
ดีแทค-สดช.-สถาปัตย์ จุฬา-บุญมีแล็บ ผนึกกำลังวิจัย “ศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองจาก Mobility data” เผย 3 แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในประเทศสร้างท่องเที่ยวไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เผยว่าโครงการวิจัยศักยภาพการท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรองจาก Mobility data มีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า Mobility data หรือข้อมูลการเคลื่อนที่ เป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความสามารถในการประเมินสถานการณ์เดินทางการกระจุกตัวของผู้คน

การวิจัยข้อมูล Mobility data ระหว่างเดือนมิถุนายน 2563 – ตุลาคม 2564 พบว่าผู้เดินทางในภาพรวมเป็นเพศชายราว 40% เพศหญิงราว 35% และไม่ระบุเพศ 25% โดย 54% มีถิ่นพำนักในกรุงเทพฯ
ขณะที่ช่วงวัยของนักเดินทางท่องเที่ยว 47% มีอายุระหว่าง 21-40 ปี หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รองลงมาเป็นวัยกลางคน อายุ 41-60 ปี สัดส่วน 35% วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 14% และวัยเด็ก-เยาวชน อายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ 4% สำหรับรูปแบบการเดินทางแบบพักค้างคืนมีถึง 67% และไปเช้าเย็นกลับ 33%



จากการวิเคราะห์ Mobility data ทำให้ข้อสรุปเป็น 3 แนวทางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ได้แก่
1.การส่งเสริม Micro tourism
การดึงดูดนักท่องเที่ยวในรูปบบการเดินทางเช้าไปเย็นกลับ เพื่อร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้รวมถึงสินค้าและบริการท่องเที่ยว ที่อาจจะได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มครอบครัว, วัยทำงาน และวัยเกษียณอายุ

ในการพัฒนาดัชนีชี้วัดศักยภาพเมืองรองเพื่อพัฒนาเป็น Micro tourism ได้ใช้ 3 เกณฑ์ชี้วัด ได้แก่ 1. ปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับที่เข้ามาในพื้นที้ 2.สัดส่วนการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับที่สามารถดึงดูดได้จากจังหวัดอื่นในระยะ 150 กม. และ 3. ความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวแบบไปกลับได้จากระยะไกล
จังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น Micro tourism ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช, เชียงราย, นครพนม, ลำพูน, นครนายก, ระนอง, เพชรบูรณ์, อุบลราชธานี, แม่ฮ่องสอน, พัทลุง, ราชบุรี, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, มหาสารคาม, สุพรรณบุรี และชุมพร
2.การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ (Experience-base overnight tourism)
การท่องเที่ยวแบบค้างคืนกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและเพิ่มโอกาสในการบริโภคสินค้าและบริการในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการ

การวัดศักยภาพเมืองรองเพื่อพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ได้ใช้ 3 เกณฑ์ชี้วัด ได้แก่ 1. ปริมาณการกระจุกตัวของการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนในพื้นที่ 2.สัดส่วนการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนที่สามารถดึงดูดได้จากจังหวัดอื่นในระยะ 150 เมตร และ 3.สัดส่วนการเลือกพักค้างคืนของผู้มาเยือน
จังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพในการพัฒนาในรูปแบบนี้ได้แก่ นครศรีธรรมราช, เพชรบูรณ์, เชียงราย, อุบลราชธานี, พิษณุโลก, ชุมพร, จันทบุรี, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, เลย, ตราด, น่าน, นครสวรรค์, อุดรธานี, ลำปาง, ร้อยเอ็ด, สุรินทร์, มหาสารคาม, สตูล, ตรัง, และ ชัยภูมิ
3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด (Tourism Cluster)
แนวคิดส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างกลุ่มจังหวัดที่นักท่องเที่ยงมีแนวโน้มเดินทางไปใน 1 ทริป
จากการวิเคราะห์ Mobility data สามารถแบ่งคลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่จังหวัดเมืองรองเป็นสมาชิกได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

- กลุ่มเมืองรองแฝงเมืองหลัก : กลุ่มที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลักแต่มีเมืองรองร่วมอยู่ด้วย เช่น บุรีรัมย์-นครราชสีมา-สระบุรี
- กลุ่มเมืองรองล้อมเมืองหลัก : กลุ่มที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเมืองรองอยู่ร่วมกับจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น นครสวรรค์-ชัยนาท-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี
- กลุ่มเพื่อนเมืองรอง : กลุ่มที่มีสมาชิกทั้งหมดเป็นจังหวัดเมืองรอง เช่น ลำปาง-ตาก-กำแพงเพชร-นครสวรรค์
- กลุ่มเมืองฝาแฝด : กลุ่มที่มีสมาชิกเพียง 2 จังหวัด จับคู่ระหว่างเมืองหลักเมืองรอง หรือเมืองรองด้วยกันเอง เช่น ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา
สำหรับข้อมูลเชิงลึกและเบื้องหลังการทำงานเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dtac.co.th/mobility-data
ดีแทคจริง ไม่ทำแบบนี้! ดีแทค เตือนภัยลูกค้า แบบไหนเป็นมิจฉาชีพ