หน่วยความจำและตัวประมวลผล


น่าเสียดายเหมือนกับสำหรับ OPPO N1 ที่ไม่ได้ใส่ Chipset สุดจี๊ดในเวลานี้อย่าง Qualcomm Snapdragon 800 แต่กลับใส่ Snapdragon 600 เข้ามาแทน ซึ่งเป็นตัวรองลงมาและเป็นรุ่นเดียวกับบน HTC One และ LG G Pro ตัวหน่วยประมวลผลตัวนี้เป็น CPU Quad-Core Krait 300 1.7GHz ก็ถือว่าแรงสุดๆเหมือนกัน และจากที่ลองใช้ดูก็พบว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเวลาใช้งานเลย เครื่องเร็วดีเล่นเกมได้ครบครัน ติดก็แต่เรื่องที่ว่าไม่รองรับ 4G LTE นั่นแหละครับ

หน่วยความจำของเครื่องไม่สามารถเพิ่มภายนอกได้ รุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน 19,990 บาทคือรุ่น 16GB โดยมีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือหน่วยความจำภายในที่มีด้วยกัน 3GB (เหลือจริงประมาณ 1.5GB) และส่วนเก็บข้อมูลอีก 10GB (เหลือจริงประมาณ 9.5GB) ซึ่งก็ถือว่าปกติมาตรฐาน ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่ถ้าคุณชอบใส่เพลงหรือไฟล์วัดีโอเยอะๆ อันนี้อาจหงุดหงิดเอาได้เหมือนกัน

RAM ของเครื่องมีมาให้ 2GB เหลือใช้จริงราวๆ 800MB ซึ่งก็ถือว่าเยอะพอสมควรใช้งานไหลลื่นได้เรื่อยๆแบบสบายๆครับ
ระบบสัญญาณของตัวเครื่อง

ทดสอบการรับสัญญาณของเครื่องพบว่าการรับสัญญาณทำได้ดี ค่อนข้างนิ่ง แต่ยังรับสัญญาณได้ไม่ดีมากเท่าไรนัก ส่วนของ Wi-Fi เองค่อนข้างนิ่งและรับสัญญาณได้ไกลดีครับ
เปิดเครื่องลองทดสอบ

OPPO N1 มาพร้อมกับ Color OS ที่จริงแล้วคือ Android แหละครับ แต่มีการปรับแต่งออกมาให้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ และยังได้รับการดูแลจากทีม Cyanogenmod ทีมทำรอมชื่อดังอีกด้วย ซึ่งที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆชัดเจนเลยก็คือเรื่องของ Gesture/Motion และพวกส่วนเสริมต่างๆ
Gesture หลักๆ ของตัวเครื่องมีดังนี้

1. Dark screen gesture เป็นความสามารถในการเรียกการเข้าถึงต่างๆ เช่น กล้องถ่ายภาพ, ไฟฉายและการโทรออกทันที เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเลือกตั้งคำสั่งต่างๆได้เอง โดยหลักๆตัวเครื่องจะตั้งมาให้ 2 แบบคือ วาดลงกลมบนหน้าจอขณะที่ปิดหน้าจออยู่ก็จะสามารถเข้ากล้องถ่ายภาพทันที หรือวาดตัว V ก็จะเป็นการเข้าโปรแกรมไฟฉายให้เอง โดยเราสามารถเข้าไปตั้งได้ว่าวาดคำสั่งแบบไหนให้เป็นการโทรออกไปหาคนที่เราต้องการได้ เป็นต้น

2. Multi finger gesture เป็นความสามารถในการใช้หลายนิ้วพร้อมกันเพื่อสั่งงาน เช่น ใช้ 2 นิ้วลากขึ้นหรือลงบนหน้าจอเพื่อเพิ่ม/ลดเสียงได้, ใช้ 3 นิ้วลากขึ้นหรือลงเพื่อจับภาพหน้าจอทันทีและสามารถใช้ 4 นิ้วหุบมือที่หน้าจอเพื่อเข้ากล้องถ่ายภาพทันที เป็นต้น


