รีวิว PICO 4 อุปกรณ์ VR Handset แบบ All-in-One ที่มากับจุดขายทั้งเรื่องน้ำหนักเบา ดีไซน์ทันสมัย ใช้ง่าย พร้อมราคาที่เอื้อมถึงได้เริ่มต้นที่ 13,990 บาท เท่านั้น
สารบัญ
สเปค PICO 4

- ขนาด 255-310 x 163 x 80 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก
- 259 กรัม (เฉพาะส่วนเฮดเซ็ตด้านหน้า)
- 586 กรัม (รวมสายรัด)
- จอแสดงผล
- จอ LCD ขนาด 2.56 นิ้ว 2 จอ
- จำนวนพิกเซลต่อนิ้ว 1,200PPI
- ความละเอียด 4,320 x 2,160 พิกเซล (2,160 x 2,160 พิกเซล ต่อข้าง)
- อัตราการรีเฟรช 72Hz / 90Hz
- กล้อง
- 4x Fisheye
- 1x RGB 16MP
- เลนส์แบบแพนเค้ก
- FOV 105 องศา
- 20.6 PPD
- การปรับระยะห่างระหว่างรูม่านตา (IPD) แบบไร้รอยต่อ 62 – 72 มม.
- ชิปเซต Qualcomm Snapdragon XR2 (7nm)
- ประมวลผล 8 คอร์ 64bit
- 6x qualcomm Kryo 585 Silver @1.80GHz
- 1x Qualcomm Kryo 585 Prime @2.84GHz
- 3x Qualcomm Kryo 585 Gold @2.42GHz
- GPU Qualcomm Adreno 650
- สเปคความจำ
- RAM 8GB + ROM 128GB
- RAM 8GB + ROM 256GB
- การเชื่อมต่อแบบไร้สาย
- Wi-Fi : Wi-Fi 6, Dual-band 2×2 MIMO (2.4GHz/5GHz)
- Bluetooth : Bluetooth 5.1
- ระบบติดตามตำแหน่งแบบ 6DoF (ครอบคลุมการเคลื่อนไหวแบบ 6 ทิศทาง)
- ระบบเสียง
- ลำโพงสเตอริโอคู่ 360 องศา รองรับระบบเสียงสามมิติ
- ไมโครโฟนคู่ ตัดเสียงรบกวนสูงสุด 30dB และตัดเสียงสะท้อน 50dB
- แบตเตอรี่ 5,300mAh ชาร์จไว 20W รองรับ QC 3.0 / PD 3.0
- คอนโทรลเลอร์ใช้ถ่าน AA x 2
- ระบบปฏิบัติการ PICO OS 5.0
แกะกล่อง
แพ็คเกจ PICO 4 เป็นทรงสี่เหลี่ยมมีส่วนที่เป็นตัวครอบกล่องครอบทับส่วนที่เป็นกล่องจริง ๆ ที่ด้านหน้าเป็นรูปของอุปกรณ์ส่วนด้านหลังเป็นภาพเกมบางส่วนที่มีให้เลือกโหลดมาเล่น สำหรับอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องประกอบด้วย



- 1x แว่นตา PICO 4
- 2 x คอนโทรลเลอร์
- 4 x แบตเตอรี่อัลคาไลน์ 1.5V AA
- 1 x กรอบเว้นระยะแว่นตา
- 1 x แผ่นรองแป้นจมูก
- 2 x สายคล้องคอนโทรลเลอร์
- 1 x อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB-C
- 1 x สายเคเบิลข้อมูล USB-B to C 2.0
- 1 x คู่มือแบบย่อ
- 1 x คู่มือผู้ใช้
- 1 x คู่มือความปลอดภัยและการรับประกัน




ดีไซน์
PICO 4 มากับดีไซน์ที่ทันสมัยโดยใช้เฉดสีขาวผสมกับเทาทั้งส่วนที่เป็นแว่นตาและอุปกรณ์คอนโทรลเลอร์ ตัวแว่นตามากับรูปทรงกะทัดรัด หน้ากว้าง 163 มม. มีสัดส่วนความสูง 80 มม. และมีระยะความยาวของสายรัดรอบศีรษะ 255-310มม. จะหัวเล็กหัวใหญ่ก็ใส่ได้สบาย โดยที่ด้านหลังจะมีแป้นสำหรับหมุนเพื่อปรับระยะสายทำให้ใช้งานได้ง่าย สามารถปรับระยะสายด้วยตัวเองได้ในขณะที่ใส่อุปกรณ์บนศีรษะ



