LG Optimus 3D

โดย Platform | 30 สิงหาคม 2554 เมื่อ 10:22 น. | อ่าน 916

ฟีเจอร์เด่นๆ ของ LG Optimus 3D (1/3)


หน้าจอ 3 มิติ

จุดเด่นของ LG Optimus 3D เครื่องนี้หนีไม่พ้นความสามารถการมองเห็นสื่อ 3 มิติได้ น่าจะเป็นเครื่องแรกของโลกที่เปิดตัวก่อนใคร แต่กว่าจะวางจำหน่ายนั้นไม่น่าจะเรียกว่ารวดเร็วนักเพราะมี HTC EVO 3D มาขายตีคู่กันนั่นเอง

แต่ได้โปรดอย่าหวังว่ามันเป็น 3 มิติแล้วหน้าจอจะต้องแจ่มสุด คุณเชื่อหรือไม่ว่า LG Optimus 3D ก็ยังใช้หน้าจอแบบ TFT สามัญประจำบ้านแถมความละเอียดก็ธรรมดาสุด ๆ ที่ 480×800 พิกเซล ถึงแม้มันจะมีขนาดหน้าจอ 4.3 นิ้ว เมื่อเราเห็นมือถือตัวจริงก็รู้สึกว่ามันมีขนาดใหญ่มาก แค่นี้ก็เพียงพอต่อการเมียงมองอย่างมากแล้ว

จุดอ่อนของหน้าจอนี้ไม่ใช่เพราะมันเป็น TFT ที่ไม่ช่วยประหยัดไฟเลยแม้แต่น้อยเท่านั้น แต่ความสดใสของหน้าจอยังแพ้ Samsung, HTC อย่าง “ชัดเจน” ความละเอียดของจอภาพแน่นอนว่ายังสู้คู่แข่งตัวเป็น ๆ อย่าง HTC EVO 3D ไม่ได้เลย ขานั้นเขาขยายความละเอียดหน้าจอแบบจัดเต็มจริง ๆ และยังมีเม็ดพิกเซล 540 x 960 พิกเซล แต่ยังดีที่มีจุดเด่นพอให้เรียกชื่อได้ว่าเป็นหน้าจอ Gorilla Glass ที่ป้องกันกอริลล่าขูดหน้าจอได้ เฮ้ย ไม่ใช่ กระจกกันรอยขีดข่วนได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

จุดเด่นของมันคงไม่ใช่ความคมชัดหรือสลวยสวยเก๋ของหน้าจอแต่เป็นหน้าจอ TFT ที่สามารถดูภาพและวิดีโอ 3 มิติได้ในตัวโดยไม่ต้องใช้แว่นตามองภาพแต่อย่างใด โอ้โห เดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนก็สามารถดูเทคโนโลยีล้ำหน้าได้แล้ว

ก่อนอื่นเราต้องขออธิบายหลักการภาพ 3 มิติเบื้องต้นเสียก่อน คุณรู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยีภาพ 3 มิตินั้นเริ่มพัฒนามาตั้งแต่โบราณกาลสมัยปี 1920 แล้ว สมัยนั้นเริ่มต้นวิวัฒนาการการตัดแสงสีน้ำเงินและสีแดงด้วยแว่นตา 3 มิติ เพื่อมองภาพ 3 มิติใช้เทคนิคการซ้อนภาพทั้งโทนสีน้ำเงินและสีแดงเข้าไว้ด้วยกัน

เมื่อเรามองภาพผ่านแว่นตา 2 สีดังกล่าวผ่านภาพ 3 มิติสมองก็สั่งการว่าสิ่งที่มองเห็นทั้ง 2 นัยน์ตามันเป็นภาพคนละโทนสี เราจึงมองเห็นเป็นภาพที่มีมิติขึ้นมาได้ วิธีนี้เขาเรียกว่า Anaglyph ต้นทุนในการทำภาพหรือคลิปวิดีโอน้อยกว่าแบบอื่นมาก แต่ข้อเสียสีสันและความคมชัดแย่ที่สุด ทำไงได้ครับมันเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านมาก ๆ

หลักการภาพ 3 มิติแบบที่ 2  Polarized 3D หลักการทำภาพจะไม่ใช้เทคนิคการตัดแสงสีน้ำเงินและแดงเพื่อให้สมองสั่งการ แต่จะเปลี่ยนไปใช้การทำภาพซ้อนแบบแนวตั้งและแนวนอนซ้อนกันให้มีมุมมองการมองภาพแตกต่างสำหรับตาซ้ายและขวา โดยมีแว่นตาชนิดนี้เพื่อสั่งการให้สมองมองภาพชัดตื้นหนาบาง

ส่วนหลักการ 3 มิติที่ LG Optimus 3D ภูมิใจนำเสนอก็คือแบบ Paralax Barrier รับชมภาพ 3 มิติได้โดยไม่ต้องสวมแว่นตาซึ่งสะดวกสำหรับบางคนมาก หลักการของมันก็คือแสดงภาพหรือคลิปวิดีโอ 2 ภาพซ้ายและขวาในหน้าจอเดียวกันโดยมีฟิลเตอร์ขวางเอาไว้เพื่อให้นัยน์ตาซ้ายและขวามองเห็นภาพคนละแบบกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นสมองเราก็จะสั่งการให้มองมันเป็นภาพเดียวจึงเกิดเป็นภาพ 3 มิตินั่นเอง

