
ตัวเครื่อง BlackBerry Curve 9380
BlackBerry Curve 9380 เป็นทัชโฟนที่รูปทรงเหมือนๆ กับตัว BlackBerry Torch 9860 ที่เป็นทัชโฟนไม่มีแป้นพิมพ์เหมือนกันนั่นเอง แต่มีขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย ตัวหน้าจอก็เล็กลง แต่จับถือได้ถนัด และมีน้ำหนักเบากว่าเดิมพอสมควรครับ ตัวเครื่องมีน้ำหนัก 98 กรัม ขนาดวัดแล้ว 109 x 60 x 11.4 มิลลิเมตร

วัสดุนั้นเป็นพลาสติกธรรมดาระดับล่าง ที่ทำให้น้ำหนักของตัวเครื่องค่อนข้างเบานั่นเองครับ ซึ่งตัวพลาสติกรอบๆ ตัวเครื่องด้านหน้านั้นเป็นสีดำเงา ทำให้มีรอยนิ้วมือติดค่อนข้างมาก แต่รอบๆ ตัวเครื่องจะเป็นพลาสติกด้านผสมเนื้อยางเทฟลอนให้พอจับนุ่มมือ ตัวปุ่มควบคุมเสียงและกล้องกลืนกับส่วนแกนตัวเครื่องด้านข้างเรียบสวยงามดีครับ

หน้าจอของ BlackBerry Curve 9380 นั้นเป็นหน้าจอแบบ TFT LCD Capacitive touchscreen 16 ล้านสี ขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ HVGA 360 x 480 พิกเซล หน้าจอมีระบบสัมผัสที่แม่นยำว่องไวดี การแสดงผลก็ถือว่าดีเลยทีเดียว ให้สีสันได้สดใสดี คอนทราสปานกลาง แต่ใช้งานกลางแจ้งได้ค่อนข้างเยี่ยมครับ โดยมุมมองด้านข้างของหน้าจอก็ดูดีไม่ใช่ย่อยเลยล่ะ แต่หน้าจอสัมผัสของ BlackBerry ก็ยังไม่มีระบบ Haptic feedback ให้อยู่ดี

แป้นพิมพ์ QWERTY ขาดหายไป ต้องใช้แป้นพิมพ์จำลองบนหน้าจอแทนครับ ซึ่งแป้นพิมพ์ขนาดค่อนข้างเล็กไปหน่อยบนหน้าจอแนวตั้ง แนวนอนก็ขยายขึ้นไม่มาก การจัดเรียงปุ่มก็ดูคุ้นเคยดีอยู่ โดยรวมแล้วพิมพ์เร็วๆ ยังไม่ค่อยถนัด แต่ด้วยหน้าจอที่สัมผัสแม่นยำก็ทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นครับ เวลาพิมพ์นั้นมีระบบช่วยสะกดคำด้วย ไม่ชอบก็สามารถปิดได้

ตัวเครื่องด้านหน้าเหนือหน้าจอมีลำโพงเสียงสนทนา และไฟ LED แสดงสถานะแจ้งเตือนต่างๆ อยู่ ด้านล่างหน้าจอมีแผงปุ่มควบคุมแบบกึ่งสัมผัส 4 ปุ่ม กับ Optical Trackpad มาตรฐานที่คุ้นเคยดีบน Curve ซีรีย์

ด้านขวามีชุดปุ่มควบคุมเสียงที่มีปุ่ม หยุด/เล่น ให้ด้วย และยังมีปุ่มลัดฟังก์ชั่นกล้องสามารถเปลี่ยนเป็นปุ่มลัดอื่นๆ ได้ แต่หลักๆ ยังใช้เป็นชัตเตอร์ถ่ายภาพ

ด้านซ้ายมีช่อง micro USB

ด้านบนมีปุ่ม ล็อค / ปลดล็อค หน้าจอ รวมถึงช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ด้านล่างมีเพียงช่องไมโครโฟน

ด้านหลังมีเลนส์กล้อง 5 ล้าน พร้อมด้วย LED แฟลช เลย์เอาท์ดูเหมือนๆ กับ Curve ตัวเก่าๆ มาก ฝาหลังนั้นเป็นแบบพลาสติกดำเงา มีลำโพงเสียงอยู่บนรอยต่อระหว่างฝาหลังกับชิ้นส่วนด้านล่าง ฝาหลังใช้วิธีงัดจากฝั่งพอร์ท micro USB

ใต้ฝาหลังมีแบตเตอรี่ และช่องใส่ microSD card รองรับ Hot-swap พร้อมด้วยช่องใส่ซิมการ์ดครับ

แบตเตอรี่ Li-Ion ความจุ 1,250 mAh สามารถใช้งานได้ประมาณวันกว่าๆ หรือ 22-36 ชั่วโมง ครับ แต่ส่วนใหญ่หากใช้งานบนเครือข่าย 3G และใช้งานดาต้าผ่าน 3G ก็ต้องชาร์จวันต่อวัน ใช้งานสนทนาต่อเนื่องได้ราวๆ 5 ชั่วโมง 30 นาที