ถือว่าเป็นปีที่ 2 แล้วที่ mxphone ตามติด iPhoneMod ซึ่งเป็นแฟนไซต์ Apple อันดับ 1 ของเมืองไทย มาที่ Sydney ประเทศออสเตรเลีย มาเกาะติดกับสถานการณ์การวางจำหน่าย iPhone 8 / iPhone 8 Plus ที่จำหน่ายในกลุ่มประเทศแรก และถือเป็นประเทศที่ 2 ที่วางจำหน่าย ต่อจาก New Zealand (เทียบจาก Time zone)
แต่ทั่วโลกต่างจับตามองการวางจำหน่ายที่ Apple Sydney มากที่สุด เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ และขายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และในทุกปีจะมีนักข่าวหลากหลายสำนักต่างมารอติดตามทำข่าวอยู่ที่นี่อย่างหนาแน่น และทีมงาน mxphone เองก็ได้ทำการ booking ไว้แล้ว และนัดรับเครื่องวันที่ 22 กันยายน 2017 เวลา 8.00 – 8.30 น. เลยทำให้ไม่ต้องไปต่อแถวข้ามคืนเหมือนปีที่แล้ว
แต่หากดูกระแสการต่อคิวเพื่อซื้อ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ในปีนี้ ถือว่าดูไม่ตื่นตาตื่นใจนัก ต่างจากปีที่แล้ว คิวที่ต่อแถวซื้อยาวมาก แต่ในปีนี้ ประมาณ 22.30 น. มีเพียงประมาณ 4 คิวเท่านั้น และช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจำหน่าย 15 นาที มีคนมาต่อแถวเพิ่มเป็น 30 คน ผมเองก็คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเพราะหลายๆ คนต่างรอคอย iPhone X มากกว่าที่จะรอ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ซึ่งจะวางจำหน่ายในกลุ่มประเทศแรกวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้
และแล้ว พอเข้ามาถึง Apple Sydney ก็พบกับเครื่อง Demo ที่ตั้งไว้ให้คนเล่นอย่างมากมาย ทั้งนี้ เนื่องจากทีมงาน mxphone ซื้อเครื่อง iPhone 8 Plus อยู่แล้ว (รอตืิดตามอ่านบทความตัวเด็มได้เร็วๆ นี้) เลยขอทำการ Preview เครื่อง Demo แทน จะได้ชมเครื่องจริงทุกสี ทุกรุ่น ก่อนอื่นมาชมสเปคกันก่อนเลย
สเปคเครื่อง iPhone 8
– จอแสดงผล Retina HD (IPS) 4.7″ 1334 x 750 พิกเซล 326ppi
– ขนาดเครื่อง 138.4 x 67.3 x 7.3 mm
– น้ำหนักเครื่อง 148 กรัม
– ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 (กันน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร ไม่เกิน 30 นาที)
– ระบบ Apple iOS 11
– ชิปเซ็ต Apple A11 Bionic six-core 64bit
– หน่วยความจำภายใน 64/256 GB
– RAM 2GB
– กล้องหลัก 12MP f/1.8 OIS PDAF + True Tone Quad LED Flash
– กล้องหน้า 7MP f/2.2 Ratina flash / VDO 1080p
– ถ่ายวิดีโอ 4K@24/30/60fps / Full HD@30/60fps
– VDO Slow motion 1080p@120/240fps
– ลำโพงเสียง 2 ตัว แบบสเตอริโอ ดังขึ้นจากเดิม 25%
– ไมโครโฟน 2 ตัว ตัดเสียงรบกวน
– พอร์ทหูฟังใช้อแดปเตอร์ Lightning to 3.5 mm headphone
– ระบบชาร์จไร้สาย (ใช้งานร่วมกับ Qi3 ได้)
สเปคเครื่อง iPhone 8 Plus
– หน้าจอ Retina HD (IPS) 5.5″ 1920 x 1080 พิกเซล 401ppi