ข้อเสียของมันก็คือต้องกะระยะโฟกัสให้ “เป๊ะ” ถ้าหลุดจากระยะการมองชัดแล้วล่ะก็เราจะเห็นภาพเบลอ ๆ ซ้อน ๆ กัน

ผลจากการทดลองใช้งาน 3 มิตินั้น โดยส่วนตัวผู้เขียนเองคิดว่า LG Optimus 3D ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก ๆ สามารถดูคลิปหรือภาพ 3 มิติ ได้นานเกิน 2-3 นาทีมากกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ ก่อนหน้านั้นผู้เขียนคิดว่าถ้าเราลองเจ้า LG Optimus 3D นาน ๆ แล้วคงจะเวียนหัว ปวดตาเหมือนกับบางท่านที่เคยลองเล่น แต่เอาเข้าจริงมันขึ้นอยู่กับระยะ “โฟกัสสายตา” ที่ถูกต้อง เพื่อให้ฟิลเตอร์หน้าทำหน้าที่ถ่ายทอดแสงตกกระทบดวงตาแต่ละข้างอย่างเที่ยงตรง

และเราคิดว่า LG ปรับตั้งค่าหน้าจอให้สว่าง “น้อยกว่าความเป็นจริง” เป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้ เพราะการมองภาพ 3 มิตินั้นใช้พลังงานสั่งการจากสมองมากกว่ามองภาพ 2 มิติ ถ้ายิ่งปรับแสงสว่างให้เทียบเท่ากับ AMOLED ก็ย่อมมีผลต่อสุขภาพสายตาอย่างแน่นอน ยิ่งคนรุ่นใหม่เป็นต้อลมกันเยอะมาก ๆ ก็ถือว่าสมเหตุสมผลครับ

สิ่งที่น่าประทับใน LG Optimus 3D ก็คือมันมีศักยภาพการแสดงผล 3 มิติสมกับเป็นหนึ่งในผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าในระดับโลก นอกจากการแสดงผลของจอแล้ว การประมวลผลภาพ 3 มิติจากกล้องถ่ายภาพยังทำได้น่าประทับใจมาก และยังสามารถรับชมคลิป 3 มิติจากที่ถ่ายทอดจากอุปกรณ์อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

 

หลายคนคิดว่าถ้าภาพ 3 มิติฉายบนหน้าจอธรรมดา ๆ จะเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างภาพหน้าจอที่คุณเห็นนี่ล่ะครับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

 

 

User Interface
LG Optimus 3D ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.3 อันนี้คงไม่ต้องสาธยายมากมายนัก ดังนั้นแต่ละค่ายจะต้องสร้างความแตกต่างจากผู้ผลิต Android เจ้าอื่นให้ได้ นั่นก็คือ User Interface นั่นเอง และดูเหมือนว่าค่ายมือถือเกาหลีจะมีจุดอ่อนด้านนี้ระดับหนึ่ง ไม่ใช่การใช้งานที่ยากแต่หมายถึงยังขาด “เอกลักษณ์” ด้านกราฟิคดีไซน์ เราขอเรียนสารภาพตามตรงว่าปัจจุบันยังได้แรงบันดาลใจจากค่ายผลไม้แหว่งอยู่เช่นเคย

หน้าตา UI ของ LG Optimus 3D ต่อยอดมาจาก S-Class UI ที่เคยโปรโมตใน 3 ปีที่แล้ว แต่หลัก ๆ แล้วความเป็น S-Class UI มันหายแทบจะหมดเกลี้ยงแล้วเพราะโดนกลืนไปกับหน้าตาที่ทาง Android เริ่มออกแบบได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

 

 

หน้าจอ Homescreen มีให้ใช้งานถึง 7 หน้าจอ สามารถจัดวาง Widget ตามที่เราต้องการได้ ดูเหมือนว่าลูกเล่น Widget อาจจะดูน้อยไปหน่อยเมื่อเปรียบเทียบ Samsung แต่ก็ยังถือว่าเพียงพอกับการใช้งานอยู่ดี

แต่ที่ดูยุ่งเหยิงมากก็คือหน้าเมนูหลักที่จัดเรียงตามความยาว ลองคิดดูแล้วกันว่าถ้าคุณติดตั้งแอพพลิเคชั่นเยอะมาก ๆ ไอคอนก็คงจะยาวเฟื้อยเป็นแน่แท้ ตรงนี้อยากให้หลายค่ายพัฒนารูปแบบเมนูหลักใหม่น่าจะดีกว่าครับ

 

 

จุดเด่น UI ของ LG Optimus 3D อยู่ตรงที่การใช้งาน Notification Bar ด้านบนสุดใช้งานได้ง่ายไม่ยุ่งยากแค่ลากเลื่อนครั้งเดียวก็รู้ทัน เช่น ถ้าเราอยากปิดสัญญาณ Wi-Fi ก็ลากบาร์ลงมาแล้วกดปิดได้ทันที ถ้าเป็น Sense UI 3.0 มันจะมี 2 แท๊บย่อยให้เลือกกดสั่งงานกัน

 

ความรวดเร็วในการใช้งานต้องเรียนตามตรงว่าใช้งานได้ดีสมกับ CPU Dual Core 1 GHz พร้อมการ์ด GPU PowerVR SGX540 บางครั้งก็รู้สึกไปเองว่าเหมือนจะลื่นกว่า LG Optimus 2X ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเอาความรู้สึกจริงคิดว่ามันน่าจะเร็วกว่านี้ได้อีกนิด

About Author

Platform

Platform

Partners