Samsung Wave 525

โดย nookzz | 26 ตุลาคม 2553 เมื่อ 01:25 น. | อ่าน 1,054

บอกเล่าการใช้งาน ด้านโทรศัพท์ (1/2)

หน้าจอแสดงผลระบบสัมผัส

หน้าจอระบบสัมผัสบนตัวเครื่อง Samsung Wave 525 อาจจะดูธรรมดาไปหากเทียบกับหน้าจอของรุ่นพี่อย่าง Samsung Wave S8500 ตัวแรก โดยที่ใช้เป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ระดับเดียวกับสุดยอดสมาร์ทโฟนของซัมซุง Samsung Galaxy S แต่ตัวหน้าจอของรุ่นนี้ก็ยังคงเป็น Capacitive แสดงผลได้ดี แถมมีขนาดใหญ่อีกด้วยครับ โดยเป็นหน้าจอ TFT 256K สี ความละเอียด 240 x 400 พิกเซล ขนาดกว้าง 3.2 นิ้ว สัมผัสด้วยหน้าจอไหลลื่นและไวสัมผัสตามลักษณะของ Capacitive touchscreen สีสันแสดงได้สดใช้งานกลางแจ้งได้ค่อนข้างดีครับ

นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์หมุนหน้าจออัตโนมัติให้ด้วย แถมยังมีระบบปิดเสียงอัตโนมัติเมื่อคว่ำเครื่อง ไว้ใช้สำหรับการปิดเสียงเรียกเข้าได้สะดวกดี แต่น่าแปลกใจมากๆ ที่มันทำงานด้วยขณะเล่นเพลงอยู่ เมื่อคว่ำเครื่องเพลงจะหยุดเล่นทันที ซึ่งลำโพงอยู่ด้านหลังดังนั้นน่าจะต้องคว่ำเครื่องขณะเล่นเพลง แต่หากหน้าจอปิดไปแล้วสามารถคว่ำเครื่องได้ปกติครับ

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟส TouchWiz UI 3.0
ไม่ต้องบอกก็คงรู้จักกันครับสำหรับ TouchWiz UI เวอร์ชั่น 3.0 ที่สร้างชื่อมานมนานบนโทรศัพท์มือถือของซัมซุงในหลายๆ รุ่น ทั้งบนฟีเจอร์โฟน, สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์, วินโดว์โมบาย และก็มาถึง Bada OS ของซัมซุงครับ ใครเคยสัมผัสกับ Samsung Wave รุ่นแรกก็คงจะคุ้นเคยดี เพราะหน้าตาอินเตอร์เฟสนั้นแทบจะเหมือนเดิมหมดเลย หน้าตาอันแสนฉลาดที่หลายๆ คนต้องคุ้นเคย ใช้งานง่าย ที่สำคัญทำงานรวดเร็วสมูธ นี่ล่ะกุณแจสำคัญที่ทำให้เราแทบจะลืม TouchWiz ตัวเก่าๆ ไปเลย

 

ด้วยความที่มันคือ Bada OS ที่เน้นการใช้งานที่คล่องตัวง่ายๆ ไม่ซับซ้อนให้เปรียบเสมือนว่ามันคือ ฟีเจอร์โฟนผสมกับสมาร์ทโฟน ดังนั้น TouchWiz UI ที่เป็นอินเตอร์เฟสที่เน้นการใช้งานที่สะดวกแบบ Express พร้อมลูกเล่นต่างๆ ที่อิสระจึงดูค่อนข้างจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวบน Bada Phone ครับ ส่วนใครที่ยังไม่เคยสัมผัสกับ Bada OS และยังมีความสงสัยว่ามันคือระบบปฏิบัติการแบบไหน มีที่มาอย่างไรแนะนำให้ลองย้อนไปอ่าน บทความรีวิวของตัว Samsung Wave S8500 ที่คุณ Platform ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ Bada OS เอาไว้ให้ครับ แล้วจะเข้าใจว่าระบบ Bada OS คืออะไร

 

สำหรับ TouchWiz UI เวอร์ชั่น 3.0 นี้ก็เป็นตัวเดียวกับที่ใช้งานบน Samsung Wave S8500 ครับ มีโครงสร้างแบบเดียวกันโดยจัด Widgets ต่างๆ ได้อย่างอิสระบนหน้าจอโฮมสกรีนที่มีถึง 10 หน้าด้วยกัน บาง Widgets ก็จะมีขนาดใหญ่เต็มหน้าจอ อย่าง Google และ Feeds & Updates ส่วนด้านล่างหน้าจอนั้นจะมีคำสั่งหลัก 3 เมนูเหมือนเดิมคือ Keypad, Contacts และ Messages หากต้องการเปิดเมนูหลักก็เพียงกดปุ่มกลางในคอนโซลหลักของตัวเครื่องนั่นเองครับ

   

เมนูหลักภายในนั้นแสดงผลแบบกริด 3 x 4 มาตรฐาน แสดงผลได้หลายหน้าคล้ายกับทาง iPhone ครับ แค่แตะแล้วเลื่อนๆ แบบที่นิยมชมชอบกัน เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชั่นเยอะขึ้น หน้าก็จะขยายต่อไปครับ นอกจากนี้คุณยังสามารถแก้ไขการจัดเรียงของไอคอนต่างๆ ได้ด้วยตนเองเพียงสัมผัสปุ่ม Edit มุมซ้ายในหน้าจอเมนูหลักเท่านั้นเอง และอย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วในส่วนของปุ่ม เมนูหลัก มันสามารถกดค้างเปิดหน้าต่าง TaskSwitcher เพื่อปิดโปรแกรมที่ไม่ต้องการใช้ หรือเลือกเปลี่ยนสลับไปใช้งานแอปพลิเคชั่นที่เปิดค้างเอาไว้ได้ครับ

 

สุดท้ายยังมีในส่วนของ Notifications ที่ติดตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบนแอนดรอยด์โฟนคือแถบลิ้นชักด้านบนดึงเข้า ดึงออก สะดวก แถมยังมีเมนูสำหรับ เปิด/ปิด Wi-Fi และ Bluetooth รวมถึง เปิด/ปิด ระบบปิดเสียงด้วยนะครับ การแจ้งเตือนต่างๆ ก็อารมณ์เดียวกับแอนดรอยด์เลยทีเดียว โดยรวมแล้วระบบ Bada OS นั้นจะเน้นการใช้งานแบบสะดวกรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน สั่งงานง่ายครับ ผมมองว่ามันมีส่วนที่คล้ายกับ Android OS ค่อนข้างเยอะ อาจจะเพราะมันมีคอนเซฟต์ที่ไปในทางเดียวกันด้วย ซึ่งส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างหลงใหลตัว Bada OS พอสมควรเลยทีเดียว

About Author

nookzz

nookzz