– ขนาดเครื่อง 158.4 x 78.1 x 7.5 mm
– น้ำหนักเครื่อง 202 กรัม
– ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 (กันน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร ไม่เกิน 30 นาที)
– ระบบ Apple iOS 11
– ชิปเซ็ต Apple A11 Bionic 6-core 64bit
– หน่วยความจำภายใน 64/256 GB
– RAM 3GB
– กล้องหลัก Dual 12MP f/1.8 OIS PDAF 2X Digital zoom + True Tone Quad LED Flash + Portrait Lighting
– กล้องหน้า 7MP f/2.2 Ratina flash / VDO 1080p
– ถ่ายวิดีโอ 4K@24/30f/60ps / Full HD@30/60fps
– VDO Slow motion 1080p@120/240fps
– ลำโพงเสียง 2 ตัว แบบสเตอริโอ ดังขึ้นจากเดิม 25%
– ไมโครโฟน 2 ตัว ตัดเสียงรบกวน
– พอร์ทหูฟังใช้อแดปเตอร์ Lightning to 3.5 mm headphone
– ระบบชาร์จไร้สาย (ใช้งานร่วมกับ Qi3 ได้)
ดีไซน์ตัวเครื่อง
ว่ากันตรงๆ เลย แทบไม่ต่างจาก iPhone 7 / iPhone 7 Plus สักเท่าไหร่ มีแต่เพียงด้านหลังที่เปลี่ยนมาให้วัสดุจากอลูมิเนียม เป็น กระจก อันเนื่องมาจากต้องทำให้ตัวเครื่องรองรับการใช่้งานแบบ Wireless Charger ส่วนตัวของขอบเครื่องเองยังใช้อลูมิเนียมเช่นเดิม
เลยทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของเครื่องเพิ่มขึ้นมานั้นเอง
ตัวเครื่องที่วางจำหน่ายเอง มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Sliver, Gold และ Space Gray (Gold ของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus โทนสีจะเป็นคนละเฉดกัน) ลดลงจากรุ่น iPhone 7 / iPhone 7 Plus ซึ่งมี 5 สี แปลว่า สีที่หายไปจะมี Rose gold และ Jet Black
จากการที่ได้ลองสัมผัสพื้นผิวกระจกด้านหลังพบว่า ไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นที่ทำพื้นผิวกระจกมาก่อนหน้านี้ ผิวมันจะเงาๆ แต่จับดูแล้วกระชับ เนื่องจากขอบเครื่องที่เป็นอลูมิเนียมผิวด้าน ขอบกระจกทำโค้งมน ประมาณ 2D เรื่องความทนทาน ผมแยกเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรก หากเป็นกระจกของ iPhone 8 / iPhone 8 Plus นั้นจนทนรอยขีดข่วนได้ดีกว่าผิวที่เป็นอลูมิเนียม แต่แน่นอนกว่าคือ น่าจะทนการขีดข่วนรอยได้ดีกว่าสี Jet Black ที่ขึ้นชื่อลือชในก่อนหน้านี้มาก
ส่วนที่สองที่ทนต่อการตกกระทบ หากเป็นกระจก การตกในระยะที่ไม่สูงมาก แต่หากตรงมุมตกกระทบขอบพอดี ก็อาจจะทำให้ส่วนกระจกด้านหลังเครื่องแตกได้ง่าย ซึ่งต่างจาก iPhone 7 / iPhone 7 Plus ที่ตกพื้นส่วนของด้านหลังเครื่อง อย่างมากก็เป็นรอย บุบเล็กน้อย
ก็เรียกได้ว่าต้องวัดใจ และชั่งใจกัน ได้อย่าง และเสียอย่างครับ
ด้านหน้าตัวเครื่อง ก็ถอดแบบจาก iPhone 7 / iPhone 7 Plus ปุ่มกดแบบสัมผัส มาเช่นเดิมเดะ
ขอบข้างโค้งมนมีปุ่มเลื่อน เปิด/ปิด เสียง และปุ่มควบคุมเสียง
ด้านขวาจะมีปุ่มพาวเวอร์สำหรับ เปิด/ปิด หน้าจอ หรือกดค้าง เปิด/ปิด เครื่อง พร้อมช่องใส่ถาดสำหรับ nanoSIM
