รีวิว POCO F8 Series สเปกแรง แบตใหญ่ ลำโพง Bose จ่ายเริ่มต้นแค่ 17,990 บาท

โดย RingRangRung | 14 ธันวาคม 2568 เมื่อ 14:41 น.
รีวิว POCO F8 Series สเปกแรง แบตใหญ่ ลำโพง Bose จ่ายเริ่มต้นแค่ 17,990 บาท

POCO กลับมาทวงบัลลังก์ “Flagship Killer” อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยการเปิดตัว POCO F8 Series ซึ่งประกอบไปด้วยสองรุ่นเด็ด คือ POCO F8 Pro และ POCO F8 Ultra ที่ยังคงเน้นจุดขายหลักคือสเปกที่แรงระดับเรือธงในราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ปีนี้ได้มีการอุดจุดอ่อนและเสริมทัพคุณสมบัติระดับพรีเมียมเข้ามาแบบจัดเต็ม

แกะกล่อง

POCO F8 Series ใช้แพ็คเกจที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งภายในกล่องของ POCO F8 Pro และ F8 Ultra จะมีโทรศัพท์มือถือ, อะแดปเตอร์, สาย USB Type-C, เข็มจิ้มซิม, เคสป้องกัน, ข้อมูลด้านความปลอดภัย, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น และบัตรรับประกัน

ดีไซน์

ดีไซน์ของทั้งสองรุ่นถูกปรับให้พรีเมียมขึ้นด้วยรูปทรงแบบแบนทั้งตัวเครื่องและฝาหลังให้สัมผัสที่มั่นคงขณะถือใช้งาน

POCO F8 Pro ใช้กระจก Gorilla Glass 7i ที่ด้านหน้า กรอบอะลูมิเนียม และฝาหลังกระจกแบบด้าน ตัวเครื่องบางเพียง 8.0 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเบาที่ 199 กรัม มาพร้อม IR Blaster ที่ซ่อนอยู่ภายในวงแหวนแฟลช LED, รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 (แช่น้ำจืดลึก 1.5 เมตร ได้ 30 นาที) รุ่นนี้มี 3 สีให้เลือกคือ Black (สีดำ), Titanium Silver (สีเงินไทเทเนียม) และ Blue (สีน้ำเงิน)

ส่วนรุ่น POCO F8 Ultra หน้าจอใช้ POCO Shield Glass กรอบเป็นอะลูมิเนียม และที่ชอบที่สุดในรุ่นนี้คือจะมีตัวเลือกฝาหลังวัสดุนาโนเทคที่มีผิวสัมผัสคล้ายผ้ายีนส์ในรุ่น Denim Blue ซึ่งไม่ใช่ผ้าแต่ให้สัมผัสแบบพรีเมียมและไม่เก็บรอยนิ้วมือ ส่วนที่อีกสีที่มีวางจำหน่ายจะเป็นสี Black (สีดำ)

F8 Ultra รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และซ่อน IR Blaster ไว้ในวงแหวนแฟลช เป็นดีไซน์ใหม่ที่ดูสะอาดตาและลงตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การจัดวางพอร์ตและปุ่มต่างๆ:

  • ฝั่งขวา: มีปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์
  • ฝั่งซ้าย: ปล่อยโล่ง
  • ขอบเครื่องด้านบน: มี ลำโพง+ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน
  • ฐานเครื่องด้านล่าง: มีพอร์ต USB-C, ไมโครโฟน, ลำโพงหลัก และมีถาดซิมการ์ด

คุณสมบัติเด่นที่เพิ่มเข้ามาในซีรีส์นี้คือการรองรับ eSIM ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักเดินทางที่สามารถเปิดใช้งานได้ 2 ซิมพร้อมกัน (nano SIM + nano SIM หรือ nano SIM + eSIM หรือ eSIM + eSIM)

ทั้งสองรุ่นใช้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ อัลตราโซนิก ซึ่งรวดเร็ว แม่นยำ และรองรับการปลดล็อกแม้ขณะมือเปียก

หน้าจอ และระบบเสียง

หน้าจอของ POCO F8 Series มากับเทคโนโลยีหน้าจอ POCO HyperRGB ที่มีความละเอียดเทียบเท่า 2K ให้สีสันแม่นยำ คมชัด โดยที่ F8 Pro มาในขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2510×1156 พิกเซล ส่วน F8 Ultra มีขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว ความละเอียด 2608×1200 พิกเซล

