เปิดใช้งานตัวเครื่อง



OPPO R1 มาพร้อมกับ Android 4.2.2 Jelly Bean โดยที่ผ่านการปรับแต่งมาแล้วจากทาง OPPO ซึ่งเค้าใช้ชื่อเรียกว่า Color OS ที่มีการเพิ่มความสามารถในฉบับของ OPPO เข้ามาอีกมากพอสมควร ซึ่งเดี๋ยวเราจะค่อยๆไปไล่ทีละอย่างในหัวข้อถัดไป สำหรับเรื่องหน้าตานั้นมีการปรับแต่งออกมาให้มีความเป็น OPPO การปรับเปลี่ยน icon และ Widget ต่างๆให้ดูแหวกแนว แต่รูปแบบการใช้งานนั้นยังไม่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนของ Notification เองก็ยังมีพวก Shortcut key ให้เลือกใช้งานกับเพียบเช่นเดิม

หน้าจอของเครื่องมาพร้อมกับขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD 720p ก็ถือว่าเป็นขนาดไซส์มาตรฐาน ที่จัดมาค่อนข้างดี ตัวหน้าจอเองสีค่อนข้างสดใส มองแล้วสวยเลยทีเดียว แต่ตัวหน้าจอนั้นเหลืองมากไปหน่อย การปรับแสงก็ถือว่าใช้ได้แต่ผมว่าบางทียังไม่เหมาะกับสถานการณ์เท่าไร ไฟบางทีปรับได้มืดเกินไปหรือสว่างเกินไปในบางสภาวะ


สำหรับเรื่องความเร็วในการใช้งาน ต้องบอกว่าตัวเครื่องทำงานได้ไหลลื่นน่าประทับใจ ถือเป็นโทรศัพท์ที่น่าใช้งานตัวนึงเลยทีเดียว ทั้งการเลื่อนไปมาหรือการเข้า/ออกโปรแกรม ตัวเครื่องเองมาพร้อมกับ CPU MediaTek MT6589 Quad-Core 1.5GHz ซึ่งก็ถือว่าเป็นรุ่นมหาชนที่ส่วนใหญ่มือถือช่วงประมาณนี้นิยมใช้กัน สำหรับตัว RAM เองมีมาให้ด้วยกัน 1GB ซึ่งก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย หากเทียบกับระดับราคา แต่ที่จริงน่าจะให้ได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ

การใช้งานตัว RAM ต้องบอกว่าน้อยไปหน่อย เพราะตัวเครื่องกิน RAM ไปมากพอสมควร เหลือใช้จริงๆราวๆ 200MB เท่านั้น ซึ่งเปิดโปรแกรมอะไรไปซักพักหรือใช้ต่อเนื่องสลับโปรแกรมไปมาอาจจะมีช่วงหน่วงหรือช้าได้

การรับสัญญาณของตัวเครื่อง ทดสอบผ่านโปรแกรมพบว่าการรับสัญญาณเครือข่ายบนตัวเครื่องยังไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก การรับสัญญาณยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงยังไม่ค่อยนิ่งเท่าไรนัก ถ้าอยู่ในที่อับมากสัญญาณน่าจะหายไปเลย (ทดสอบผ่าน AIS) ส่วนทางฝาก Wi-Fi นั้นค่อนข้างที่จะนิ่งเถียร แต่การรับสัญญาณทำได้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ถึงขั้นที่จัดว่าดีแต่ก็ไม่แย่อะไร

กลับมาที่ส่วนของ Color OS ของทาง OPPO ที่ถือว่าเป็นแกนหลักของตัวเครื่อง ด้วยการปรับแต่ง Android ในสไตล์ของ OPPO ทำให้มีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ด้วยเรื่องของหน้าตาเองก็ทำได้แตกต่าง แต่ที่สำคัญเลยคือพวกฟังก์ชันที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้แตกต่างไปจาก Android ปกติทั่วไป ซึ่งนั่นก็คือพวก Gesture และ Motion ต่างๆ ดังนี้

1. Dark screen gesture เป็นความสามารถในการเรียกการเข้าถึงต่างๆ เช่น กล้องถ่ายภาพ, ไฟฉายและการโทรออกทันที เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเลือกตั้งคำสั่งต่างๆได้เอง โดยหลักๆตัวเครื่องจะตั้งมาให้ 2 แบบคือ วาดลงกลมบนหน้าจอขณะที่ปิดหน้าจออยู่ก็จะสามารถเข้ากล้องถ่ายภาพทันที หรือวาดตัว V ก็จะเป็นการเข้าโปรแกรมไฟฉายให้เอง โดยเราสามารถเข้าไปตั้งได้ว่าวาดคำสั่งแบบไหนให้เป็นการโทรออกไปหาคนที่เราต้องการได้ เป็นต้น

2. Multi finger gesture เป็นความสามารถในการใช้หลายนิ้วพร้อมกันเพื่อสั่งงาน เช่น ใช้ 2 นิ้วลากขึ้นหรือลงบนหน้าจอเพื่อเพิ่ม/ลดเสียงได้, ใช้ 3 นิ้วลากขึ้นหรือลงเพื่อจับภาพหน้าจอทันทีและสามารถใช้ 4 นิ้วหุบมือที่หน้าจอเพื่อเข้ากล้องถ่ายภาพทันที เป็นต้น

3. Gesture อื่นๆ อย่างเช่น การหมุนกล้องมาด้านหน้าขณะที่หน้าจอปิดอยู่จะเป็นการเข้ากล้องเอง, เคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ ซึ่งอันนี้จากที่ลองดูยังไม่ดีเท่าไรนักบางทีเคาะแล้วไม่ขึ้นบ้างหรือบางทีก็ติดง่ายเกินไป, ป้องกันการสัมผัสหน้าจอในกระเป๋าและยกเครื่องแนบหูเพื่อโทรออก/รับสาย เป็นต้น
4. โหมดถุงมือ ที่เอาไว้ใช้งานร่วมกับถุงมือ หากเราอยู่ในอากาศหนาวๆใส่ถุงมือก็สามารถสัมผัสหน้าจอได้




นอกจากนี้ Color OS ในมุมอื่นๆก็ยังมีในเรื่องของ Cloud โดยมี O-Cloud มาให้ สามารถ Backup ข้อมูลรายชื่อและ SMS ขึ้นไปเก็บไว้ได้ รวมถึงเอาไว้ใช้ตามหาตัวเครื่องของเราเมื่อสูญหายได้อีกด้วยในโปรแกรมดังกล่าว ทั้งนี้ยังมี Holiday mode ที่มีการเปลี่ยน Wallpaper ไปตามวันหยุดเทศกาลต่างๆของบ้านเราและ Color OS ยังมาพร้อม Guest mode ที่เอาไว้ใช้งานกับผู้ที่เราไม่ประสงค์ให้เข้าใช้งานเครื่องแบบปกติ เข้าถึงได้เฉพาะบางโปรแกรมหรือบางส่วนข้อมูลบนเครื่องได้เท่านั้น ก็เป็นโหมดที่น่าสนใจดีเหมือนกัน