ข้อดีของ PICO 4 คือแม้ว่าจะมีแบตเตอรี่ในตัวแต่ก็มีน้ำหนักที่เบาแค่เพียง 586 กรัม เมื่อคำนวนร่วมกับส่วนที่เป็นสายรัดนอกจากนี้ยังมีการออกแบบเรื่องกระจายน้ำหนักที่ทำได้ดีแถมยังมีตัวสายคาดด้านบนศีรษะช่วยเพิ่มการรับน้ำหนักทำให้ใส่ได้นานไม่เกิดความเมื่อยล้า
ขณะที่ส่วนประกอบต่าง ๆ บนแว่น จะมีทั้งปุ่มพาวเวอร์ที่อยู่บริเวณฝั่งขวามีไฟ LED แสดงสถานะการทำงานและปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ ขยับไล่ขึ้นมาบริเวณก้านเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนพอร์ต USB-C จะอยู่ทางด้านซ้ายของแว่น


สำหรับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงกล้องจะติดตั้งอยู่รอบ ๆ กรอบแว่น ส่วนลำโพงจะซ่อนอยู่บริเวณด้านในของก้านสายรัดทั้งฝั่งซ้ายและขวา





ด้านอุปกรณ์คอนโทรลเลอร์เองก็มีการออกแบบที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับแว่นตาโดยที่ตัวคอนโทรลเลอร์จะมีก้าน Tracking Ring ทั้งด้านซ้ายและขวา เช่นเดียวกันกับไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของคอนโทรลเลอร์ โดยใช้พลังงานจากถ่านอัลคาไลน์ AA ข้างละ 2 ก้อน



ปุ่มกดบนคอนโทรลเลอร์แต่ละข้าง ประกอบด้วย
คอนโทรลเลอร์ซ้าย
- ก้านจอยสติ๊ก
- ปุ่ม Home ที่เป็นปุ่มพาวเวอร์ในตัว
- ปุ่ม Menu
- ปุ่ม X
- ปุ่ม Y
- ปุ่ม Grip
- ปุ่ม Trigger



คอนโทรลเลอร์ขวา
- ก้านจอยสติ๊ก
- ปุ่ม Home ที่เป็นปุ่มพาวเวอร์ในตัว
- ปุ่ม Capture
- ปุ่ม B
- ปุ่ม A
- ปุ่ม Grip
- ปุ่ม Trigger


จากที่ได้ลองถือและสวมใส่ถือว่า PICO 4 เป็นอุปกรณ์ใส่ที่สบาย และฟีลการสัมผัสที่ค่อนข้างดี แต่ก็มีเรื่องขัอสังเกตด้านสีและวัสดุตั้งแต่ด้านในของแว่นส่วนที่จะสัมผัสกับผิวหนังและศรีษะของผู้ใส่จะเป็นผ้าซึ่งทำให้ต้องระมัดระวังเรื่องการรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ แถมไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ไปนาน ๆ จะมีคราบเหลืองเกิดขึ้นหรือไม่
การใช้งาน
PICO 4 มากับชิปเซต Qualcomm Snapdragon XR2 ซึ่งเป็นชิปประมวลผลสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ VR และ Mixed Reality Headset โดยใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7nm มีกำลังประมวลผล 8 คอร์ กำลัง 2.84GHz ใช้ GPU Adreno 650 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 และ Bluetooth 5.1 มีระบบปฏิบัติการ PICO OS 5.0
อุปกรณ์ VR รุ่นนี้เป็นแบบ All-in-One คือมีแบตเตอรี่และหน่วยความจำในตัวเองโดยที่รุ่นนี้มีสเปคความจำให้เลือก 2 แบบ คือ RAM 8GB + ROM 128GB กับ RAM 8GB + ROM 256GB สำหรับแบตเตอรี่มีมาให้ 5,300mAh รองรับการใช้งานได้ราว ๆ 2-3 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีเทคโนโลยีชาร์จไว 20W ขณะที่คอนโทรลเลอร์จะใช้งานได้ต่อเนื่องราว 80 ชั่วโมง
เริ่มต้นการใช้งานสำหรับคนที่ใส่แว่นตาทาง PICO เองก็มีของแถมเป็นอุปกรณ์เสริมอย่าง Glasses Spacer ที่เป็นกรอบช่วยเพิ่มระยะระหว่างแว่นตากับเลนส์ของอุปกรณ์ VR มาให้ พร้อมด้วยแป้นจมูก 1 ชิ้น ซึ่งการติดตั้งก็ทำได้ง่าย ๆ