ทั้งคู่เป็นจอ AMOLED ที่รองรับรีเฟรชเรท 120Hz สามารถปรับระดับได้ระหว่าง 60Hz กับ 120Hz ความสว่างสูงสุดถึง 3500nits รองรับ HDR10+ และ Dolby Vision พร้อมสีสันแบบ 12-bit ที่แสดงผลได้กว่า 68 พันล้านสี เทียบเท่าจอทีวีพรีเมียม

นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ในเรื่อง Low Blue Light, Flicker Free และ Circadian Friendly ซึ่งช่วยถนอมสายตา

ไม่ใช่แค่การแสดงผลที่ยอดเยี่ยม เรื่องระบบเสียง POCO F8 Series ก็ไม่ได้เป็นรอง เพราะได้รับการจูนเสียงโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง Bose แบรนด์เครื่องเสียงสัญชาติอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ในรุ่น POCO F8 Pro มีลำโพงสเตอริโอคู่แบบสมมาตร โดดเด่นในย่านเสียงกลางและเสียงสูง

แต่ถ้าเป็นสายชอบฟังแบบจริงจังต้อง POCO F8 Ultra ที่ได้รับการยกระดับอย่างชัดเจน ด้วยระบบเสียง 2.1 แชนแนล พร้อม ซับวูฟเฟอร์แยกอิสระ (ขนาด 16×20 มม.) ที่ฝาหลัง ซึ่งจะให้เสียงที่ดัง มิติเสียงครบถ้วน เบสชุด และเวทีเสียงกว้าง โดยที่ทาง POCO การันตีว่าแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากลำโพงจะไม่กระทบการทำงานของกล้องอย่างแน่นอน

ชิปเซ็ตและประสิทธิภาพ

POCO F8 Pro ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง Snapdragon 8 Elite Mobile Platform (กระบวนการผลิต 3nm) ชิปเซ็ตนี้มี CPU Octa-Core ที่ประกอบด้วย 2x Prime Core ที่ความเร็วสูงสุด 4.32GHz กับ 6 x Performance Core ความเร็วสูงสุด 3.53GHz มี GPU Adreno และใช้ RAM ชนิด LPDDR5X (9600Mbps) กับพื้นที่จัดเก็บ UFS 4.1

คะแนนการประมวลผล Benchmark

การเล่นเกม

POCO F8 Ultra ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยชิปเซ็ตเรือธงตัวท็อป Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform (3nm) ใช้ CPU Octa-core ประกอบด้วย 2 x Prime Core ความเร็วสูงสุด 4.6GHz และ 6 x Performance Core ความเร็วสูงสุด 3.6GHz มี GPU Adreno และใช้ RAM ชนิด LPDDR5X (9600Mbps) กับพื้นที่จัดเก็บ UFS 4.1

นอกจากนี้ รุ่น Ultra ยังมีชิปเสริม VisionBoost D8 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกราฟิกโดยเฉพาะ โดยช่วยในเรื่อง Super Resolution, Smart Frame Rate และ Game HDR

คะแนนการประมวลผล Benchmark

การเล่นเกม

ทั้งสองรุ่นทำงานบนระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS 3 ที่อยู่บนพื้นฐาน Android 16 มาพร้อมฟีเจอร์ AI หลากหลาย ไม่ว่าจะ Gemini ของ Google รวมถึงฟีเจอร์ Circle to Search กับ AI ของแบรนด์ทั้ง AI Writing (ช่วยสรุปหรือร่างข้อความ), AI Speech Recognition และ AI Interpreter (แปลภาษาแบบเรียลไทม์) เป็นต้น

ในส่วนของแบตเตอรี่ F8 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 6210mAh รองรับเทคโนโลยี 100W HyperCharge ที่สามารถชาร์จเต็ม 100% ได้ใน 39 นาที

ขณะที่ F8 Ultra มีแบตเตอรี่ความจุ 6500mAh รองรับการชาร์จเร็ว 100W HyperCharge และยังรองรับ 50W Wireless HyperCharge เรื่องอายุการใช้งานของทั้งสองรุ่นก็หายห่วง ถ้าใช้แบบทั่วไป เปิดกล้องถ่ายรูป เล่นโซเชียล หรือเล่นเกมก็อยู่ได้เต็มวันสบายๆ

การถ่ายภาพ

ระบบกล้องของ POCO F8 Series ได้รับการอัปเกรดอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ F8 Pro มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหน้า 1 ตัว ประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักมีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Light Fusion 800 (ขนาด 1/1.55 นิ้ว), f/1.88, OIS
  • กล้อง Telephoto 50 ล้านพิกเซล, f/1.88, ซูมออปติคัลได้ 2.5x (ระยะ 60 มม.)
  • กล้อง Ultra-wide มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (120˚), f/2.2
  • กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล

ด้านการถ่ายภาพถ้าอยู่ในสภาพแสงปกติถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมเก็บรายละเอียดของแสงและเงาได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าเป็นสภาพแสงน้อยถ้าถ่ายด้วยเลนส์ Tele ภาพจะขาดรายละเอียดไปบ้าง รวมถึงสีและคอนทราสต์ผิดเพี้ยน และจุดสังเกตอีกอย่างคือกล้อง Ultrawide ที่ความละเอียดค่อนข้างต่ำไปหน่อยเมื่อเทียบกับช่วงราคาของมือถือ

ตัวอย่างภาพจากกล้อง POCO F8 Pro

ด้าน POCO F8 Ultra มีการยกเครื่องกล้องให้เป็นสเปกระดับเรือธง ประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักมีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Light Fusion 950 (ขนาด 1/1.31 นิ้ว), f/1.67, OIS
  • กล้อง Periscope Telephoto 50 ล้านพิกเซล, f/3.0, ซูมออปติคัลได้ 5x (ระยะ 115 มม.), OIS
  • กล้อง Ultra-wide มีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (102˚), f/2.4
  • กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

กล้องของรุ่นนี้ส่วนตัวถือว่าน่าประทับใจไม่ว่าจะเป็นสภาพแสงปกติด้วย Dynamic Range ที่ดีเยี่ยม สีสันสดใสแต่เที่ยงตรง ซึ่งตัวเลนส์ Tele ก็ทำได้ดีทั้งสภาพแสงปกติ และสภาพแสงน้อย แต่ก็มีข้อสังเกตเรื่องเลนส์ Ultrawide ที่มุมมองรับภาพจะแคบกว่าของรุ่น Pro เล็กน้อย

ตัวอย่างภาพจากกล้อง POCO F8 Ultra

สำหรับการบันทึกวิดีโอ กล้องหลังของทั้งสองรุ่นสามารถถ่ายได้สูงสุดที่ความละเอียด 8K 30fps แต่ความแตกต่างอยู่ที่กล้องหน้า โดยรุ่น Pro ทำได้สูงสุดที่ 1080p 60fps ในขณะที่รุ่น Ultra สามารถถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าได้ที่ความละเอียด 4K 30fps

สรุปและราคา

POCO F8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ใช้ที่มองหาสเปกระดับท็อปในราคาที่จับต้องได้ จุดแข็งคือชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite ที่เร็วจัด, แบตใช้งานได้ยาวนาน, การชาร์จที่รวดเร็ว, หน้าจอ OLED ที่ยอดเยี่ยม และมาตรฐาน IP68 แต่จุดที่ต้องพิจารณาคือกล้อง Ultra-wide ที่ยังให้ผลลัพธ์ไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร

ส่วน POCO F8 Ultra ถือเป็นเรือธงคิลเลอร์ที่แท้จริง ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน. รุ่น Ultra เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกมิติ ทั้งระบบเสียง Bose 2.1 ที่โดดเด่น, กล้องหลังที่ทรงพลังพร้อม 5x Telephoto และการชาร์จไร้สาย 50W โดยรวมถือว่าคุ้มค่า

ราคาและการวางจำหน่าย

POCO F8 Series วางจำหน่ายในราคาโปรโมชัน Early Bird ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2568

POCO F8 Pro มีสองรุ่นความจุ:

  • รุ่น 12GB+256GB ราคาปกติ 17,990 บาท ลดเหลือ 16,990 บาท
  • รุ่น 12GB+512GB ราคาปกติ 19,990 บาท ลดเหลือ 18,990 บาท
  • ของแถมสำหรับรุ่น Pro: ผู้ใช้จะได้รับ Xiaomi Sound Outdoor 30W มูลค่า 1,790 บาท, ประกันตัวเครื่อง 2 ปี, ประกันหน้าจอแตกเปลี่ยนฟรี 1 ครั้งภายใน 6 เดือน, และ Spotify Premium ฟรี 3 เดือน

POCO F8 Ultra มีสองรุ่นความจุ:

