
|
HTC HD2 สัมผัสไฮโซ Articles by platform ([email protected])
วิวัฒนาการของขนาดมือถือมันช่างเป็น Wave รูปโค้งตัว S เสียจริง ๆ เดี๋ยวก็ยืดเดี๋ยวก็หด เอ๊ะ ช่างเป็นอะไรที่น่าเบิกบานใจกันรึเปล่าถึงมีวิวัฒนาการแบบแปลก ๆ ให้มนุษย์มนาใช้กัน คุณผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่วัยเอ๊าะ ๆ อาจจะงุนงงกับประโยคเหล่านี้กันแน่เลย ก็เพราะคุณหนู ๆ ทั้งหลายประสบพบกับมือถือยุคเล็กกว่าฝ่ามือแล้วน่ะสิครับ อ้าว ถ้างั้นสมัยก่อนเขาใช้ขาหมูโทรกันหรืออย่างไร?
ถ้าจะบอกว่ามือถือสมัยก่อนมีขนาดเท่าขาหมูจริงหรือไม่ ผมตอบได้เลยว่าจริง เอาเป็นว่าขอย้อนยุคสมัยอนาล๊อค Cellular ทั้งหลายเพิ่งเริ่มจะบูมในยุค 80 กันดีกว่า สมัยนั้นมือถือส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเท่ากระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวัยเจริญพันธุ์แล้ว บางรุ่นถึงขนาดจะต้องนำแท่นแบตเตอรี่อันหนักอึ้งหิ้วไปไหนมาไหนด้วย ราคามือถือสมัยนั้นไม่ต้องพูดถึงครับว่ากันที่หลักแสนเท่านั้น และหลักแสนสมัยนั้นก็น่าจะเทียบค่าเงินกับหลัก 4 แสนบาทในสมัยนี้โดยประมาณ
Motorola Dynatac
และในยุคนี้มีมือถือรุ่นหนึ่งที่ทำให้แบรนด์มือถือชื่อดังผงาดขึ้นเป็นยุทธจักรการสื่อสารของโลกนั่นก็คือ Motorola ที่ริเริ่มนำ Dynatac ภายในปี 1983 จนโด่งดังโดยมีจุดเด่นที่ดีไซน์สวย (สำหรับสมัยนั้น) และเป็นต้นแบบมือถือทรงกระติกน้ำจนเป็นที่พูดถึงกันมากพอดู เมื่อ Dynamic ประสบความสำเร็จก็มีรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ชื่อนี้จนถึงปี 1994 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Startac
สมัยนั้นมักเปรียบเทียบมือถือขนาดยักษ์กับสิ่งของอื่น ๆ เพื่อความโปกฮา (อาจจะมีอารมณ์ขันแกมอิจฉาที่คนรวยชอบใช้ของแพง เอิ๊ก) เช่น เรียกมือถือนั้นว่า เอ่อ ขอกราบเรียนอภัยนะครับที่กล่าวคำไม่สุภาพ คนไทยส่วนใหญ่มักเรียกว่า ”มือถือรุ่นกระดูกหมา” เปรียบเปรยขนาดเครื่องที่ใหญ่จนสามารถใช้ทำร้ายร่างกายคนได้ ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ลองคิดดูสิครับคุณหนู ๆ หรือฝรั่งเขาจะเรียกว่า Brickphone หรือมือถือก้อนอิฐเพราะเหลี่ยมเสียเหลือเกิน และมีคำเปรียบเปรยอีกหนึ่งอย่างที่คนไทยก็ชอบแซวไม่แพ้กันคือ ”มือถือกระติกน้ำ” ล้อเลียนเสาอากาศที่ใหญ่และเด่นสะดุดตาดูไม่แตกต่างจากกระติกน้ำเด็กในสมัยก่อนจริง ๆ
