รีวิว หูฟัง Nothing Headphone (a) รุ่นถูก “ต่อยอดความเท่” จากโมเดล Headphone (1) ในแบบที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเป็นการบอกเล่าประสบการณ์หลังอยู่กับหูฟังรุ่นนี้มาประมาณครึ่งเดือน ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นหูฟังอีกหนึ่งรุ่นที่มักจะถูกหยิบมาใช้แบบไม่ลังเล
ดีไซน์สร้างสรรค์ แต่จะให้ใส่ทั้งวันก็อาจจะยังน้า
ตามที่ทางเราเคยบอกเล่ากันไปในตอนพรีวิวว่า Nothing Headphone (a) เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของวงการหูฟัง Over-ear ที่มักจะวนเวียนอยู่กับดีไซน์รูปตัวทรงโดมกลมๆ ฉะนั้นมาตรฐานการออกแบบจึงไม่ได้เน้นแค่เสียง แต่ต้องเป็นแฟชั่นไอเทมที่สะท้อนตัวตนผู้ใช้

Nothing Headphone (a) เลือกใช้ ส่วนเอียร์คัพที่ทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ตลับเทป” ผสมกับดีไซน์โปร่งใสที่โชว์โครงสร้างภายในแบบมีเลเยอร์แค่หยิบมาคล้องคอก็เด่นสะดุดตา

สำหรับสีที่วางจำหน่ายก็มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ, สีชมพู และสีเหลืองซิกเนเจอร์ โดยที่รุ่นสีดำจะมีบอดี้ทั้งหมดเป็นสีดำล้วนเพียงรุ่นเดียวเพื่อให้ลุคที่ดูเคร่งขรึมและเท่แบบเรียบง่าย ในขณะที่สีชมพู สีเหลือง และสีขาว จะใช้โครงสร้างบอดี้หลักเป็นสีขาวและเปลี่ยนสีเฉพาะส่วนที่เป็นฝาครอบหูฟังเพื่อให้ดูมีมิติและมีความเป็นทูโทนที่สวยงาม ซึ่งช่วงแรกมีขายในไทยเฉพาะ สีขาว, สีดำ และสีชมพู ส่วนสีเหลืองจะตามมาในอนาคต


สัดส่วนของหูฟังจะมีขนาด 177 x 78 x 190.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 310 กรัม ซึ่งเบาลงกว่ารุ่นเรือธงอย่างเห็นได้ชัด โครงสร้างก้านสไลด์เสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุไนลอนผสมใยแก้ว 55% ส่วนบานพับใช้เทคโนโลยีขึ้นรูปโลหะด้วยการฉีดเพื่อให้การขยับมีความแข็งแรงและสมูธ

แถบคาดศีรษะถูกออกแบบด้วยซิลิโคนเหลวเพื่อลดแรงกดทับ และเสริมความสบายด้วยเมมโมรี่โฟมที่ครอบด้วยหนัง PU ซึ่งทำความสะอาดง่าย ช่วยระบายอากาศได้ดี ขณะที่ตัวหูฟังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP52


เรื่องการสวมใส่ตัวหูฟังมีแรงหนีบที่ค่อนข้างกระชับซึ่งช่วยในการกันเสียงรบกวนภายนอกได้ดี แต่พอเกินใส่นานๆ เกิน 2-3 ชั่วโมง ก็อาจรู้สึกถึงความเมื่อยล้าสำหรับผู้ที่มีสรีระศีรษะใหญ่ รวมถึงฟองน้ำและวัสดุที่ค่อนข้างเก็บความร้อน ถ้าใช้นอกห้องแอร์นานๆ ส่วนตัวรู้สึกร้อนอึดอัด ฉะนั้นโอกาสที่จะหยิบมาใช้งานจะเป็นการใส่ขณะทำงานหน้าคอม อยู่ในบ้านเสียส่วนใหญ่ ถ้าเป็นการใช้นอกบ้านก็จะหยิบมาใส่เป็นช่วงๆ ไม่ได้สวมตลอดเวลา

อุปกรณ์ภายในกล่อง
ในชุดจำหน่ายของ Nothing Headphone (a) ให้มาครบ ทั้งสาย USB-C สำหรับการฟังคุณภาพสูงระดับ Lossless และสาย 3.5 มิลลิเมตร เพื่อบางคนอยากสลับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์แบบเร็วๆ ไม่ต้องกด Paring Bluetooth