3. Gesture อื่นๆ อย่างเช่น การหมุนกล้องมาด้านหน้าขณะที่หน้าจอปิดอยู่จะเป็นการเข้ากล้องเอง, เคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ ซึ่งอันนี้จากที่ลองดูยังไม่ดีเท่าไรนักบางทีเคาะแล้วไม่ขึ้นบ้างหรือบางทีก็ติดง่ายเกินไป, ป้องกันการสัมผัสหน้าจอในกระเป๋าและยกเครื่องแนบหูเพื่อโทรออก/รับสาย เป็นต้น



Color OS ในมุมอื่นๆที่ชัดเจนเลยก็คือเรื่องของ Cloud service ที่มี O-Cloud มาให้ สามารถ Backup ข้อมูลรายชื่อและ SMS ขึ้นไปได้ รวมถึงใช้ตามหาตัวเครื่องของเราเมื่อสูญหายได้อีกด้วย Color OS ยังมี Holiday mode ที่มีการเปลี่ยน Wallpaper ไปตามวันหยุดเทศกาลต่างๆของบ้านเราและ Color OS ยังมาพร้อม Guest mode ที่เอาไว้ใช้งานกับผู้ที่เราไม่ประสงค์ให้เข้าใช้งานเครื่องแบบปกติ เข้าถึงได้เฉพาะบางโปรแกรมหรือบางส่วนข้อมูลบนเครื่องได้เท่านั้น ก็เป็นโหมดที่น่าสนใจ แต่คนจะใช้กันเยอะรึเปล่าอันนี้คงต้องรอดูผลครับ




หน้าตาของ Color OS มีหน้าตาที่สวยงาม มีการออกแบบเน้นเรื่องรายละเอียดของการแสดงผลให้ดูเนียนตาและเรียบง่าย บางส่วนยังดูแข็งๆโบราณๆไปบ้าง มีรูปแบบการใช้งานเหมือนปกติทั่วไป โดยมีโหมดใหม่ๆอย่างมุมเฉพาะ เข้ามา ซึ่งพวกนี้เหมือนเป็นหน้านึงที่เอาไว้ใช้งานฟังก์ชันนั้นโดยเฉพาะ เช่น กล้อง ในหน้านั้นก็จะมีกล้องให้เข้าถึงเป็นหน้าต่างเล็กๆและมีภาพแสดงผลทันทีเมื่อถ่าย เป็นต้น


ทดสอบเล่นเกมบน OPPO N1 เนื่องจากมาพร้อม CPU แรงๆอยู่แล้วก็เลยไม่พบปัญหาอะไร พวกเกม Asphalt 8 แข่งรถกราฟฟิคดีๆก็เล่นได้เนียนไหลลื่นประทับใจครับ หรือเกมยอดฮิตอย่าง Subway surf ก็เล่นได้ดีไร้ปัญหาครับ


โปรแกรมทั่วๆไปเช่น โทรศัพท์ หน้าตาเรียบง่ายฟังก์ชันครบ Keypad ใหญ่ แต่อย่างที่บอกใช้งานยากเพราะหน้าจอมันใหญ่


ระบบรายชื่ออ่านง่าย มีการเรียงลำดับแบบปกติทั่วไป แสดงผลข้อมูลในรายชื่อได้หลากหลาย และสามารถ Sync รายชื่อได้หลากหลายบริการ


ข้อความทั้ง SMS/MMS ใช้ได้ครบ รับ/ส่งดีเป็นปกติไม่ดีเลย์ ปุ่มต่างๆอยู่ด้านล่างทำให้กดง่าย มาพร้อมระบบเดาผู้ติดต่อและสามารถแนบไฟล์ MMS ได้หลากหลาย


ระบบ E-Mail แยกเป็น 2 ส่วน ฝั่ง E-Mail สามารถใช้งาน E-mail ได้ทุกรูปแบบ Exchange, Gmail, POP3, Imap เป็นต้น หน้าตาถูกออกแบบใหม่สวยงาม เลือกส่งและแนบไฟล์ได้หลากหลาย ส่วนการรับ/ส่ง E-Mail ทำได้รวดเร็วปกติดีครับ ส่วนการแสดงผลทำได้ดีไม่มีปัญหาครับ