หลังจากนั้นมือถือระบบอนาล๊อคก็ค่อย ๆ ลดขนาดลงเรื่อย ๆ ตามการพัฒนาของระบบการสื่อสารและคมนาคมที่ค่อย ๆ พัฒนาตามเทคโนโลยีจนเหลือมือถือที่มีขนาดเกือบเท่าฝ่ามือและยังมีรูปแบบฝาพับให้ใช้งานอีกด้วย
จากนั้นมือถือระบบดิจิตอล GSM ก็เริ่มแพร่หลายในประเทศพัฒนาทั้งหลายและประเทศที่กำลังพัฒนาในบ้านเราก็เริ่มถูกแนะนำตัวช่วงกลางยุค 90 ในนาม Digital GSM 2 watts (ชื่อยาวเนาะ) โดย AIS ที่มีคุณทักษิณ ชินวัตรยังเป็นเจ้าของอยู่ สมัยนั้นถูกโปรโมตอย่างหนักในจุดเด่นด้านความทันสมัย ความปลอดภัยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจูนให้คนอื่นใช้ฟรีเหมือนอนาล๊อค เสียงชัดแจ๋วด้วยคลื่นความถี่ 900 MHz กำลังส่งถึง 2 วัตต์ (จนมีวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่ากำลังส่งนี้แรงเกินเสียนจนทะลุทะลวงสมองอย่างหนัก) และแน่นอนในเมื่อมาก่อนและเป็นของใหม่มาก ๆ สำหรับสังคมไทยทำให้ AIS จึงสามารถวางภาพพจน์ GSM 2 Watts ให้เป็นพรีเมี่ยมแบรนด์มีเกรดมีราคาได้อย่างง่ายดาย
การเดินทางเข้าสู่ยุคดิจิตอลก็ทำให้บริษัทมือถือริเริ่มแข่งขันกันพัฒนาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอีกมากกกกกกก (สมัยนั้นอนาล๊อคได้รับความนิยมมากกว่า) ในที่สุดผู้ที่สามารถตักตวงจากจุดเปลี่ยนครั้งนี้คือ Nokia, Motorola, Ericsson, Siemens และ Philips
Nokia 3210
แต่มือถือที่เป็นจุดเปลี่ยนของการออกแบบนั้นเราต้องยกให้ Nokia 3210 เท่านั้น ด้วยรูปลักษณ์ที่ฉีกแนวมือถือดิจิตอลยุคนั้นที่ยังมีกลิ่นอายของมือถือยุคอนาล๊อคที่มีเสาอากาศในตัวและเรือนร่าวก็ยาวเสียเหลือเกิน
Nokia 3310
ความแตกต่างของ 3210 ที่มีขนาดเล็กลงและไร้เสาอากาศนั้นช่วยทำให้แบรนด์ Nokia มีสีสันในตลาดมากขึ้นและมือถือ 1 ในรุ่นสำคัญที่น่าจะเรียกว่าเปลี่ยนแปลง Nokia ขึ้นผงาดนั่นก็คือมือถือขวัญใจมหาชน 3310 คุณสมบัติคงไม่ต้องพูดถึงกันมากนี่คือมือถือในฝันของลูกค้าทั่วโลกและชาวไทยต้นยุค 2000 เชียวนะครับ เรื่องขนาดน่ะหรอเท่ากับฝ่ามือเชียวล่ะ
หลังจากนั้นเป็นต้นไปมือถือยุคนั้นก็ต้องออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด(ในแบบที่เทคโนโลยีอำนวย) และขอบอกเลยว่ายิ่งเล็กเท่าไรยิ่งดีใครสนองได้ก็ได้ยอดขายไป ปรากฏว่า Nokia, Motorola, Ericsson และ Siemens ก็เป็นค่ายมือถือหัวแถวของเมืองไทยที่กวาดยอดขายจากความนิยมมือถือขนาดเล็กลงไป
Motorola RAZR V3