นอกจากนี้ยังมีถุงผ้าสำหรับพกพาขนาด 270 x 230 มิลลิเมตรแถมมาให้ด้วย ซึ่งในแง่การใช้งานถือว่าโอเค แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกก็น่าเสียดายที่ไม่เป็นเคสแข็งทำให้เวลาพกใส่กระเป๋าเป้ต้องระวังเป็นพิเศษ แถมสัมผัสวัสดุของถุงก็ไม่ได้รู้สึกว่าแข็งแรงหรือทนต่อการใช้งาน
เชื่อมต่อลื่นไหล และปุ่มควบคุมใช้ง่ายจนไม่อยากกลับไปใช้แบบสัมผัส
หูฟัง Nothing Headphone (a) รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายทั้งแบบไร้สายและใช้สาย ซึ่งแบบไร้สายจะจับคู่ผ่านแอปพลิเคชั่น Nothing X ซึ่งมีให้โหลดทั้ง iOS และ Android ใช้เทคโนโลยี Bluetooth 5.4 รองรับ Codec มาตรฐานอย่าง SBC, AAC และที่โดดเด่นคือ LDAC ช่วยให้สามารถฟังเพลงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res Audio ผ่านระบบไร้สายได้บนอุปกรณ์ที่รองรับ

นอกจากนี้ยังรองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair รวมถึงการเชื่อมต่อพร้อมกันสองอุปกรณ์ (Dual Connection) ซึ่งใช้จริงพบว่าลื่นมาก การเชื่อมต่อทำได้เสถียรสามารถสลับการใช้งานระหว่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์แบบอัตโนมัติได้อย่างลื่นไหล

อีกหนึ่งจุดเด่นที่อยากให้ทุกคนได้ลองคือระบบการควบคุม ซึ่งทาง Nothing เลือกใช้ระบบการควบคุมแบบกลไก (Tactile Controls) แทนระบบสัมผัส เพื่อความแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม



- ลูกกลิ้ง (Roller): ใช้สำหรับปรับระดับเสียงโดยการหมุน (หมุนซ้ายลด-หมุนขวาเพิ่ม) นอกจากนี้ยังสามารถกดหนึ่งครั้งเพื่อเล่น/หยุดเพลง หรือกดค้างไว้เพื่อสลับโหมดการตัดเสียงรบกวน (ANC)
- ปุ่มก้าน (Paddle): ออกแบบมาเพื่อการนำทางมีเดีย โดยการดันสั้นๆ จะเป็นการข้ามเพลง (Next/Previous track) หรือรับ/วางสาย ส่วนการดันค้างจะเป็นการกรอเพลงไปข้างหน้าหรือย้อนกลับ
- ปุ่มอเนกประสงค์ (Button): เป็นปุ่มกดสีดำอยู่ด้านนอกของหูฟังฝั่งขวา สามารถตั้งค่า Shortcut ได้ตามต้องการผ่านแอป Nothing X เช่น:
- โหมดชัตเตอร์กล้อง (Camera Shutter): ใช้เป็นรีโมทสั่งถ่ายภาพหรือวิดีโอจากระยะไกล
- ผู้ช่วยอัจฉริยะ: เรียกใช้งาน Voice Assistant, Gemini หรือ ChatGPT
- ฟังก์ชันอื่นๆ: เช่น การปิดไมค์ (Mute) หรือการสลับโปรไฟล์ EQ
- สวิตช์เปิด-ปิด: มีปุ่ม Slider แยกต่างหากสำหรับเปิดหรือปิดการทำงานของหูฟังโดยตรง

ฟีลตอนใช้งานคือมันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นโดยไม่รู้ตัว ให้ความรู้สึก “กดแล้วได้ กดแล้วติด” ไม่ต้องเดา ซึ่งต่างจากหูฟังระบบสัมผัสที่บางครั้งจะมีปัญหาจากน้ำหนักการกดหรือจังหวะการกดที่ทำให้คำสั่งผิดพลาด รวมถึงเรื่องแตะไม่ถูกโซนสัมผัสที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

