ASUS Zenfone 3 รุ่นใหม่ที่รอบนี้ยกเครื่องงานดีไซน์และวัสดุออกมาใหม่ดูดีกว่าเก่าค่อนข้างเยอะ แต่ราคาเองก็สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนเช่นกัน นั่นอาจเป็นอีกเหตุผลที่รอบนี้ Zenfone 3 ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนสองรุ่นที่ผ่านมาก็ได้ แต่คราวนี้วัสดุโลหะประกบด้วยกระจกสวยๆ ขนาดกระทัดรัดดูแข็งแรง แต่หน้าตาต้องบอกว่ายังดูจีนๆ ไปหน่อย เดี๋ยวมาลองดูกัน
สเปคเครื่อง ASUS Zenfone 3 (ZE552KL)
– หน้าจอ 5.5″ Full HD, Bluelight filter, กระจก Gorilla Glass 2.5D
– ชิปเซ็ต Snapdragon 625 Octa-core 2.0GHz
– หน่วยความจำ RAM 4GB, ROM 64GB (รองรับ Micro SD)
– ระบบ Android 6.0 + ZenUI 3.0
– กล้องหลัง PixelMaster 16MP F2.0, Laser auto-focus, OIS 4 แกน
– กล้องหน้า PixelMaster 8MP F2.0, Beauty face
– ถ่ายวิดีโอ 4K ระบบกันสั่น EIS แบบ 3 แกน
– แบตเตอรี่ 3000 mAh (ถอดเปลี่ยนไม่ได้)
– เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
– รองรับ 4G LTE และระบบ Dual SIM Standby ถาดซิมแบบ Hybrid
– รองรับ USB Type-C 2.0
– ราคา 14,990 บาท
กล่องแพ็คเกจสีดำขนาดพอดีเครื่อง สกรีนสีทองเล็กๆ หรูๆ ใต้เครื่องจะมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ ทั้งอแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ และสาย USB Type-C รวมถึงชุดหูฟังด้วย
บอดี้ด้านหน้าดูโดยรวมก็โอเคนะ ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่ที่ดูดีคือหน้าจอ 5.5″ Full HD ขอบจอบาง และกระจก 2.5D โค้งนิดๆ กำลังสวยเลย ที่เห็นจะมีเซ็นเซอร์ต่างๆ และกล้อง 8 ล้านพิกเซลอยู่ด้านบน ด้านล่างจะมีปุ่มควบคุมแบบสัมผัสครับ
ด้านหลังก็เป็นกระจกโค้งแบบเดียวกับด้านหน้าเลยครับ ประกบกันสวยๆ ตามแบบฉบับสมาร์ทโฟนดีไซน์สวยในปัจจุบัน แสงสะท้อนค่อนข้างเยอะถ่ายภาพยากมาก -_- มีเซ็นเซอร์กล้อง 16 ล้านพิกเซล เห็นข้างซ้ายนั้นคือเลเซอร์โฟกัสนะครับ ข้างขวาเป็นแฟลชแบบ Dual-tone ใต้กล้องมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตอบสนองได้ดีนะ ใช้เป็นชัตเตอร์ถ่ายภาพ หรือ Gesture motion อื่นๆ ได้อีกนิดหน่อย โปรไฟล์สแกนลายนิ้วมือสร้างได้หลายโปรไฟล์ ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ลักษณะตามมาตรฐานเลยครับ
ขอบรอบๆ ตัวเครื่องเป็นผิวโลหะโค้งตัดขอบสวยๆ ครับ มีถาดซิมอยู่ด้านซ้าย ปุ่มพาวเวอร์กับปรับเสียงด้านขวา ด้านล่างมีพอร์ท USB Type-C ช่องลำโพงเสียง และไมโครโฟน ขอบบนมีไมโครโฟนตัวที่สอง และช่องหูฟัง 3.5 mm เส้นๆ สองด้านที่เห็นเป็นแนวเสาอากาศ
สรุปวัสดุงานออกแบบต่างๆ ออกมาดูดีแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมยังรู้สึกหน้าตามันแนวๆ มือถือจีนอยู่ดี คือจริงๆ มันก็สวยโอเคอยู่นะครับ อันนี้แล้วแต่คนชอบอยากให้ลองสัมผัสตัวจริงกันเอาเอง
ซอฟท์แวร์ ASUS Zenfone 3 มาพร้อม Android 6.0 Masrshmallow ที่ตกแต่งด้วย ASUS ZenUI 3.0 ครับ หน้าตาคุ้นเคยกันดียังไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นหลัก Quick settings, Notifications และ Recent Apps ยังคงเดิม มีปักหมุดหน้าแอพพลิเคชั่นได้
ตัว ASUS ZenUI 3.0 สามารถเปลี่ยนธีมสีต่างๆ ได้หลากหลาย มีให้โหลดทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงินครับ หน้าจอหลักมีปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย ทั้งขนาดไอคอน และเอฟเฟ็คต์เลื่อนหน้าจอ นอกจากนี้ก็เปลี่ยนฟอนต์และขนาดฟอนต์ที่แสดงผลได้ด้วยแจ่มเลย
Zenfone 3 ก็ยังมี Gesture motion ต่างๆ ให้ปรับแต่งใช้งานเพื่อความสะดวก เปิดปิดได้ด้วย ใครยังไม่เคยลองตั้งค่าใช้งานล่ะก็ อยากให้ลองดูมันมีประโยชน์จริงๆ นะลองใช้งานกันครับ