สักพักพอถึงยุคจอสีเริ่มฮิตในปี 2002-2003 มือถือก็ชักจะเริ่มเล็กลง ๆ ไปเรื่อย ๆ ถ้ารุ่นไหนมีขนาดใหญ่เกินครึ่งฝ่ามืออาจจะโดนโห่ไล่ได้ และปลายปี 2004 ก็มีปรากฏการณ์ความบางมาเยือน เมื่อ Motorola ส่งมือถือ RAZR V3 มากอบกู้แบรนด์และยอดขายจนเป็นปรากฏการณ์ฮิตถล่มทลายแม้แต่เจ๊ Samsung ก็เบรคไว้ไม่อยู่จริง ๆ และนับแต่นั้นมือถือรุ่นไหนที่ไม่เล็กและไม่บางแล้วล่ะก็รุ่นนั้นมีอันต้องตกกระป๋องทันที เอ้า ในเมื่อมีมือถือบาง ๆ ให้เลือกทำไมต้องเลือกอันหนา ๆ ล่ะเนาะ
พอ RAZR V3 เริ่มหมดความฮิตลงเรื่อย ๆ ทันใดนั้น Apple ผู้ผลิตอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ไอทีชั้นนำเปิดตัวมือถือชนิดพลิกโลกที่เราต้องพูดซ้ำอีกครั้งอย่าง iPhone กับมือถือจอสัมผัสที่หวนกลับไปสู่มือถือยุคดิจิตอลเริ่มแรก คือ มีขนาดใหญ่เกินครึ่งฝ่ามือเพราะ Apple ออกแบบจอให้มีขนาดใหญ่มากพอที่จะสัมผัสแถมยังมีความกว้างมากที่สุดในโลกการสื่อสารในรอบหลายสิบปี แต่ยังไม่ละทิ้งความบางอันเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน
จากนั้นมาทัชโฟนระดับบน ๆ หลาย ๆ รุ่นจะต้องออกแบบให้จอใหญ่ เครื่องใหญ่ แต่บางแทบทั้งนั้น ถ้าไม่ใช้จอใหญ่ ๆ การใช้งานด้วยนิ้วคงลำบากไม่น้อยนักเพราะระบบปฏิบัติการส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับสัมผัสด้วยนิ้วเหมือน iPhone เลย คงจะมีเพียง HTC ที่ออกแบบอินเตอร์เฟซ TouchFlo สำหรับการใช้งานด้วยนิ้วครอบทับ Windows Mobile ดั้งเดิม
เทรนด์มือถือจอสัมผัสจอใหญ่ เครื่องกว้างและบางนั้น HTC ก็ได้รับอิทธิพลมาไม่น้อย แทบจะไม่ต้องบอกเลยว่ารุ่นไหนมีขนาดเป็นอย่างไรเพราะมือถือ Hi-End ของพวกเขามีขนาดหน้าจอและขนาดเครื่องที่ใหญ่พอสมควร แต่ออกแบบให้บางจนถึงบางเฉียบแทน
โดยส่วนตัวผมเห็น HTC ทำเครื่องระดับบน ๆ แล้วดูสุด ๆ จริง ๆ คือทั้งใหญ่ ทั้งสเปคหรู และที่สำคัญแพงมากกกตามคุณค่าของแบรนด์
ที่สำคัญ HTC HD2 เครื่องนี้ก็หนีไม่พ้นจอใหญ่ กว้างและแบน อ๊ะยังไม่พอฮียังทำลายสถิติสมาร์ทโฟนด้วยขนาดจอ 4.3 นิ้วด้วยนะเออ นี่ขนาดเราไม่นับ LG Chocolate BL40 นะเนี่ยถือว่า HTC HD2 ใหญ่พอตัวเลยนะเนี่ย
ยัง ยังไม่พอ ในเมื่อมีเรือนร่างหน้าจอและเรือนร่างที่ใหญ่ขนาดนี้ ยังติดตั้ง CPU ความเร็วระดับ 1 GHz รับประกันความเร็วโดย SnapDragon ตามเคย อือหือจะ Pecfect ไปถึงไหนนี่
เกริ่นสาระน่ารู้มายืดยาวขนาดนี้ ก็อยากจะพอไปทำความรู้จัก HTC HD2 เสียหน่อยครับ |