อย่างไรก็ดียังมีข้อสังเกตตรงที่หูฟังรุ่นนี้ไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ (Wearer Detection) ดังนั้นเพลงจะไม่หยุดเล่นอัตโนมัติเมื่อถอดหูฟังออก ผู้ใช้จำเป็นต้องกดหยุดเอง รวมถึงปุ่ม Bluetooth ที่ซ่อนค่อนข้างลึก ทำให้ต้องใช้เวลาหาอยู่พักหนึ่ง
อีกจุดขายคือแบตโคตรอึด
แบตเตอรี่ขนาด 1060mAh ของ Nothing Headphone (a) คือจุดขายที่โหดมากเพราะเคลมการใช้งานได้ยาวนานถึง 135 ชั่วโมงเมื่อปิดระบบตัดเสียงรบกวน สารภาพเลยว่าจากการใช้งานครึ่งเดือนที่ผ่านมามีการเสียบชาร์จให้เต็ม 100% ไปครั้งหนึ่ง และในช่วงราวๆ 15 วัน ที่มีการใช้งานหูฟังในชีวิตประจำวันทั่วไป แบตเตอรี่ก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 70% เรียกว่าเป็นฟีลคือหยิบมาใช้เมื่อไรก็พร้อม ซึ่งเป็นความสบายใจที่ส่งผลกับการใช้งานระยะยาวอย่างชัดเจน

ในเรื่องการชาร์จหูฟังจะชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ชาร์จตั้งแต่แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนเต็ม 100% เพียง 2 ชั่วโมง เท่านั้น พร้อมทั้งมี ระบบชาร์จเร็วหรือ Rapid Charge ชาร์จเพียง 5 นาทีจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง ในกรณีที่ปิด ANC
เสียงเบสฟังสนุก แม้นัวในบางจังหวะ
คาแรกเตอร์เสียงของ Nothing Headphone (a) คือเน้น “ความสนุก” ด้วยไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ที่เคลือบด้วยไทเทเนียมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับไดอะแฟรมช่วยให้เสียงมีความนิ่งและลดความเพี้ยนของเสียงแม้จะเร่งเสียงให้ดังขึ้น โดยที่รุ่นนี้ทางแบรนด์ได้ใช้การจูนเสียงแบบ In-house ต่างจากรุ่นเรือธงที่จูนโดย KEF แบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ของอังกฤษ
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Dynamic Bass Enhancement ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถตรวจจับสัญญาณความถี่ต่ำแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มพลังเบสให้หนักแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สามารถปรับระดับการเสริมเบสได้ตั้งแต่ 0 ถึง 100%





เรื่องรูปแบบของเสียงในแอปจะมีพรีเซ็ตสำเร็จรูปให้เลือกถึง 5 รูปแบบ เช่น Balanced, More Bass, More Treble และ Voice พร้อมระบบ Advanced EQ แบบ 8 แบนด์ ที่เปิดโอกาสให้ปรับจูนทุกย่านความถี่ได้อย่างอิสระสามารถสร้างและแชร์โปรไฟล์ EQ ส่วนตัวผ่านการสแกน QR Code หรืออัปโหลดไปยัง “Playground” ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนของ Nothing เพื่อแบ่งปันโปรไฟล์เสียงให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ หรือดาวน์โหลดโปรไฟล์เสียงที่ปรับจูนโดยศิลปินและผู้เชี่ยวชาญจาก EQ Profile Library มาใช้งานบนหูฟังของตนเองได้
ด้านระบบ Adaptive ANC หรือป้องกันเสียงรบกวนก็ทำได้ถึง 40 เดซิเบล ในการใช้งานจริงถือว่าช่วยได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเสียงรอบตัวทั่วไป แต่ต้องใส่ให้แนบสนิทจึงจะได้ประสิทธิภาพเต็มที่