ขอบบนตัวเครื่องเรียบๆ ไม่มีอะไรเลย ด้านล่างจะมีพอร์ท Lightning และลำโพงเสียงสเตอริโอ พร้อมด้วยรูช่องไมโครโฟน
ด้านหลัง แน่นอนเป็นกระจกทั้งแผ่น ทำให้เส้นขอบต่างๆ ที่เป็นเส้นตัดของแผ่นอลูนิเนียมหายไป เนื่องมาจากเส้นตัดเหล่านี้ เป็นตัวรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ และ WiFi ทำให้ตัวเครื่องดูกระจกทั้งชิ้น สวยงามมากกว่าเดิม
หน้าจอแสดงผล
ทั้ง iPhone 8 / iPhone 8 Plus ยังใช้จอแสดงผลที่มีขนาดเท่าเดิม และความละเอียดเดิม (4.7 นิ้วใน iPhone 8 และ 5.5 นิ้วใน iPhone 8 Plus) แต่ส่ิ่งที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือเรื่องของเทคโนโลยี True Tone ที่ช่วยทำให้หน้าจอปรับการแสดงผลตามสภาวะของผู้ที่ใช่งาน ณ บริเวณนั้นๆ ทำให้สีของจอแสดงผลจะปรับไปตามโทนต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานมองจอแสดงผลแล้วรู้สึกสบายตา
และจริงๆ แล้ว เทคโนโลยี True Tone ไม่ใช่ของใหม่ แต่มาใน iPad Pro เป็นรุ่นแรก
กล้องถ่ายภาพปรับปรุงให้ดีขึ้น
เทคโนโลยีของกล้องบน iPhone 8 / iPhone 8 Plus ยังไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้มากนัก มีการปรับขนาดเซ็นเซอร์กล้องให้ใหญ่ขึ้น และเร็วขึ้น ประมวลผลภาพได้เร็วขึ้น การโฟกัสภาพขณะถ่ายรูปในที่แสงน้อยทำได้ดีและเร็วขึ้น ในส่วนของกล้องหน้าของทั้งสองรุ่น เพิ่มเติมในส่วนของ Ratina Flash และถ่าย VDO ได้ความละเอียดมากถึง 1080p
สิ่งที่เพิ่มเติมฟีเจอร์ใน iPhone 8 Plus อย่างขัดเจน คือโหมด Portrait Lightning หรือ การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล (มีเฉพาะใน iPhone 8 Plus และ iPhone X) เป็นการดึงภาพวัตถุ (ใบหน้าคน) ออกจากภาพพื้นหลัง จากนั้นทำการปรับปรุงแสง และสีในส่วนเฉพาะของหน้าคน ทำให้ดูสวย โดดเด่นมากขึ้น (ฟีเจอร์นี้ จะอธิบายในรีวิวเรื่องกล้องอีกครั้ง)
การถ่าย VDO ทั้ง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus มีการปรับปรุงในส่วนของการถ่ายวิดีโอ 4K ได้สูงสุดถึง 60fps และการแบบ Slow Motion รองรับการถ่ายที่ 1080p สูงสุด 240fps
iPhone 8 / iPhone 8 Plus วางจำหน่ายทั้งหมด 3 สี
ส่วนตัวผมถือว่า การที่ลดจำนวนสีลงเหลือเพียง 3 สี อาจจะเป็นการการันตีได้ว่า สีไหนเป็นสีที่ขายดี ยอดนิยม เลยทำให้ Apple ตัดสินใจลดสีที่จำหน่ายลงเหลือ 3 สี คือ Gold / Silver / Space Gray ซึ่งเป็นสียอดนิยม แต่ในความเห็นส่วนตัวนั้น ผมยกให้สี Silver เป็นสีที่ถูกใจที่สุดในครั้งนี้
โดยเฉพาะฝาหลังที่เป็นส่วนของกระจกที่ ดูยังงัย สีก็เป็นสีขาว ไม่ใช่สีเงินตามชื่อแต่อย่างใด
สถานการณ์ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ที่ Apple Sydney
