Nvidia ร่วมมือ Foxconn และ Uber ขยายเครือข่าย Robotaxi Level 4 ทั่วโลก

โดย RingRangRung | 2 มิถุนายน 2569 เมื่อ 12:19 น.
Nvidia

การบริการขนส่งสาธารณะแบบไร้คนขับกำลังเปลี่ยนผ่านจากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานในชีวิตจริงอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุด Nvidia ผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่ได้ประกาศขยายความร่วมมือครั้งสำคัญสำหรับแพลตฟอร์ม DRIVE Hyperion ซึ่งเป็นระบบเทคโนโลยีสำหรับรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ด้วยการจับมือกับแบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการเรียกรถโดยสาร เพื่อร่วมกันสร้างและผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติระดับ Level 4 ออกสู่ตลาดโลก

เทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ Level 4 หมายถึง ยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านั้นสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากมนุษย์ ทว่าในปัจจุบันยังคงจำกัดการทำงานเฉพาะภายในพื้นที่ที่กำหนดและภายใต้สภาพอากาศที่เหมาะสมเท่านั้น โดยทาง Nvidia จะเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของคอมพิวเตอร์ในยานยนต์รหัส DRIVE AGX ร่วมกับระบบปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยอย่าง Halos OS ควบคู่ไปกับการใช้ชุดกล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ตรวจจับรอบคันเพื่อช่วยในการมองเห็นและนำทางผ่านสภาพการจราจร

สำหรับในภูมิภาคเอเชีย Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ได้ขยายความร่วมมือกับ Nvidia ในการออกแบบและผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบเต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มต้นโครงการแรกในไต้หวัน ณ เมืองเกาสง ซึ่งทางหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจำนวนมากแล้ว

ทั้งนี้ Foxconn วางแผนที่จะเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับอย่างเป็นทางการในปี 2028 โดยจะเริ่มให้บริการรับส่งผู้โดยสารจากท่าอากาศยานไปยังใจกลางเมือง ก่อนจะขยายเส้นทางไปยังแนวสถานีรถไฟความเร็วสูงของไต้หวันต่อไป

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่จะได้ใช้งานรถแท็กซี่ไร้คนขับบนถนนสาธารณะ โดย VinFast ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติเวียดนามได้จับมือกับ Autobrains บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ โดยทาง VinFast จะรับหน้าที่ในส่วนการผลิตโครงสร้างตัวยานยนต์ ขณะที่ Autobrains จะเป็นผู้จัดหาระบบซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทางผู้บริหารของ VinFast ระบุว่า เทคโนโลยีการเดินทางที่ล้ำสมัยไม่ควรเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะผู้ซื้อที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้ง่ายและสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางสภาพการจราจรที่หนาแน่นของเมืองใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิภาคยุโรปคือเป้าหมายถัดไปของการขยายเครือข่ายระบบขับเคลื่อนไร้คนขับนี้ โดย Uber ผู้ให้บริการเรียกรถโดยสารรายใหญ่กำลังร่วมมือกับ Autobrains เพื่อเตรียมเปิดตัวโปรแกรมรถแท็กซี่ไร้คนขับรุ่นใหม่ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งทาง Uber จะทำการรวมระบบรถยนต์ไร้คนขับดังกล่าวเข้ากับแอปพลิเคชันเรียก รถโดยสารที่มีอยู่เดิมโดยตรง ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถกดเรียกยานยนต์ไร้คนขับได้ทันทีเหมือนกับการใช้งาน Uber รูปแบบปกติ ส่วนแบรนด์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะนำมาใช้งานในเมืองมิวนิกนั้นจะมีการประกาศให้ทราบอีกครั้งภายในปีนี้

การดำเนินงานระบบรถแท็กซี่ไร้คนขับในยุโรปจำเป็นต้องใช้งานซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง ซึ่งทาง Autobrains อธิบายว่า ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบดั้งเดิมมักประสบความล้มเหลวเนื่องจากพยายามขับเคลื่อนตามรูปแบบที่ตายตัวในทุกสถานการณ์ แต่ซอฟต์แวร์ใหม่อย่าง “Agentic AI” สามารถคิด วิเคราะห์เหตุผล และปรับตัวตามสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดบนท้องถนนได้ดีกว่า ซึ่งการรวมซอฟต์แวร์อัจฉริยะนี้เข้ากับฮาร์ดแวร์ของ Nvidia และเครือข่ายผู้โดยสารขนาดใหญ่ของ Uber จะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจฝูงรถยนต์ไร้คนขับข้ามประเทศได้อย่างปลอดภัย

ในส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางได้มีการลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติเช่นกัน โดย HUMAIN บริษัทด้านการคมนาคมขนส่งกำลังนำแพลตฟอร์ม NVIDIA DRIVE Hyperion เข้าไปใช้งานในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งในท้องถิ่นเชื่อว่า ยานยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับจะกลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในอีกสิบปีข้างหน้า ประกอบกับการที่ซาอุดีอาระเบียกำลังสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งใหม่ขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้น จึงทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นสนามทดสอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับยานยนต์ที่เชื่อมต่อโลกทางกายภาพเข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์ดิจิทัล

การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ทั้งในด้านงบประมาณและเทคนิค เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่ระยะทางการวิ่งของแบตเตอรี่และความเร็วในการชาร์จ แต่สำหรับรถแท็กซี่ไร้คนขับจำเป็นต้องใช้พลังงานการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่สูงเป็นพิเศษเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งการที่ Nvidia จัดหาโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางนี้ จะช่วยให้แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องคิดค้นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติขึ้นมาใหม่เองทั้งหมด และเทคโนโลยีที่ใช้งานร่วมกันนี้อาจเปลี่ยนโฉมยานยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับจากของหรูหราราคาแพงให้กลายมาเป็นระบบขนส่งสาธารณะในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด

Cadence ผนึก NVIDIA ขยายความร่วมมือ พลิกโฉมวิศวกรรมยุค AI และการ …
NVIDIA เปิดตัว DLSS 5 ยกระดับกราฟิกเกมสุดสมจริง ไม่ใช่แค่อัปสเกล แต่ …
Nvidia เปิดตัว RTX Spark ชิปประมวลผลใหม่รวม CPU 20 คอร์และ GPU …

ที่มา: nvidia, arenaev

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners