การใช้งานโดยรวมจะเหมือนกัน กล่าวคือมีหน้าจอหลักให้สามารถใส่วิตเจ็ตเพิ่มเติมได้ แต่ในรุ่น True SMART 4G HD Voice จะมีการแยกหน้าเมนูรวมออกมาต่างหากจากหน้าหลัก ขณะที่ True SMART 4G Plus จะใช้หน้าหลักทั้งหมดแสดงผลแอปพลิเคชันบนตัวเครื่อง
ขณะที่ในส่วนของการแจ้งเตือน ก็จะแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่รุ่น True SMART 4G Plus เมื่อลากแถบลงมาจะสามารถตั้งค่าด่วนอย่างการเปิดปิดไวไฟ บลูทูธดาต้า ได้ทันที และเรียกเมนูที่เหลือได้ด้วยการลากลงมาอีกระดับ แต่ True SMART 4G HD Voice เมื่อลากลงมารอบแรกจะเจอเพียงแค่การแจ้งเตือน ส่วนเมนูตั้งค่าด่วนจะต้องลากลงมาอีกรอบถึงจะเจอซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของเวอร์ชันแอนดรอยด์
เช่นเดียวกับรูปแบบของการปลดล็อกเครื่อง True SMART 4G HD Voice จะมีการแสดงผลการแจ้งเตือนที่หน้าจอล็อก และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันทีส่วน True SMART 4G Plus จะใช้การลากเพื่อปลดล็อก หลังจากนั้นจึงสามารถเข้าสู่การแจ้งเตือนต่างๆ ได้
ในส่วนของระบบการเชื่อมต่อ ตัวเครื่องนอกจากรองรับ 3G ที่ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mbps อัปโหลดสูงสุด 5.76 Mbps แล้วก็รองรับ 4G ที่ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 150 Mbps อัปโหลดสูงสุด 50 Mbps ไม่นับรวมกับการเชื่อมต่อไวไฟ 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.0 ที่สำคัญคือรองรับ NFC ด้วย
สำหรับฟังก์ชันพิเศษที่มีเพิ่มมาใน True SMART 4G HD Voice แต่ไม่มีใน 4G Plus จะเป็นในส่วนของ ผู้ช่วยการใช้งานด้วยมือเดียว (ปุ่มลัดในการใช้งานสำหรับมือข้างเดียว) การแตะจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ และการตั้งค่าท่าทาง ด้วยการวาดนิ้วเป็นตัวอักษร เพื่อเรียกการใช้งานแอปพลิเคชัน
ส่วนที่เหลือก็จะคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าโดยรวมทั้งการเชื่อมต่อ การตั้งค่าความปลอดภัย อุปกรณ์ ระบบ โดยเฉพาะการตั้งค่าการใช้งาน 2 ซิม ที่ผู้ใช้งานสามารถสลับเลือกซิมใดเป็นซิมหลักก็ได้ พร้อมกับเลือกได้ว่าจะใช้ซิมไหนในการใช้งานดาต้า
การใช้งานเว็บเบราว์เซอร์โดยรวมถือว่าทำได้ดี จากขนาดหน้าจอที่กำลังพอเหมาะ ความรวดเร็วในการแสดงผล ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับความเร็วในการเชื่อมต่อ แต่เมื่อใช้งานด้วย 4G ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป ทำให้สามารถท่องเว็บได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น
ส่วนของโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไลน์ ตัวเครื่องรองรับการใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาใดๆในการใช้งาน
ในแง่ของความบันเทิง ตัวเครื่องสามารถใช้เล่นเกมทั่วๆไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้ในการดูหนัง ฟังเพลงต่างๆ ตัวเครื่องรองรับการใช้งานทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าตัวเครื่องจะมีปัญหาเมื่อนำมาใช้เพื่อความบันเทิง