ปีนี้ ทีมงาน mxphone ได้เกาะติดกับ admin page iPhoneMod ไปถึงที่ Sydney, Australia อีกครั้ง และก็วางแผนมาเป็นอย่างดีที่จะจอง iPhone 8 Plus ผ่านช่องทางออนไลน์ จะได้ไม่พลาดเหมือนปีที่แล้วที่จองซิ้อ iPhone 7 Plus ไม่ทัน เลยต้องทำให้ไปต่อคิวหน้าร้านข้ามคืน เพื่อที่จะสามารถซื้อมารีวิว (แต่ walk in ของ iPhone 7 Plus หมด เลยทำให้ซื้อได้แต่เพียง iPhone 7 เท่านั้น)
และถึงเวลาจอง ทีมงานก็จองผ่าน Online ได้ทั้งหมด 2 เครื่อง และทาง Apple Store หักเงินทันทีผ่านบัตรเครดิต และทีมงานเลือกไปรับเครื่องในวันที่ 22 กันยายน ช่วงเวลา 8.00 – 8.30 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คิว walk in จะได้ซื้อเป็นคนแรก
การแบ่งแถวมีทั้งหมด 2 แถวคือ ฝั่งซ้ายเป็นการ Pre-order จากช่องทาง Online และ แถวฝั่งขวา เป็นแถวสำหรับการ walk in ซึ่งคนที่จองผ่าน Pre-order จะรับเครื่องแบบชิลๆ ซึ่งผมเองเป็น 2 คิวแรกในคิวนี้ ซึ่งยืนต่อแถวหน้าประตู ตรวงข้ามคิวที่ walk in เลยได้เห็นว่า การทำข่าวของสำนักข่าวออสเตรเลียเป็นอย่างไร
คนที่มาต่อแถว 3 คนแรก เป็นคนในพื้นที่ที่ต่อแถวซื้อตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน รวมเวลากว่า 10 วันในการต่อแถวเพื่อเป็นคนแรกของ Apple Sydney ถามว่าคนที่ต่อแถวได้อะไร คำตอบคือได้ออกสื่อครับ ทุกสำนักข่าวต่างๆ มาทำข่าว และทาง Apple Sydney ต่างก็ต้องรับอย่างเต็มที่ ด้วยพนักงานเกือบ 100 คนที่มาปรบมือ และส่งเสียงต้อนรับอย่างอุดหนาฝาคั่ง
สำหรับค่าเครื่อง iPhone 8 / 8 Plus ที่ Australia แบบไม่ติดสัญญา เป็นดังต่อไปนี้
iPhone 8 64GB : 1,079 AUD หรือ 29,400 บาท
iPhone 8 256GB : 1,329 AUD หรือ 35,900 บาท
iPhone 8 Plus 64GB : 1,229 AUD หรือ 33,500 บาท
iPhone 8 Plus 256GB : 1,479 AUD หรือ 40,300 บาท
*คำนวนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 AUD = 27.25 บาท ผ่านบัตร MasterCard
และทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวของภาพรวมของ Apple Sydney ในวันเปิดขายวันแรก รวมไปถึงสัมผัสเบาๆ ของ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ทั้ง 3 สี สำหรับบทความหน้า เราจะมา Unbox เครื่องทั้งสองรุ่นจากเครื่องขายจริง และภาพจากกล้อง iPhone 8 / iPhone 8 Plus และเรามีคู่เด็ดอย่าง Samsung Galaxy Note 8 มาประชันกัน
ทิ้งท้ายของสัมผัสแรก ตอนนี้ ใครกำลังเล็งๆ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ตอนนี้ฟิล์มโฟกัสได้ออก Focus Super Glass 3D Full Frame กระจกกันรอยเต็มจอลงโค้งแข็งแกร่งพิเศษ ด้วยนวัตกรรม Strength Plus Technology ที่จะสร้างความแข็งแรงให้กับกระจก ทำให้มีความยืดหยุ่น รองรับแรกกระแทกได้ดี และปกป้องครอบคลุมถึงขอบโค้ง อีกระดับของการปกป้องที่มากกว่า ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของผู้บริโภค รองรับในรุ่น iPhone
หาซื้อได้ตามร้านมือถือชั้นนำทั่วไปได้เลย 🙂