ระบบสแกนลายนิ้วมือ Zenfone 3 ถือว่าทำงานได้ดีครับ สแกนได้แม่นยำ และรวดเร็วดีครับ สร้างได้หลายโปรไฟล์ ใช้รับสาย เปิดกล้อง หรือถ่ายภาพได้ สามารถปลดล็อคเครื่องได้เลยโดยไม่ต้องเปิดหน้าจอครับ
ASUS Zenfone 3 เครื่องนี้รองรับ 4G LTE และระบบ Dual SIM Standby ครับ ถาดซิมเป็นแบบไฮบริด SIM1 / SIM2 หรือ Micro SD ที่รองรับสูงสุดถึง 2TB เลยทีเดียวนะ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความจุถึงระดับนี้หรอก อื่นๆ ก็มีระบบบล็อคเบอร์ในตัว WiFi, Hotspot และ USB Type-C 2.0 ด้วย
เครื่องสามารถดาวน์โหลดเกมส์หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ กันได้จาก Google Play Store ครับ มีให้เลือกเพียบ ซึ่งเท่าที่จับๆ มาก็เล่นได้ทุกแอพพลิเคชั่นยอดนิยมแบบไม่มีปัญหาเลย
แอพโซเชียลหลักๆ อย่าง LINE, Facebook และ Instagram ใช้งานได้ดีทั้งหมดครับ
ประสิทธิภาพเครื่อง Zenfone 3 ทำได้ดีพอตัวเลยกับสเปคเครื่อง Snapdragon 625 แบบ Octa-core 2.0GHz กราฟฟิคชิป Adreno 506 พร้อมด้วย RAM 4GB จัดเต็ม กับ ROM 64GB เน้นๆ แถมเพิ่ม Micro SD ได้อีกสูงสุดถึง 2TB เลยด้วย การใช้งานโดยรวมรวดเร็วเสถียรดี ยังไม่เจอปัญหาค้างหน่วง หรือแอพฯ เด้งเลยครับ ผลทดสอบ AnTuTu ก็ทำได้ถึง 61,XXX คะแนนครับ โอเคนะ
ใช้งานดูหนัง Full HD ได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นเกมส์ก็เล่นกัน ภาพสมูทมาก โหลดไวและเล่นนานเครื่องไม่ร้อนด้วยครับ ระบบเสียงถือว่าโอเค หน้าจอใหญ่กว่านี้อีกนิดน่าจะดูหนังได้สะใจกว่านะ
แบตเตอรี่สำหรับ ASUS Zenfone 3 ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังสักเท่าไหร่ แต่เอาจริงๆ นี่ให้แบตระดับ 3000 mAh ก็ถือว่าพอเหมาะพอตัวครับ โหมดพลังงานจะมีแบบเน้น Performance ให้ด้วย และมี Power saving กับ Super saving สามารถปรับแต่งเอาได้เอง และมีระบบ Smart switch ที่ตั้งได้ว่าให้เปลี่ยนมาประหยัดพลังงานตอนกี่ % และตั้งเป็นช่วงเวลาได้ด้วยครับ
ที่ทดลองใช้งานมาหากใช้งานไม่หนักบางวันอยู่ได้ 13-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ใช้งานปกติจะอยู่ราวๆ 8-10 ชั่วโมงครับ
กล้องถ่ายภาพรุ่นนี้ถือว่าจัดเต็มสไตล์เรือธง โดยมีกล้องหลัง PixelMaster 16MP รูรับแสง F2.0 พร้อมระบบ Laser auto-focus และมีระบบกันสั่น OIS แบบ 4 แกนด้วย ถ่ายวิดีโอได้แบบ 4K มีระบบกันสั่น EIS แบบ 3 แกน เนียนๆ ส่วนกล้องหน้า PixelMaster 8MP รูรับแสง F2.0 เหมือนกัน มีโหมด Beauty face ปรับได้หลากหลายครับ
นอกจากนี้ก็มีโหมดถ่ายภาพแบบ Manual ด้วย สามารถปรับ White balance, EV และ ISO ได้สูงสุด 3200 ส่วนสปีดชัตเตอร์ก็สามารถปรับได้เร็วสุด 1/1000 ครับ ไม่ได้หวือหวามากนักแต่ก็มีประโยชน์อยู่ ระยะโฟกัสก็ปรับได้ด้วยเช่นกันนะ ลองดูตัวอย่างภาพคร่าวๆ กัน
ภาพกล้องหลังส่วนตัวคิดว่าใช้งานได้ดี ถ้าให้คะแนนก็สัก 7/10 ยังไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็โฟกัสได้ไว และระยะโฟกัสใกล้ๆ ก็ดี
ส่วนกล้องหน้าแสงยังดูหม่นๆ แต่โหมด Beautification ก็ถือว่าทำมาได้โอเค แต่ยังเกลี่ยภาพได้ไม่นวลเท่าที่ควร เทียบจริงๆ OPPO เหนือกว่าพอสมควร ภาพซ้ายคือถ่ายกลางวันแสงเยอะ ขวาคือแสงน้อยใต้ไฟนีออนครับ
สรุปการใช้งาน ASUS Zenfone 3 ก็ถือว่าประสิทธิภาพดีใช้งานคล่องตัวดีครับ แต่หน้าตาอาจจะดูจีนๆ ไปหน่อย คือมันมาแนวๆ Zenfone เดิมแล้วดูเหลี่ยมๆ ไปนิด ไม่ค่อยโค้งมน ยกเว้นส่วนของกระจก และขอบมุม 4 ด้าน เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เรื่องกล้องอยู่ในระดับปานกลาง โดยรวมถือว่าน่าเล่นอยู่ แต่ติดตรงราคาที่ 14,990 บาท อาจไม่ใช่ราคาที่หลายคนคาดหวังกับ ASUS Zenfone เท่าไหร่ครับ





































