iPhone 4

โดย shyboy | 3 ตุลาคม 2553 เมื่อ 00:04 น. | อ่าน 1,423

บอกเล่ารูปทรง iPhone 4

บอกเล่ารูปทรง
ทันทีที่ Apple เปิดภาพของ Apple iPhone 4 นั้นต้องบอกเลยว่า มาแบบตกใจเหมือนกัน เพราะหลายๆปีที่ผ่านมา iPhone มีแต่ Design เดิมๆทำเอาคนเบื่อแล้ว คราวนี้เลยจัดไม้เด็ดเปลี่ยน Design ใหม่ซะเลย แถมจัดหนักใส่ Spec และ Hardware มาแบบเต็มสูบอย่าง CPU 1GHz, กล้อง 2 ตัว (หน้า, หลัง), HD Video และที่สำคัญเลยนั่นก็คือ Retina Display ที่ตอนนี้เรียกว่าเป็นหน้าจอที่ละเอียดสุดๆบน Smartphone ทั้งหมด

เสน่ห์ของ iPhone รุ่นเก่าๆนั้นสิ่งแรกที่หลายๆคนชอบเลย ก็คือ Multi-Touch ที่เต็มสูบทำให้การใช้งานราบรื่นมากไม่ว่าจะเป็นการซูม หรือการใช้นิ้วหลายนิ้วเพื่อเปิดการทำงานต่างๆ บวกกับสิ่งที่หลายๆคนหลงรัก iPhone นั่นก็คือหน้าจอที่เรียกว่าแม่น 100% ไม่มีพลาด เพราะว่าหน้าจอถูกออกแบบมาได้ดีมากในเรื่องการตอบสนองทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงขนาดหน้าจอที่เป็นมาตรฐาน 3.5 นิ้วที่หลายๆคนชื่นชอบ คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า iPhone 4 จะยังคงความมีเสน่ห์ในเรื่องของหน้าจอได้อยู่ไหม

เปิดกล่อง
เปิดกล่องออกมาจะเห็น iPhone 4 วางติดซีลมาเป็นอย่างดี แปลกใหม่สายตาด้วยดีไซน์ใหม่ แบบว่าเปิดออกมาก็ทึ่งแล้ว อยากจะหยิบจับมันขึ้นมาทันที แต่เราอยาก Review เลยต้องเอามันออกมาวางไว้ก่อน เอาถาดรองและกล่องคู่มือออกจะพบกัน Adapter ที่จะต่างกันไปในแต่ละประเทศ, หูฟัง Stereo แบบ 3.5 มม., สาย Sync แค่ 3 อย่าง ในกล่องคู่มือก็มี Guide เริ่มต้นนิดหน่อย สติ๊กเกอร์ Apple 2 อันเอาไปติดเก๋เป็นสาวกกันได้ และมีที่ดึงซิมติดอยู่หน้ากล่องคู่มือ การออกแบบกล่องสวยดี กะทัดรัด ด้านหลังกล่องมีระบุ ขนาดหน่วยความจำกับรายละเอียดไว้ครอบคลุมทั้งหมด

มาดูที่ตัวเครื่อง iPhone 4 มีขนาดที่แตกต่างออกไปจาก iPhone 3GS และมีส่วนคล้าย iPad ในเรื่องของวัสดุที่เป็นอลูมิเนียม ตัวเครื่อง iPhone 4 มีขนาดสัดส่วน 115.2 x 58.6 x 9.3 มม. ที่ถือว่าเป็น Smartphone บางที่สุดในโลกใน ขณะนี้ แต่มี น้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรุ่นเก่าเล็กน้อย ทำให้ดูแน่นมากขึ้น

รอบๆของตัวเครื่องมีลักษณะพิเศษ เพราะ Metallic Frame รอบๆเครื่องนั้นมีคุณสมบัติเป็นเสาอากาศ และมีความสามารถการเชื่อมต่อต่างๆ อย่าง Bluetooth, Wi-Fi, GPS ซึ่งเรื่องของเสาอากาศรูปแบบใหม่นี้ก็เป็นที่ครหาของ iPhone 4 มาแล้วในเรื่องของ Antenna Gate สัญญาณตก Death Grip ที่หลายๆคนเรียกกันนั่นเอง โดยการจับเครื่องด้วยมือซ้ายผมได้ทดสอบแล้วว่าสัญญาณมัน “ดรอป” แต่ไม่ได้ดรอปจนแย่ ยังคงใช้งานได้ปกติ ดังนั้นเรื่องสัญญาณตกยังคงมีอยู่แต่ว่าไม่ได้เป็นทุกพื้นที่ จะเป็นเฉพาะหลักๆในที่ๆ อับสัญญาณมากๆ เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเสาอากาศรอบตัวนั้นก็ดูมีความขลังอยู่ดี เพราะทำให้ประหยัดที่ในการออกแบบได้เป็นอย่างมาก การใช้ Stainless Steel เข้ามาช่วยทำให้รอบๆ เครื่องดูแน่นขึ้นเหลี่ยมขึ้น  และเป็นจุดขายจุดหนึ่งใน iPhone 4 เลยครับ แตกต่างจากรุ่นเก่าๆที่จับแล้วโค้งๆ ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมากพอสมควร

หลายคนคาดหวังกับ iPhone 4 เป็นอย่างมากในเรื่องของ ดีไซน์ แต่ว่าเอาเข้าจริงๆแล้วดีไซน์ที่ Apple เปิดตัวนั้น ยังไม่ได้โดนใจใครหลายๆคนมากนัก แต่ว่ามีจุดเด่นในเรื่องของการใช้วัสดุและความบาง แต่ที่แน่นอนเลยคือ iPhone หรือ Smartphone หลายๆรุ่นยังคงเป็นปัญหาเลยก็คือเรื่องความร้อน ซึ่ง iPhone 4 ร้อนไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง โดยที่ดีไซน์ก็เป็นส่วนนึงในนั้น

เรื่อง วัสดุที่ใช้นั้น iPhone 4 เล่นเอาความล้ำหน้าของเทคโนโลยีอย่างที่บอกในเรื่องของ สแตนเลส รอบๆเครื่อง แต่ที่จริงแล้วจุดเด่นของมันเลยคือกระจกเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งส่งผลทำให้ iPhone มีขนาดที่บางขึ้น บวกกับความเหลี่ยมเลยบางที่สุดในโลกกันไปเลย แต่เรื่องของกระจก Apple ก็ได้โฆษณาไว้ว่าไม่แตกกันง่ายๆ แต่ที่จริงแล้วกดทดสอบจากหลายๆที่ก็พบว่ามันแตกง่ายอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้มันทนขึ้นไปจาก iPhone 3GS ที่เป็นพลาสติกเลย แต่ได้ในเรื่องของกระจกเอาไว้สองหน้ากระมังครับ ฮ่าๆๆ
วางเทียบระหว่าง iPhone 4 กับ iPhone 3GS จะสังเกตได้ทันทีในเรื่องดีไซน์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนทั้งวัสดุทั้งขนาดของ เครื่อง กล้องหน้าที่เพิ่มเข้ามา รวมถึงที่เด่นเห็นได้ชัดเลยก็คือเรื่องหน้าจอ ที่ละเอียดกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูออกว่าความละเอียดต่างกันมากจริงๆ

พลิกมาที่ด้านหลังจะเห็นว่าทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องวัสดุ รวมถึงแตกต่างกันที่ iPhone 3GS บอกขนาดหน่วยความจำมาด้วยด้านหลังแต่ iPhone 4 ไม่มีบอก ดังนั้น รุ่น 16GB หรือ 32GB ด้านหลังก็เหมือนกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทั้ง 2 รุ่นมีเหมือนกันนั่นก็คือ Oleophobic Coating ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่เคลือบไว้ทั้งด้านหน้าและหลังของ iPhone เพื่อป้องกันรอบนิ้วมือ ซึ่งถ้ามีรอยก็สามารถใช้ผ้า high-gross เช็คออกได้อย่างง่ายดาย

ด้านหน้าที่เห็นเป็นสง่าเลยก็คือกล้องหน้าถัดจาก ลำโพงสนทนา ด้านล่างมีปุ่ม Home ใหญ่ๆเหมือนเดิม 1 ปุ่ม ที่สังเกตไม่เห็นแต่มีก็คือ Proximity Sensor และ Ambient Light Sensor ทั้ง 2 ช่วยในการทำงานของเครื่องในการตรวจจับตัวเครื่องวางอยู่แนวไหน กับ ตรวจจับวัตถุเพื่อปิดจอในขณะคุยโทรศัพท์

ด้านหน้าไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ Retina Display ที่โดดเด่นมาก หน้าจออย่างที่บอกว่าเป็นมาตรฐานที่สุด ทั้งขนาด ทั้งความสวยงาม การตอบสนอง ตอนนี้เต็มร้อยเอาไป 100 เลยเพราะว่าหน้าจอของ iPhone จุดเด่นจริงๆคือเรื่องความแม่นและการตอบสนอง แต่ใน iPhone 4 ได้จัดมาเต็มในเรื่องของความชัด ด้วยการใช้ IPS Panel ที่ใส่ความละเอียดมาสูงมาก บวกกับ Retina Display ที่ให้ความละเอียดของตัวหนังสือบนหน้าจอเกินสายตาของมนุษย์กันเลยทีเดียว

iPS Panel ช่วยให้หน้าจอ เปล่งแสงได้สวยขึ้นเพราะเป็นหลอด LED ด้วย Contrast ที่สัดส่วน 800:1 แถมหน้าจอ iPhone 4 มีความละเอียดสูงมาก อย่าง 640 x 960 พิกเซล จากของเดิม iPhone 3GS อยู่ที่ 320 x 480 พิกเซลซึ่งเทียบกันแล้วเยอะขึ้นมา 4 เท่ากันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ทำให้หน้าจอ iPhone 4 เหนือกว่า iPhone 3GS แบบไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว

ความสามารถของ Retina Display นั้นทำให้มีความละเอียดถึง 326 พิกเซลต่อนิ้ว ซึ่งสูงกว่าที่ตามนุษย์จะมองเห็นแล้ว ดังนั้นเราจะเห็นตัวหนังสือกันเป็นเส้นๆเลยทีเดียวไม่มีแตกลายงาให้เห็น นอกจากนี้เรื่องของจำนวนสีที่สูงมากถึง 16 ล้านสีเลยทำให้การแสดงผลของภาพเป็นไปได้อย่างสวยงาม สีสด สีดำเห็นลึก เนื่องจากยังเป็น LCD เลยทำให้สู้แสงได้ดีกว่าหน้าจอ Super AMOLED ของ Samsung อีกด้วย และสุดท้ายแน่นอนพระเอกของ Apple เลยก็คือ Multi-Touch ที่เป็นสัมผัสมหัศจรรย์ที่สุดของ Smartphone ทำให้ควบคุมการทำงานได้อย่างง่ายดาย

สิ่งสำคัญอีกอันที่ยังลืมไม่ได้เลยคือ Gyroscope ที่เอาไว้ใช้บนเฮลิคอปเตอร์ แต่หลายคนอาจจะสงสัย iPhone 4 มันจะใส่มา”เพื่อ” คำตอบคือเอามาช่วยให้ Sensor ตอบสนองได้ดีขึ้น การเล่นเกมการหมุน/เอียงเครื่องไปมาได้สมจริงขึ้น

มาต่อที่รอบๆเครื่องด้านซ้าย ยังคงเหมือนเดิมในเรื่องปุ่มที่มี ปุ่มปิด/เปิดเสียง ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง รวมกัน 3 ปุ่ม แต่ที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือ ดีไซน์ของปุ่ม ปุ่มปิด/เปิดเสียงนั้นถูกออกแบบใหม่ให้ยาวขึ้น ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงก็เปลี่ยนดีไซน์เป็นปุ่มกลมๆ และทั้ง 3 ปุ่มมีวัสดุเหมือนกับรอบๆเครื่องนั่นก็คือ สแตนเลส ส่วนด้านล่างจะเห็นเป็นรอยขีดซึ่งส่วนนี้เป็นเสาอากาศที่ว่านั่นเอง

ด้านขวา มีช่องใส่ซิม ซึ่งแตกต่างกับ iPhone 3GS ตรงที่มันมาอยู่ด้านข้างนี่แหละ (3GS อยู่ด้านบน) วิธีการดึงก็ยุ่งยากแบบเดิมนั่นก็คือต้องเอาที่ดึงซิมมาดันถาดซิมออกมา แต่ว่าบางคนอาจจะใช้อุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะเหมือนกับที่ดึงก็ได้ แต่ปัญหาใหม่กำลังมาก็คือ ซิม ที่ใช้ เปลี่ยนเป็น microSIM  ทำให้ตอนนี้หลายๆคนกังวลในเรื่องนี้ไม่น้อยกลัวต้องมานั่งตัดซิม หรือเวลาเปลี่ยนซิมอาจจะยุ่งยาก แต่ว่าทาง Operator แน่นอนเปลี่ยนซิมให้ฟรีและตอนนี้ในไทยก็พร้อมทุกค่ายแล้ว แต่เรื่องซิมที่ไม่สามารถเอาไปใช้ร่วมกับโทรศัพท์อื่นได้นั้นก็มีตัวแปลงออก มาขายแล้วราคาไม่แพง นอกจากนี้ประโยชน์ของ microSIM มันยังทำให้มีพื้นที่ในตัวเครื่องมากขึ้นเพื่อเพิ่มแบตเตอรี่ขึ้นมานั่นเอง

ด้านบน มีปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (Sleep/Wake) ที่เดิมแต่เป็นสแตนเลส และมีรูเสียบหูฟัง 3.5 มม. เหมือนเดิม แต่ที่พิเศษขึ้นมาก็คือมีไมค์ตัดเสียงอยู่ด้านข้างรูเสียบหูฟัง เพื่อใช้ในการตัดสียงรบกวนรอบๆ ทำให้การสนทนาเป็นไปได้ราบรื่นขึ้น

ด้านล่าง ยังคงเหมือนกัน iPhone รุ่นเก่านั่นก็คือมี ช่องเสียบ Dock USB , ไมค์รับเสียง, ลำโพง 3 อย่างตามสูตร

ด้านหลัง มีกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ Autofocus มี LED Flash อยู่ข้างๆ และแน่นอนว่าถอดฝาหลังและเพิ่มการ์ดหน่วยความจำไม่ได้ตามระเบียบ

About Author

shyboy

shyboy