Sony Ericsson Aino

โดย shyboy | 4 พฤศจิกายน 2552 เมื่อ 03:32 น. | อ่าน 1,027

สรุป Sony Ericsson Aino (U10i)



สรุป Sony Ericsson Aino (U10i)

ใครว่า Sony Ericsson จะไม่ลงมาแจมตลาดทัชโฟนกับเค้าตามที่หลายคนปรามาส ก็พี่แกเล่นส่งทั้ง Satio และ Aino มากันขนาดนี้ก็น่าจะอุดช่องว่างที่เป็นจุดอ่อนได้บ้าง แต่ปัญหาสไตล์แบรนด์นี้คือไม่สามารถวางจำหน่ายหลังเปิดตัวในตลาดโลกได้ทันทีหรือรวดเร็วนัก สาเหตุต่าง ๆ ล้วนแต่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของบริษัทแม่ Sony Ericsson Mobile Communication AB 100% ที่ไม่สามารถพัฒนาการทำงานให้ยืดหยุ่นภายใต้การแข่งขันตลาดมือถือระดับโลกได้เลย การที่เป็นบริษัทลูกครึ่งแท้ ๆ ไม่แยกจากกันส่งผลกระทบให้การทำงานนั้นติดขัดตลอดเวลา ก็แน่ล่ะญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักไม่ถูกกับฝรั่งตลอดกาลล่ะครับ

 




ประการสำคัญ สำคัญ และที่สุดคือบริษัทแม่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้เลยส่งผลให้มือถือแต่ละรุ่นของแบรนด์นี้ราคาแพงกว่าคู่แข่งในระดับเดียว แน่นอนแม้จะแก้ปัญหาไปได้บ้างแต่ Aino ก็ยังแพงกว่า LG Viewty Smart เกือบ 2 พันบาท อ่ะ แต่อย่างน้อยราคาก็ไม่ทิ้งห่างกันมากเหมือนแต่ก่อนล่ะครับ แต่อย่างว่าล่ะฝั่ง LG มันทัชโฟนทั้งแท่งเลยแต่ Aino มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ก็ลำบากหน่อย

 




แต่ก็เชื่อว่าปัญหาระดับนี้บริษัทแม่น่าจะแก้ไขให้หมดภายในไม่เกิน 1 ปีไม่งั้นผลกำไรของบริษัทอาจจะดำดิ่งยิ่งกว่านั้นแน่ เอาเป็นว่าเรื่องนี้มันไม่ส่งผลลบกับผู้ใช้นัก แต่หากบริษัทปรับตัวในทางที่ดีขึ้นเมื่อนั้นผู้บริโภคก็จะได้เปรียบครับ

 

Aino มาในมาดลูกครึ่งทัชโฟน มือถือ 2 โลก ที่ไม่ใช่ทัชโฟน 100% เหมือนพวก LG Crystal และ Samsung S8300 จะว่าง่าย ๆ คือมันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดีและชัดเจนในตัวว่าเป็นสไลด์โฟนแต่ขอแอบจิ้มได้กับเขานะ อิอิ

 




Aino ใช้งานแบบจอสัมผัสเฉพาะการใช้งานด้าน Multimedia เท่านั้นเอง โดยที่ไม่สามารถใช้ฟังก์ชันอื่นได้เลย

 




คราวนี้เราต้องมาสำรวจความต้องการลูกค้าว่าอยากได้ทัชโฟนสไลด์แบบไหนกันแน่ ผมว่าการใส่ลูกเล่นจอแตะกับฟังก์ชั่นอื่น ๆ นั้นก็ไม่น่าจะผิดมากมายนักใช่ไหมครับ คือว่าจะใส่ฟังก์ชั่นทัชโฟนมาให้หมดแต่ยกเว้นฟังก์ชั่นโทรออกนั้นก็น่าจะเป็นทางออกที่โอเคเหมือนกันนะ

 

ดังนั้นสิ่งที่ Aino นำเสนอเองก็ไม่น่าจะผิดนัก เพียงแต่ควรอธิบายลูกค้าว่ามันเป็นสไลด์โฟนที่แอบมีฟังก์ชันจอสัมผัสบ้างเล็กน้อย เพราะจะไปพรีเซนต์ว่าเป็นทัชโฟนนั้นดูไม่ค่อยดีแน่นอน

 




จุดที่ต้องขอชมเชยคืออินเตอร์เฟซจอสัมผัสนั้น สวยงาม และว่องไวเกินกว่าที่เราคิดไว้มาก อีกทั้งมันก็ใช้งานไม่ยากเย็นสักเท่าไร แต่ด้วยความที่มันง่ายก็เลยไม่ต้องมีเมนูย่อยให้ซับซ้อนนั่นเอง

 

ดีไซน์ของแบรนด์นี้ต้องยอมรับว่า Sony Ericsson เริ่มกลับมาเข้าใจตนเองมากกว่ามือถือรุ่นปี 2008 ทีเดียวครับ ทั้งสวย ดูมีสไตล์ญี่ปุ่น และที่สำคัญไม่ลอก iPhone (อยากจะให้น้ำหนักข้อนี้ด้วยซ้ำ เพราะเราเบื่อมือถือหน้าตาเดียวกับ iPhone เต็มที ค่ายเกาหลีส่วนใหญ่ก็ดัดเส้นจาก iPhone เสียส่วนใหญ่)

 




จุดด้อยประการสำคัญคือ Sony Ericsson ไม่สามารถออกแบบระบบปฏิบัติการของตนให้มีระเบียบและเข้าใจได้ง่าย ๆ นัก อาทิ เมนูย่อยที่ลึกและยิบย่อยมากเกินไปแทนที่จะจัดหมวดหมู่ให้เหมาะสมและเข้าใจง่าย, บางแอพพลิเคชันก็วางไว้ในหมวดหมู่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เป็นต้น แค่จุดอ่อนแค่นี้ก็ทำให้ลูกค้าบางคนก็ขยาดจนขยายในวงเหล้าปากต่อปากได้นะครับ ก็อยากให้ปรับปรุงกันต่อ ๆ ไปนะครับ




 

รวมไปถึงข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์เช่น Fastport ที่มองว่ามันเทอะทะเกินความจำเป็นและเสี่ยงต่อการนำพาฝุ่นเข้าในเครื่องได้ด้วยครับ แถมไม่มีฝาปิดอีกต่างหากทำให้ตัวเครื่องดูสวยไม่เต็ม 100 นัก เชื่อว่าอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปเป็น USB port จะน่ารักกว่านี้เยอะมากทีเดียวครับ

 


ผมเชื่อว่ายังไงแบรนด์นี้น่าจะมีอนาคตต่อไป เมื่อไรที่สิ่งมือถือนวตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาแล้วล่ะก็แบรนด์นี้ก็น่าจะกลับมาอยู่ในใจลูกค้าอีกครั้งได้แน่นอน แต่ขออย่างเดียวอย่าตาม
Nokia ด้วยการแตกไลน์มือถือเยอะเกินไปไร้ความแตกต่าง ซ้ำซ้อนในตัวเองแต่ราคาสูงก็ยิ่งสร้างความสับสนให้ลูกค้ามากจนลูกค้าไม่เลือกก็มีเหมือนกัน แต่ถ้าคิดจะออกมือถือเยอะ ๆ หลายรุ่น ๆ ก็ต้องมีความหลากหลายหรือความแตกต่างครับ

 

ขอขอบคุณ

โซนี่ อีริคสัน โมบายล์ คอมมูนิเคชั่น (ประเทศไทย)

 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องในการทดสอบ

About Author

shyboy

shyboy