เริ่มต้นใช้งานผู้ใช้จะต้องดาวน์โหลดแอป PICO VR มาติดตั้งบนสมาร์ทโฟนซึ่งโหลดได้ฟรีผ่านทั้งบน App Store และ Google Play Store พร้อมสมัครแอดเคาท์ ซึ่งจะต้องเลือกภาษาและใส่วันเกิดของผู้ใช้




ในขั้นตอนนี้ทางเราได้พบปัญหาไม่สามารถสมัครได้เนื่องจากระบบจะขึ้นข้อความว่า “Pico is not available for age” ขณะที่ทางเราเองได้ลองเปลี่ยนวันเดือนปีเกิด รวมถึงปรับภาษาของระบบแล้วก็ยังพบปัญหาเดิม และจากการเช็คเว็บบอร์ดของต่างประเทศก็มีคนพบปัญหาในลักษณะนี้เช่นกันซึ่งน่าจะเป็นบั๊กของระบบหากใครเจอปัญหานี้ให้ลองทำตามวิธีของเราได้คือการเปลี่ยนไปสมัครผ่านเว็บไซต์ PICO แทน
เพื่อความปลอดภัยและจะได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทาง PICO แนะนำว่าควรใช้ PICO 4 ในพื้นที่โล่งที่ในระยะ 3 เมตรรอบตัวผู้ใช้ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่ จากนั้นให้เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ ตามด้วยเปิดตัวอุปกรณ์ VR Headset จากนั้นก็ส่วมอุปกรณ์ลงบนศีรษะและปรับระยะของแถบคาดศีรษะให้พอดี





ในการใช้งานครั้งแรก PICO 4 ก็จะให้ผู้ใช้ตั้งค่าการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Calibration อุปกรณ์ ทั้งกำหนดพื้นที่การใช้งานที่ลากเส้นกำหนดเอง หรือจะเอาตามการตั้งค่าพื้นฐานที่ระบบกำหนดไว้ก็ได้, กำหนดระดับความสูงของพื้นที่, ปรับระยะห่างระหว่างรูม่านตา (IPD) ตั้งแต่ระยะ 62 – 72 มม. รวมถึงล็อกอินเข้าบัญชี PICO ซึ่งระบบมีการแสดงผลคำแนะนำที่เป็นภาษาไทยทำตามได้สบาย ๆ
แว่นตา PICO 4 มีการติดตั้งเลนส์ออปติคอลแพนเค้กให้มุมมองรับภาพกว้าง 105 องศา ด้านในมีจอ Fast-LCD คู่ ขนาด 2.56 นิ้ว ความละเอียด 2,160 x 2,160 พิกเซล (ต่อดวงตาหนึ่งข้าง) ให้อัตรารีเฟรชเรทที่สูงถึง 90Hz พร้อมความหนาแน่นพิกเซลถึง 1200PPI ช่วยให้ภาพคมชัด สดใส และจากที่ลองใช้งานมายังไม่พบอาการ VR Motion Sickness

