Xiaomi ยังคงเป็นแบรนด์ระดับต้นๆในเรื่องการทำโปรดักซ์ของดีราคาถูกเช่นเดียวกันกับ Mi Smart Band 4 หรือ Mi Band 4 ฟิตเนสแทรคเกอร์ จอสี ฟังค์ชั่นครบ แบตฯอึด ในราคาสุดจะย่อมเยา
สเปค Mi Smart Band 4 (Mi Band 4)
- หนัก 22.1 กรัม มีระดับการกันน้ำ 5ATM
- หน้าจอสี AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล ปรับความสว่างสูงสุด 400nit ระบบสัมผัสแบบ On-cell Capacitive
- ขนาดความกว้างของสายรัดข้อมือ 18มม. ปรับความยาวได้ตั้งแต่ 155-216 มม.
- มีสเปค RAM 512KB+ROM 16MB
- มีเซ็นเซอร์ เครื่องวัดความเร่ง 3 แกน + ไจโรสโคป 3 แกน; เซนเซอร์อัตราการเต้นหัวใจ PPG; เซนเซอร์วัดระยะชนิดเก็บประจุ
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
- แบตเตอรี่ขนาด 135mAh ใช้งานได้นานสูงสุด 20 วัน
- ฟังค์ชั่นมาตรฐานทำงานร่วมกับแอปฯ Mi Fit
- รองรับการทำงานกับอุปกรณ์ Android 4.4, iOS 9.0 หรือมากกว่า
- ราคาขายในไทย 1290 บาท
สตาร์ทกันที่แพ็คเกจตัว Mi Smart Band 4 ที่เข้ามาขายในไทยจะเป็นรุ่น Global version ระดับเริ่มต้นที่ไม่มี NFC หรือ Xiao AI แบบที่ขายกันในจีน สำหรับกล่องเป็นแบบทรงยาว มีรูปเครื่องและตัวเลขบอกชื่อรุ่นชัดเจน สำหรับอุปกรณ์ในกล่องประกอบด้วย
- Mi Smart Band 4
- สายรัดข้อมือ
- อุปกรณ์ชาร์จไฟ
- คู่มือการใช้งาน
การใช้งานเบื้องต้นในอุปกรณ์สมาร์ทโฟนก็ต้องมีแอปพลิเคชั่น Mi Fit กันก่อน (iOS/ Android) เมื่อเปิดแอปฯแล้ว Log in บัญชีเข้ามาก็จัดการเพิ่มอุปกรณ์ เลือกหมวดแบนด์ แล้วระบบก็จะจัดการจับคู่ (Pairing) สมาร์ทโฟนของเราเข้ากับ Mi Smart Band 4 ผ่านสัญญาน Bluetooth ควบคู่ไปกับการอัพเดต Firmware เวอร์ชั่นล่าสุดให้กับอุปกรณ์เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เริ่มต้นใช้งานกันได้เลย
Mi Smart Band 4 เป็นรุ่นแรกของตระกูล Mi Band ที่มาพร้อมหน้าจอสีโดยใช้จอ AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล สามารถปรับความสว่างได้สูงสุด 400nit หรือมากกว่ารุ่นเดิม 39.9%
จอแสดงผลของ Mi Band รุ่นที่ 4 ให้การแสดงผลที่คมชัด ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ไวและแม่นยำ และยังมีธีมที่ติดมากับแอปฯให้เลือกกันถึง 77 แบบ
ตัวจอคลุมด้วยกระจก 2.5D เคลือบสารป้องกันลายนิ้วมือ มีปุ่มสัมผัสใต้หน้าจอสำหรับแตะเพื่อปลุก หรือย้อนกลับไปที่หน้าแรก ซึ่งรุ่นนี้พื้นผิวตรงปุ่มจะเรียบเป็นระนาบเดียวกันกับจอไม่ได้เว้าลงไปเหมือนกับตัว Mi Band 3
วัสดุตัวเครื่อง Mi Smart Band 4 ทำจากโพลีคาร์บอเนต ขนาดไม่ต่างจากตัว Mi Band 3 มากนัก พลิกมาด้านหลังเครื่องแน่นอนว่าเป็นระบบเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ Optical sensor โดยมีสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนคือตัวขั้ว Pogo Pin ที่เชื่อมต่อกับแท่นชาร์จแบตเตอรี่ที่ย้ายมาอยู่ตรงนี้แทน
เมื่อตำแหน่ง Pogo Pin เปลี่ยนตัวอุปกรณ์ชาร์จก็ต้องเป็นดีไซน์ใหม่จากเดิมที่เป็นลักษณะซองเสียบเครื่องเข้าไป ก็เปลี่ยนมาเป็นแท่นสำหรับวางตัวแคปซูลเครื่องเข้าไปแท่นโดยที่มีเขี้ยวพลาสติกเล็กๆเพื่อล็อคให้เครื่องอยู่ติดกับแท่นชาร์จ
มาที่สายกันบ้าง ข่าวดีสำหรับคนที่ใช้ Mi Band 3 คือตัว Mi Smart Band 4 สามารถใช้สายร่วมกันได้ โดยสายมาตรฐานที่ติดมาเป็นวัสดุ TPU แน่นเหนียวใส่สบาย ใช้หมุดในการล็อคสาย
สำหรับสีที่ของสายที่เข้ามาในไทยตอนนี้มีทั้ง สีดำ, น้ำเงิน, ส้ม, แดง และชมพู ส่วนใครที่อยากได้สายสีอื่นหรือสายแบบแฟชั่นทั้งสายหนัง สายสแตนเลส ก็สามารถหาซื้อได้ตามช่องทางออนไลน์ทั่วไปทั้ง Lazada และ Shopee ราคาก็ไม่ได้แพงมากมีตั้งแต่ 25 บาท ไปจนถึง 500 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของสาย
ในส่วนของการใช้งานก็ไม่ได้ยากแต่อย่างใด
- ปัด ซ้าย-ขวา เพื่อเข้าฟังก์ชั่นควบคุมเพลง
- ปัดขึ้นลงเพื่อเข้าหน้าเมนูต่างๆ ทั้ง Status (สถานะ), Heart rate (วัดการเต้นหัวใจ), Workout (ออกกำลังกาย), Weather(สภาพอากาศ ), Notifications (แจ้งเตือน) และ More (อื่นๆ) ซึ่งตัวหลังสุดจะเป็นหน้าสำหรับตั้งค่า
โหมดที่ให้มาถือว่าครอบคลุมการใช้งานทั่วไป ติดที่ว่าตอนนี้ยังไม่รองรับภาษาไทย
สำหรับโหมดการออกกำลังรองรับ 6 รูปแบบได้แก่ Outdoor, Treadmill, Cycling, Walking, Exercise และ Pool Swimming ซึ่งแทร็กเกอร์มีมาตรฐานกันน้ำ 5 ATM ใส่่ลงน้ำจืดได้สูงสุด 50 เมตร ถือว่าเป็นแทร็กเกอร์ที่มีโหมดออกกำลังกายครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทั่วไปในระดับหนึ่ง
เมื่อใส่ออกกำลังกายเสร็จข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ อาทิเช่น อัตราการเต้นหัวใจ, ระยะเวลา, การเผาพลาญ หรือ ระยะทาง เป็นต้น ในกรณีที่เป็นการว่ายน้ำทาง Xiaomi ได้เคลมว่าตัวอุปกรณ์สามารถรับรู้ท่าทางการว่ายได้ถึง 5 รูปแบบ ขณะที่การเดิน, วิ่ง หรือปั่นจักรยานตัวแทรคเกอร์จะมีการจับ GPS กับสมาร์ทโฟนเพื่อสรุปเป็นเส้นทางการวิ่ง
เพื่อการดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์ในรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ตรวจจับการนอน ช่วยให้เราได้เข้าใจรูปแบบการนอนของตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหลับลึก หรือหลับตื้น ระยะเวลาการนอน รวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจขณะหลับ ซึ่งบนหน้าแอปฯก็มีการประมวลผลออกมาเป็นกราฟให้ดูกันแบบง่ายๆ พร้อมคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ
จากฟังค์ชั่นทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นว่าแทรคเกอร์รุ่นนี้สามารถใส่ติดตัวได้ทั้งวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นจอสีมีแบตเตอรี่ขนาด 135mAh แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 20 วัน ซึ่งจากการทดสอบโดยเปิดให้วัดอัตราการเต้นหัวใจอัตโนมัติทุกๆ 5 นาที พร้อมด้วยตรวจจับการนอน เป็นเวลา 34 ชั่วโมงตัวแบตเตอรี่ก็ลดไปเพียง 6% เท่านั้น
ด้วยราคาและสเปคที่ให้ Xiaomi Mi Smart Band 4 จัดว่าเป็นแทรคเกอร์ที่มีความคุ้มค่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นจอสี แบตเตอรี่ที่อึด มีมาตรฐานกันน้ำ พร้อมสายแฟชั่นให้เลือกใช้หลากหลายแถมราคาไม่แพง
ส่วนเรื่องระบบที่ยังไม่รองรับภาษาไทย ถ้าใครเคยใช้ Mi Band 3 มาก็น่าจะพอทราบกันดีว่าหลังเปิดขายอย่างเป็นทางการในไทยได้ไม่นานทาง Xiaomi ก็ออกอัพเดต Firmware รองรับภาษาไทยตามมาในเวลาที่ไม่นานนัก ซึ่งรุ่นนี้เชื่อว่าก็คงใช้ระยะเวลาที่ไม่ต่างกันมาก หรือถ้าใครใจร้อน มันก็ยังพอมีวิธีทำให้ใช้ได้ชนิดไม่ 100% สามารถไปค้นข้อมูลดูวิธีทำกันได้ตาม YouTube หรือกลุ่มบน Facebook
สำหรับใครที่สนใจหรือกำลังเล็งๆ Mi Smart Band 4 อยู่ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ Mi Store และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในราคาทางการ 1,290 บาท และถ้าใครจังหวะดีหน่อยก็อาจจะได้รุ่นนี้มาในราคาไม่ถึงพัน
ทั้งนี้ต้องระวังกันนิดนึงเพราะจากที่สำรวจมาร้านค้าบางเจ้าก็เอาเครื่องที่เป็น China ver. เข้ามาขายโดยไม่แจ้งรายละเอียดกับฝั่งผู้ซื้อ ซึ่งใครที่ได้ไปแม้จะใช้งานได้เหมือนกัน แต่ก็อาจจะมีผลในตอนที่อัพเดต Firmware ถ้าอยากให้ได้ Global ver. แบบชัวร์ๆ แนะนำให้ซื้อกับทาง Xiaomi หรือร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยจะดีที่สุด