  • รุ่น 12GB+256GB ราคาปกติ 24,990 บาท ลดเหลือ 23,990 บาท
  • รุ่น 16GB+512GB ราคาปกติ 26,990 บาท ลดเหลือ 25,990 บาท
  • ของแถมสำหรับรุ่น Ultra: ผู้ใช้จะได้รับ Gaming Monitor G24i 2026 มูลค่า 3,990 บาท, ประกันตัวเครื่อง 2 ปี, ประกันหน้าจอแตกเปลี่ยนฟรี 1 ครั้งภายใน 6 เดือน, และ Spotify Premium ฟรี 4 เดือน

สรุปสเปก POCO F8 Series

POCO F8 Pro

  • ขนาด: 157.49 มม. x 75.25 มม. x 8.0 มม.
  • น้ำหนัก: 199 กรัม
  • สี: Black (สีดำ), Titanium Silver (สีเงินไทเทเนียม), Blue (สีน้ำเงิน)
  • การกันน้ำกันฝุ่น: มาตรฐาน IP68 (กันน้ำจืดลึก 1.5 เมตร ได้ 30 นาที)
  • หน้าจอแสดงผล: จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2510×1156 พิกเซล, POCO HyperRGB, ความลึกสี 12bit, แสดงสีได้ 68 พันล้านสี, รองรับ HDR10+ และ Dolby Vision®
    • อัตรารีเฟรช: สูงสุด 120Hz
    • อัตราตอบสนองการสัมผัส (Touch sampling): สูงสุด 480Hz, อัตราตอบสนองการสัมผัสในทันทีสูงสุด 2560Hz (ใน Game Turbo Mode)
    • ความสว่าง: สูงสุด (Peak) 3,500nits (ครอบคลุม 25% ของพื้นที่จอแสดงผล), HBM 2,000nits, ต่ำสุด 1nits
  • ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Elite Mobile Platform (SM8750-AB)
    • กระบวนการผลิต: 3 นาโนเมตร
    • CPU: Octa-Core CPU, 2 x Prime Core ความเร็วสูงสุด 4.32GHz, 6 x Performance Core ความเร็วสูงสุด 3.53GHz
    • GPU: Adreno 830
  • หน่วยความจำ: LPDDR5X 9600Mbps + UFS 4.1
    • รุ่นที่วางจำหน่าย: 12GB+256GB / 12GB+512GB
  • ระบบปฏิบัติการ: Xiaomi HyperOS 3 บนพื้นฐาน Android 16
  • กล้องหลัง: ระบบกล้อง 3 ตัว
    • กล้องหลัก (Wide): 50 ล้านพิกเซล, f/1.88 (หรือ f/1.9), เซนเซอร์ Light Fusion 800 ขนาด 1/1.55 นิ้ว, OIS
    • กล้อง Telephoto: 50 ล้านพิกเซล, f/2.2, ซูมออปติคัล 2.5x (ระยะ 60 มม.)
    • กล้อง Ultrawide: 8 ล้านพิกเซล, f/2.2, มุมมอง 120˚
    • วิดีโอ (กล้องหลัง): สูงสุด 8K ที่ 30fps, 4K ที่ 30/60fps, 1080p ที่ 30/60fps
  • กล้องหน้า: 20 ล้านพิกเซล, f/2.2
    • วิดีโอ (กล้องหน้า): สูงสุด 1080p ที่ 30fps หรือ 60fps
  • แบตเตอรี่ความจุ: 6210mAh (ค่าทั่วไป)
    • ชาร์จเร็ว: 100W HyperCharge (ชาร์จเต็ม 100% ใน 37-39 นาที)
    • ชาร์จย้อนกลับ: สูงสุด 22.5W (แบบมีสาย)
  • ซิมการ์ด: รองรับสองซิม (nano SIM + nano SIM หรือ nano SIM + eSIM หรือ eSIM + eSIM)
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: Wi-Fi 7 / Wi-Fi 6 / Wi-Fi 5 / Wi-Fi 4, Bluetooth 5.4, NFC
  • เสียง: ลำโพงสเตอริโอคู่แบบสมมาตร, Sound by Bose, รองรับ Dolby Atmos
  • ความปลอดภัย: เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในหน้าจอแบบอัลตราโซนิก
  • คุณสมบัติเพิ่มเติม: IR Blaster, Xiaomi Surge T1+ Tuner