ขณะที่การเคลื่อนไหวควบคุมต่าง ๆ ในโลก VR ก็สอดคล้องกับการขยับร่างกายได้อย่างแม่นยำ โดยที่บนแว่นตามีการติดตั้งกล้อง Fisheye มาให้ถึง 4 ตัว พร้อมด้วยกล้อง RGB ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมระบบระบุตำแหน่งด้วยแสงอินฟราเรด และเซ็นเซอร์ออปติคอล ซึ่งทำงานร่วมกับคอนโทรลเลอร์คู่แบบ 6DoF จับความเคลื่อนไหวรอบทิศทางแบบ 6 แกน กับเซนเซอร์กว่า 20 จุด ทำให้ติดตามและระบุตำแหน่งการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังให้ประสบการณ์โลก VR ที่สมจริงด้วยคอนโทรลเลอร์ HyperSense ที่ตอบสนองด้วยแรงสั่น 50–500Hz พร้อมระบบจำลองเสียงรอบทิศทางและลำโพงเซอร์ราวด์ในตัว
เกมและแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ก็สามารถดาวน์โหลดได้จาก PICO VR Store ซึ่งมีทั้งที่ดาวน์โหลดได้ฟรี และแบบเสียเงิน จากที่สำรวจมาราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว 129 บาท และแพงสุดจะอยู่ที่ราว 999 บาท รวมถึงคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟจากศิลปินระดับโลกอย่าง Megan Thee Stallion, (G)I-DLE, AKB48 หรือ Calvin Harris





คอนเทนท์ VR ที่มีให้เล่นบน PICO 4 ก็มีหลากหลายตั้งแต่เกมแนวแอคชั่น, กีฬา หรือจะเป็นแอปแบบโซเชียล แถมลูกค้า PICO เองก็จะได้ชุด Starter Pack ที่ภายในจะมีเกมฟรีอย่าง Wands Alliances ที่เป็นเกมแนว Shooter, All-in-One Sports VR เกมแนวกีฬา และ SUPERHOT VR ซึ่งเป็นเกมแนว 1st Person Shooter / Puzzle







ขณะที่การเข้าเว็บ หรือการรับชมวีดีโอผ่าน YouTube ค่าเริ่มต้นจะแสดงผลคล้ายกับเวลาที่เรารับชมบนจอภาพยนต์ โดยที่มีตัวเลือกปรับการแสดงผลคอนเทนท์ที่รองรับให้เป็นแบบ VR ได้ พร้อมฟีเจอร์ See Through ที่ทำให้เราเห็นสภาพแวดล้อมรอบข้างได้แม้จะใส่แว่น PICO 4 อยู่ด้วยการแตะด้านขวาสองครั้ง หรือเวลาที่เราเดินออกนอกเขตพื้นที่ที่กำหนดไว้ตัวแว่นก็จะเปิดให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบข้างโดยอัตโนมัติ รวมถึงมีแอปที่เป็น Mixed Reality (MR) ผสมผสานกันระหว่าง Virtual Reality (VR) กับ Augmented Reality (AR) ให้เล่นด้วย






สำหรับคนที่ต้องการใช้ PC VR บน PICO 4 ก็สามารถดาวน์โหลดแอป Streaming Assistant มาติดตั้งบนอุปกรณ์ PC ระบบปฏิบัติการ Windows ได้ ซึ่งการสตรีมเกม PC VR จะต้องทำผ่าน SteamVR และเราเตอร์ Wi-Fi 5G Gigabit
สรุป+ราคา
จากที่ได้ รีวิว PICO 4 สิ่งที่ประทับใจเลยคือน้ำหนักอุปกรณ์ที่เบา ส่วมใส่ได้สบาย มีระบบระบายความร้อนที่ค่อนข้างดี การแสดงผลที่คมชัดใช้สามารถสวมใส่ได้นานไม่มีอาการเมา และที่สำคัญคือราคาซึ่งถือว่าจับต้องง่ายสำหรับแว่นตา VR ที่เป็น All-in-One แบบนี้

ปัจจุบัน PICO 4 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย สามารถหาซื้อได้ผ่านหน้าร้านอย่างเป็นทางการของ PICO บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Lazada และ Shopee และทางหน้าร้าน BaNANA IT, TG, Dimi, DotLife, NSmart, Com7, Lake COM, Jaymart และ Nava Asia รุ่นความจุ 128GB ราคา 13,990 บาท และความจุ 256GB ราคา 15,990 บาท ใครที่สนใจอยากเข้าไปท่องโลก VR ก่อนใครก็สามารถไปจับจองลองเล่นกันได้