ส่วนระบบเสียงรอบทิศทางของ Nothing Headphone (a) เป็นระบบแบบ Static Spatial Audio ต่างจากรุ่นเรือธงตรงที่เป็นระบบติดตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ (Head-tracking) ตัวระบบถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การฟังที่โอบล้อมและมีมิติมากกว่าการฟังแบบสเตอริโอทั่วไป ผ่านการทำงานของอัลกอริทึมขั้นสูงอย่าง NFD และ Audiodo AI โดยมีเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของระบบนี้คือ FDN (Feedback Delay Network) ซึ่งในแอป Nothing X จะมีให้เลือก 2 แบบคือ
- Concert Mode: เน้นการผลักเสียงให้ออกห่างจากหูฟัง เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนเสียงกำลังถ่ายทอดออกมาจากลำโพงที่วางอยู่ด้านหน้าและรอบข้างในฮอลล์คอนเสิร์ต
- Cinema Mode: โหมดนี้จะเน้นการขยายมิติเสียงด้านซ้ายและขวาให้กว้างเป็นพิเศษ พร้อมทั้งปรับการตั้งค่าเสียงให้ย่านแหลมโดดเด่นขึ้น เพื่อช่วยให้เสียงพูดในภาพยนตร์มีความชัดเจนและโดดเด่นออกมาจากเสียงเอฟเฟกต์พื้นหลัง
ด้านคุณภาพเสียงจากที่ใช้งานมาถือว่าตอบโจทย์เพลงแนวป๊อป, ฮิปฮอป หรือ EDM ที่ให้ความรู้สึกมันและเพลินมาก เสียงร้องชัด ย่านแหลมมีความใสกำลังดี เบสเป็นลูกชัดเจน เวทีเสียงถือว่ากว้างทำให้การแยกรายละเอียดของเครื่องดนตรีทำได้ดี เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันแบบไม่ต้องคิดเยอะ

อย่างไรก็ตามก็มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่าถ้าเป็นเพลงที่มีดนตรีซับซ้อนอย่างร็อคหรือเมทัลเสียงอาจจะดูนัวมีย่านเสียง หรือเครื่องดนตรีบางชิ้นถูกกลบไปบ้าง แม้ภาพรวมจะยังฟังสนุกแต่อาจไม่ตอบโจทย์คนที่จริงจังเรื่องรายละเอียดเสียงสักเท่าไร แต่ถึงกระนั้นก็ต้องชมตัวฟีเจอร์การบูสต์เบสของเขาที่บูสต์เสียงขึ้นมาได้ดีและย่านเบสไม่บวมจนทำบรรยากาศของเพลงพัง

ส่วนของไมโครโฟนและการคุยสาย หูฟังมีไมค์มา 5 ตัว ในการดักจับเสียงพูดและตัดเสียงรบกวนรอบข้างอย่างแม่นยำ พร้อมเทคโนโลยี AI Clear Voice ซึ่งจากการใช้งานยังไม่พบว่ามีปัญหาอะไร สามารถสื่อสารได้รู้เรื่องแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนดังประมาณหนึ่งประมาณในรถไฟฟ้า หรือในคาเฟ่ทั่วไป
สรุป
สรุปแล้ว Nothing Headphone (a) คือหูฟังที่เหมาะมากสำหรับคนที่มองหางานดีไซน์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น มีบาลานซ์ลงตัวระหว่าง เสียง และประสบการณ์ใช้งาน แม้ว่าจะมีข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจทำให้ยังไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ยังเป็นหูฟังที่อยากหยิบมาใช้ซ้ำในชีวิตประจำวัน

ส่วนราคาขายในไทย Headphone (a) จะอยู่ที่ 5,999 บาท มีให้เลือกสี ขาว-ดำ-ชมพู ส่วนสีเหลือง Limited Edition จะตามเข้ามาในอนาคต
สรุปสเปก Nothing Headphone (a)
- น้ำหนัก: 310 กรัม (หูฟัง) และ 30 กรัม (ถุงผ้า)
- ไดรเวอร์: 40 มม. ไดนามิกเคลือบไทเทเนียม
- แบตเตอรี่: 1,060 mAh ใช้งานสูงสุด 135 ชม. (ปิด ANC) / 75 ชม. (เปิด ANC)
- ระบบตัดเสียง: Adaptive ANC สูงสุด 40-50 dB พร้อมไมค์ 5 ตัว
- การเชื่อมต่อ: Bluetooth 5.4 รองรับ LDAC, AAC, SBC และการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์
- พอร์ต: USB-C (รองรับ Lossless 24-bit/96kHz) และช่องเสียบ 3.5 มม.
- ความทนทาน: มาตรฐาน IP52 ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ
- สี: ขาว, ดำ, ชมพู, เหลือง (รุ่นพิเศษ)
พรีวิว Nothing Headphone (a) หูฟังดีไซน์จัดจ้าน เพิ่มสีสัน ให้ฟีเจอร์แน่นๆ
พรีวิว Nothing Phone (4a) Series สมาร์ทโฟนดีไซน์เท่ กับแนวคิด “เกิดมา …
เปิดราคาไทย Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) จัดเต็ม …