POCO F8 Ultra

  • ขนาด: 163.33 มม. x 77.82 มม., ความหนา 7.9 มม. (Black) / 8.3 มม. (Denim Blue)
  • น้ำหนัก: 218 กรัม (Black) / 220 กรัม (Denim Blue)
  • สี: Black (สีดำ), Denim Blue (สีน้ำเงินเดนิม)
  • การกันน้ำกันฝุ่น: มาตรฐาน IP68 (กันน้ำจืดลึก 1.5 เมตร ได้ 30 นาที)
  • หน้าจอแสดงผล: หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.9 นิ้ว (พื้นที่ดูจริงประมาณ 6.85 นิ้ว) ความละเอียด 2608×1200 พิกเซล, POCO HyperRGB, ความลึกสี 12bit, แสดงสีได้ 68 พันล้านสี, รองรับ HDR10+ และ Dolby Vision
    • อัตรารีเฟรช: สูงสุด 120Hz
    • อัตราตอบสนองการสัมผัส (Touch sampling): สูงสุด 480Hz, อัตราตอบสนองการสัมผัสในทันทีสูงสุด 2560Hz (ใน Game Turbo Mode)
    • ความสว่าง: สูงสุด (Peak) 3,500nits (ครอบคลุม 25% ของพื้นที่หน้าจอ), HBM 2,000nits, ต่ำสุด 1nits
  • ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform (SM8850-AC)
    • กระบวนการผลิต: 3 นาโนเมตร
    • CPU: Octa-core CPU, 2 x Prime Core ความเร็วสูงสุด 4.6GHz, 6 x Performance Core ความเร็วสูงสุด 3.6GHz (หรือ 3.62GHz)
    • GPU: Adreno™ 840
    • ชิปเสริม: VisionBoost D8
  • หน่วยความจำ: LPDDR5X 9600Mbps + UFS 4.1
    • รุ่นที่วางจำหน่าย: 12GB+256GB / 16GB+512GB
  • ระบบปฏิบัติการ: Xiaomi HyperOS 3 บนพื้นฐาน Android 16
  • กล้องหลัง: ระบบกล้อง 3 ตัว
    • กล้องหลัก (Wide): 50 ล้านพิกเซล, f/1.67 (หรือ f/1.7), เซนเซอร์ Light Fusion 950 ขนาด 1/1.31 นิ้ว, OIS
    • กล้อง Telephoto (Periscope): 50 ล้านพิกเซล, f/3.0, ซูมออปติคัล 5x (ระยะ 115 มม.), OIS
    • กล้อง Ultrawide: 50 ล้านพิกเซล, f/2.4, มุมมอง 102˚ (ระยะ 18 มม.)
    • วิดีโอ (กล้องหลัง): สูงสุด 8K ที่ 30fps, 4K ที่ 30/60fps, 1080p ที่ 30/60fps (รองรับวิดีโอสโลว์โมชัน 720p ที่ 1920fps)
  • กล้องหน้า: 32 ล้านพิกเซล (f/2.2 หรือ f/2.46)
    • วิดีโอ (กล้องหน้า): สูงสุด 4K ที่ 30fps, 1080p ที่ 30/60fps
  • แบตเตอรี่ความจุ: 6500mAh (ค่าปกติ)
    • ชาร์จเร็ว: 100W HyperCharge (แบบมีสาย) (ชาร์จเต็ม 100% ใน 38-39 นาที), 50W Wireless HyperCharge
    • ชาร์จย้อนกลับ: สูงสุด 22.5W (แบบมีสาย)
  • ซิมการ์ด: รองรับสองซิม (nano SIM + nano SIM หรือ nano SIM + eSIM หรือ eSIM + eSIM)
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: Wi-Fi 7 / Wi-Fi 6 / Wi-Fi 5 / Wi-Fi 4, Bluetooth 6.0 (หรือ 5.4), NFC
  • เสียง: ระบบเสียง 2.1 แชนแนล พร้อมซับวูฟเฟอร์แยกอิสระ (ลำโพงสเตอริโอแบบสมมาตร + ซับวูฟเฟอร์), Sound by Bose, รองรับ Dolby Atmos
  • ความปลอดภัย: เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในหน้าจอแบบอัลตราโซนิก
  • คุณสมบัติเพิ่มเติม: IR Blaster, Xiaomi Surge T1S + Xiaomi Surge T1+ Tuner

ยืนยันแล้ว! Qualcomm เตรียมเปิดตัว Snapdragon 8 Elite 2 กันยายนนี้
Xiaomi อาจทิ้งแบรนด์ Leica บนเรือธงรุ่นใหม่ เน้นพัฒนาของตนเองแทน
แนะนำ 15 มือถือในงบ 15000 – 20000 บาท อัปเดตล่าสุดเดือน ธันวาคม 2025

About Author

RingRangRung

RingRangRung