บอกเล่ารูปทรง
|
บอกเล่ารูปทรง คุณผู้อ่านมีความรู้สึกกันบ้างไหมว่าแนวดีไซน์ของ SE ดูไม่แตกต่างกันกับรุ่นอื่น ๆ มากภายใน 3 ปีนี้ (บางรุ่นเผลอ ๆ 4 ปี -_-“ ) มันมีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นสูงและเส้นสายของมันถูกดัดแปลงจากรุ่นเล็กไปยังรุ่นใหญ่ เอ๊ะ ก็ไม่แตกต่างจากค่ายมือถือเกาหลีบางค่ายเลยนี่นาที่ชอบดัดแปลงเส้นสายนิดหน่อยก็เป็นรุ่นใหม่ คิดใหม่ทำไมเปลืองเนาะ
เอาน่า แต่อย่างน้อยมือถือค่าย SE ก็ยังสวยและดูมีความคิดสร้างสรรค์กว่าค่ายเกาหลีค่ายที่ 2 อยู่นะครับ อย่างน้อยส่วนใหญ่งานดีไซน์ SE ก็ดูสวยและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่น ปีต่อปี ก็ถือว่า SE แข็งแกร่งในด้าน Design Language มากลำดับต้น ๆ ของตลาดครับ ผมว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นมากเมื่อคุณอยากจะแข็งแกร่งในธุรกิจนี้ แต่นั่นแหล่ะดูเหมือนว่า Design Language ไม่เพียงพอที่ทำให้ SE แข็งแกร่งได้แน่นอน มันต้องมีการปรับปรุงวิธีคิดขององค์กร ปรับปรุงขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงต้นทุนการพัฒนา สรุป คือแก้ทั้งระบบนี่แหล่ะ แต่… มันก็เป็นเรื่องของเขาล่ะเนาะ
เจ้า Aino ก็ได้รับอิทธิพลจากรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งในตลาดโลกและตลาดญี่ปุ่นในรอบ 2 ปีมานี้ มาในมาดยุทธการหน้าเหลี่ยม เพราะเค้ามาแต่เหลี่ยม ๆ บึกบึนทั้งนั้นเลยซึ่งเป็นสไตล์ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่าย และรูปทรงเลขาคณิตชนิดเหลี่ยม รวม ๆ ผมถือว่าสวยลงตัวในแบบที่ SE ถนัดนัก เผลอ ๆ มือถือล๊อตปี 2009 ยังดูลงตัวล๊อตปี 2008 พอสมควรเลยนะครับ
วัสดุที่ใช้ประกอบเครื่อง Aino นั้นได้แก่ พลาสติกพื้ย้นผิวด้านที่ให้ความรู้สึกหรูหรานิด ๆ ไม่ต้องกลัวรอยนิ้วมือเหมือนพลาสติกเคลือบมัน พลาสติกเคลือบโทนสีฟ้าให้ความรู้สึกดูดีมากขึ้น ความแน่นหนาการประกอบถือว่าทำได้ไม่เลวเลยกับราคาเครื่องหมื่นกลาง ๆ
ขนาดของเครื่องนั้นถือว่าใหญ่กระชับมือใช้ได้เสียแต่ว่าความหนาของมันทำให้ดูตกเทรนด์อย่างน่าเสียดายพอ ๆ กับน้ำหนักของเครื่องที่มากมายเสียเหลือเกิน คิดว่ารุ่นต่อไปน่าจะทำให้บางและเบาลงได้อีกน่าจะดีเนาะ ว่าไง
ด้านหน้า มาในสไตล์เรียบง่ายแต่ดูดี น่าแปลกใจว่าเรียบง่ายขนาดนี้มันกลับแสดงเอกลักษณ์ว่าเป็น SE อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ถ้าแปะตรายี่ห้ออื่นผมว่าไม่น่าจะเข้ากันแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดสาเหตุอันใดก็ช่างมันเถอะครับ แค่ให้มันดูดีในความรู้สึกก็พอครับ
ขณะปิดสไลด์ ไล่จากข้างบนเป็นชิ้นส่วนพลาสติกเคลือบสะท้อนเงาโทนสีฟ้านิด ๆ ทำให้ตัวเครื่องไม่ดูเรียบง่ายจนเกินไปนัก สังเกตให้ดีบริเวณนี้จะ Slope ลงเล็กน้อยด้วย ถัดมาเจอช่องหูแนบสนทนาเรียวยาว ถัดลงมาพบโลโก้ Sony Ericsson
ถัดลงมาพบหน้าจอ TFT ขนาด 3 นิ้ว อะไรนะนึกว่าจอจะใหญ่กว่านี้แต่ทำไมเขาทำขอบให้ชิดขอบเครื่องล่ะ โปรดอย่าหลงภาพลวงตาครับนั่นคือช่องไฟระหว่างหน้าจอนั่นเอง ก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่ออะไรกันนะครับ ถัดลงมาพบแถบพลาสติกเคลือบโทนสีฟ้าเหมือนบริเวณหัวเครื่องเป๊ะเลยครับ
ขณะเปิดสไลด์ ความหนืดขณะสไลด์กำลังดีครับ สปริงไม่เหนี่ยวรั้งเสียจนต้องเด้งแรง ๆ หรือสปริงย้วยเสียจนเอาไม่อยู่ ความแน่นหนาบริเวณหมดห่วงได้เลยครับไม่โยกคลอนอะไรมาก น่าแปลกใจมากว่าด้านหลังของฝาหน้าจอเคลือบวัสดุพื้นผิวสัมผัสละเอียด ๆ ไว้ให้ด้วย เอาล่ะ เรามาดูดีไซน์ฝาล่างกัน
ไม่น่าเชื่อว่า SE ยังคงรักษาปุ่มซอฟท์คีย์ทั้งหลายอันยัวะเยียะไปหมด ทั้ง ๆ ที่น่าจะยุบรวมกันให้น้อยลงไปตั้งนานแล้ว ดีไซน์ของปุ่มพวกซอฟท์คีย์ก็สวย ๆ ดีอยู่หรอกครับ แต่บางปุ่มคนนิ้วใหญ่ไม่อาจจะกดได้ถนัดนักครับ เรื่องนี้คงต้องฝาก SE นำไปปรับปรุงแก้ไขด้วยเด้อ
ปุ่มกดตัวเลขดีไซน์สไตล์ SE อย่างที่พวกเราเคยเห็นในหลาย ๆ รุ่นนั่นแหล่ะครับ เพิ่มความโหนกนูนของปุ่มให้กดถนัดขึ้นครับ
ด้านหลัง แม้จะมีกล้อง 8.1 ล้านพิกเซลพร้อมไฟส่องสว่างแล้วก็ตามแต่ SE ยังยืนกรานไม่ออกแบบให้เลียนแบบกล้องมือถือ Cybershot ของตนเอง เพราะไม่ได้เน้นกล้องตัวนี้มากนักเหมือน Satio ที่เน้นคุณสมบัติกล้องมากกว่าใคร ๆ
ดีไซน์โดยรวมเรียบง่ายแต่ดูดี การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ ตัวอักษรนั้นลงตัวดีสมกับเป็นเจ้าพ่อเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เสียอย่างทำไมต้องมีรอยขอบรูปแคปซูลบริเวณซ้ายล่างด้วยก็ไม่รู้เนาะ
ด้านบน มีปุ่มล๊อกหน้าจอยาว ๆ ครับ
ด้านซ้าย เล่นดีไซน์พลาสติกเคลือบเงาโทนสีฟ้าอ่อน พร้อม FastPort เจ้าปัญหา
ด้านขวา พบกับปุ่มชัตเตอร์และปุ่มปรับเสียง – และ +
ด้านล่าง ไม่ทิ้งลาย SE เลยครับที่จะต้องมีช่องลำโพงแยกออกมาและรูคล้องสายโทรศัพท์ |