ส่วนของแบตเตอรีแม้ว่าทั้ง 2 รุ่นจะมีขนาดแบตเตอรีที่ต่างกันเล็กน้อย แต่เมื่อใช้งานโดยรวมถือว่าทำได้ใกล้เคียงกัน สามารถใช้งานทั่วไปตลอดวันได้สบายๆ แต่ถ้าใช้งานหนักๆ แบบต่อเนื่องก็อาจจะไม่เต็มวันซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของสมาร์ทโฟน สองรุ่นนี้แบตเตอรี่ถอดไม่ได้นะครับ
ในส่วนของโหมดกล้องตัว True SMART 4G HD Voice จะมีความโดดเด่นกว่าจากความละเอียดกล้องหลังที่ 13 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับอินเตอร์เฟสของกล้องที่ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น และยังมาพร้อมกับโหมดกล้องสุดอัจฉริยะสามารถเปลี่ยนโหมดถ่ายภาพได้ อัตโนมัติ เพียงแค่นำเครื่องไปใกล้ๆอาหาร โหมดนักชิมก็ขึ้นมาให้เห็นบนหน้าจอ และก็ลองนำ True SMART 4G HD Voice ไปใกล้ๆหน้าคน วิว กล้องจะเลือกโหมดถ่ายภาพให้อัตโนมัติทันทีได้จริงๆ โหมดถ่ายภาพก็มีทั้งโหมดออโต้/โหมดนักชิม/โหมดกลางคืน/โหมด Landscape(วิว ภาพกว้าง) และ โหมด portrait (คน) และไม่เพียงเท่านั้น เจ้าสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ยังสามารถเซลฟี่กล้องหน้าได้ง่ายสุดๆ เพราะมีโหมดสมาร์ทเซลฟี่หรือ Smile shot คือแบบ ..แค่ยิ้ม 🙂 ชัตเตอร์ก็ลั่นแล้ว
ถ้าต้องการตั้งค่าอื่นๆสามารถกดที่ฟันเฟืองมุมขวาบนได้ทันที โดยจะมีฟังก์ชันการถ่าย QR code ถ่ายภาพชดเชยแสง HDR โหมดจับภาพใบหน้ายิ้มปรับตั้งค่ากล้องต่างๆอย่างสมดุลแสงขาว ตั้งเวลาถ่ายภาพ ส่วนกล้องวิดีโอจะบันทึกได้สูงสุดในระดับ Full HD 1080p
ส่วนในรุ่น True SMART 4G Plus เอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ ฝาหลังที่มีเทกเจอร์ ที่เฉียบ มีสไตล์ และ อินเตอร์เฟสการใช้งานกล้องจะเป็นแบบเก่า คือมีปุ่มให้กดเข้าไปเลือกโหมดถ่ายภาพเป็นภาพปกติ และภาพพาโนราม่า โดยมีปุ่มลัดสลับกล้องหน้าหลัง แฟลช และ HDR ให้กดที่หน้าจอได้เลย ส่วนถ้ากดเข้าไปตั้งค่าก็สามารถปรับตั้งค่าต่างๆเพิ่มเติมได้
สรุปแล้วแม้จะเห็นได้ว่าเครื่องทั้ง 2 รุ่นจะมีสเปกโดยรวมในส่วนของขนาดหน้าจอ กับหน่วยประมวลผลไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ จะแตกต่างกันก็ตรงส่วนของความละเอียดกล้อง พื้นที่เก็บข้อมูล เวอร์ชันของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และแบตเตอรีเท่านั้นที่ทำให้ดูแล้ว True SMART 4G HD Voice จะน่าใช้งานกว่า แต่ True SMART 4G Plus ก็จะได้ความโดดเด่นในเรื่องของระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีที่นานขึ้นมาอีกนิดแทน
เมื่อดูถึงประสิทธิภาพในการใช้งานโดยรวม ต้องยอมรับว่าเครื่องทั้ง 2 รุ่น ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับราคา และถ้าเทียบกับราคาเครื่องที่ซื้อพร้อมกับแพ็กเกจและเซ็นสัญญาใช้งานในราคาไม่ถึง 2,000 บาท ก็ยิ่งทำให้ True Smart ทั้ง 2 รุ่นนี้ น่าสนใจซื้อมาใช้งาน แก่ผู้ที่ยังมองหาสมาร์ทโฟนที่รองรับ 4G





