ฝั่ง Gmail รูปแบบไม่แตกต่างจาก Android รุ่นอื่นๆ ใช้งานได้ปกติดีไม่มีปัญหาการแสดงผล สามารถแนบไฟล์ได้แค่รูปภาพกับวีดีโอ


การเล่นอินเตอร์เน็ตบน OPPO N1 ทำได้ผ่าน Chrome ความสามารถครบ ดาวน์โหลดไฟล์ผ่านหน้าเว็บได้ สามารถเปิดได้หลาย Tab แสดงผลหน้าเว็บได้ดี เล่นเว็บใหญ่ๆที่ใช้การประมวลผลหนักๆได้ดีไม่มีปัญหา ไหลลื่นและสามารถซูมได้ลึกมาก




การเลือกดูไฟล์ภาพบนเครื่องทำได้ดี รวดเร็ว ทั้งการประมวลผลภาพและการเลื่อนภาพ รวมถึงการซูมก็ทำได้ไหลลื่นดี สามารถเลือกแก้ไข, ส่งและเปลี่ยนชื่อภาพได้ทันทีในโปรแกรมนี้ นอกจากนี้เรายังสามารถอัพโหลดภาพขึ้นไปบน Cloud ได้ทันที ซึ่งหน้าที่ของมันคือเก็บภาพไว้บบน server และพอไปใช้เครื่องอื่นๆก็จะมองเห็นได้ ซึ่งตรงนี้เป็น Cloud ของ Amazon

การเปิดดูไฟล์วีดีโอ เนื่องด้วยหน้าจอขนาดใหญ่เวลาดูวีดีโอก็เลยค่อนข้างจะเต็มตาน่าประทับใจ แสดงผลเต็มจอ นอกจากจะมีพวกคำสั่งควบคุมพื้นฐานแล้ว ยังสามารถใช้ Gesture 1นิ้ว ลากขึ้น/ลง เพื่อเพิ่ม/ลดเสียงได้อีกด้วย รวมถึงมีโหมดล็อคการสัมผัสทำให้ไม่มีสะดุดระหว่างเล่นไฟล์วีดีโอ สำหรับไฟล์ที่เล่นได้นั้นก็คือ 1080p นามสกุลไฟล์รองรับได้หลากหลาย ส่วนใหญ่มาตรฐานสามารถใช้งานได้หมดไม่ว่าจะเป็น MP4, WMV, MKV เป็นต้น
ระบบเสียงของตัวเครื่อง

OPPO N1 ไม่ได้เน้นเรื่องระบบเสียงเท่าไรนัก ไม่ได้ใส่เทคโนโลยีเสียงใดๆเข้ามาเลย ถือว่าแปลกมากเลยทีเดียวขนาด Dirac HD ยังไม่เห็น ซึ่งตรงนี้ผมลองหาดูแล้วไม่พบว่าเครื่องรองรับ แต่เท่าที่ทดสอบดูพบว่าเสียงลำโพงเครื่องค่อนข้างดังใช้ได้ ระดับเสียงอยู่ที่ประมาณ 80-90 dB ฟังรู้เรื่อง แต่คุณภาพยังธรรมดาๆไม่ได้โดดเด่นอะไร และยังมี Noise มากพอสมควร ส่วนการฟังผ่านหูฟังเท่าที่ทดสอบดูพบว่าเสียงค่อนข้างดี ค่อนข้างนุ่มและมี Noise น้อยใช้ได้เลยทีเดียว เรียกว่าคนละขั้วกับถอดหูฟังเลยก็ว่าได้



หน้าตาเมนูเพลงเล่นไม่ยาก เมนูมีไม่เยอะ เน้นแต่หลักๆ การแสดงผลปกอัลบั้มจะใช้ Gimmick ภาพเป็นแผ่นเพลงโบราณและมีหน้าปกอัลบั้มตรงกลาง สามารถเลือกสร้าง Playlist และตั้ง fav. เพลงได้เอง ทั้งนี้หน้าเมนูด้านนอกยังมีมุมดนตรีที่ไม่จำเป็นต้องเข้าเครื่องเล่นเพลงก็สามารถเลือกเปิดเพลงได้ทันทีผ่านหน้า Home