
Meta เปิดตัวโปรดักซ์ชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา AR ตัวแรกของบริษัทที่ชื่อว่า Orion พร้อมด้วยแว่น VR Quest 3S ซึ่งเป็นรุ่นรองของ Quest 3 และแว่นตาที่ทำร่วมกับ Ray-Ban รุ่นใหม่
Meta Quest 3S
Meta Quest 3S เป็นเวอร์ชั่นปรับราคาลงมาของ Quest 3 โดยใช้สเปคที่ผสมกันระหว่าง Quest 2 และ 3 โดยที่ 3S ราคาเริ่มต้นที่ 300 ดอลลาร์ หรือราว 9,700 บาท แต่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon XR2 Gen 2 เช่นเดียวกับ Quest 3 รุ่นปกติ พร้อม RAM 8GB และมีเทคโนโลยีการส่งผ่านสีแบบเดียวกันซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Quest 2 (ใช้กล้อง 4 ล้านพิกเซล เพื่อนำโลกแห่งความจริงเข้ามาสำหรับประสบการณ์ AR)

สิ่งที่รุ่นนี้ตัดออกจาก Quest 3 เพื่อลดต้นทุน คือใช้จอ LCD แบบตัวเดียวที่มีความละเอียดต่อตาต่ำกว่าเล็กน้อย (1,832 x 1,920px เทียบกับ 2,064 x 2,208px) โดยที่ยังคงให้ความถี่รีเฟรช 90Hz และ 120Hz แต่ไม่มี 72Hz และ 80Hz (ตัวเลือกเหล่านี้มีประโยชน์เมื่อใช้ PCVR)

ที่สำคัญกว่านั้น เลนส์พาสเทลบางของ Quest 3 ถูกแทนที่ด้วยเลนส์เฟรสเนลแบบเก่าของ Quest 2 ทำให้มุมมองลดลงเหลือ 96° ในแนวนอน และ 90° แนวตั้ง เมื่อเทียบกับ 110° และ 96°

3S มีน้ำหนักใกล้เคียงกับรุ่นปกติแต่มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นเล็กน้อยที่ 2 ชั่วโมง 30 นาที (เทียบกับ 2 ชั่วโมง 12 นาที) แม้จะมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กลง (4,324mAh เทียบกับ 5,060mAh)
Meta Quest 3S มีความจุหน่วยความจำสองแบบคือ 128GB และ 256GB โดยที่รุ่นแรกเคาะราคาที่ 300 ดอลลาร์ หรือราว 9,700 บาท และรุ่นต่อมา 400 ดอลลาร์ หรือราว 12,900 บาท
Meta Orion
“Orion มีระยะการมองเห็นที่กว้างที่สุดในแว่นตา AR แถมมีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นี่คือคำอธิบายสั้น ๆ สำหรับแว่นตารุ่นนี้ และถึงแม้ว่าจะดูคล้ายกับ Ray-Ban Stories แต่นี้ก็เป็นแว่นตา AR จริงๆ โดยมาพร้อมกับจอแสดงผลโฮโลแกรมคู่และการทำแผนที่ 3D ที่สามารถวางวัตถุเสมือนจริงเข้ากับโลกแห่งความจริงได้
แว่นตา Meta Orion เหมาะสำหรับใช้ในร่มและกลางแจ้ง โดยที่ Meta เคลมว่าแว่นตารุ่นนี้มีน้ำหนักเบาและมีจอแสดงผลโฮโลแกรมขนาดใหญ่ โดยที่จอแสดงผลโฮโลแกรมมีความโปร่งใส ทำให้สามารถมองทะลุผ่านได้และผู้คนรอบข้างสามารถเห็นดวงตาของผู้ใช้งานได้
อย่างไรก็ตาม จอแสดงผลเหล่านี้ยังสามารถวาดกราฟิกสีได้ ซึ่งอาจทำได้ง่ายๆ เช่น การแสดงผลจอเสมือนจริงให้ลอยอยู่ในอากาศ หรืออาจซับซ้อนอย่างการแตะไปที่ Meta AI เพื่อจดจำวัตถุและติดแท็กด้วยข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งในการสาธิต Meta ได้สาธิตการแสดงอาหารบนเคาน์เตอร์ โดยที่ตัวแว่นตามีการจดจำอาหาร ติดแท็กและเสนอสูตรอาหารที่สามารถทำได้ด้วยวัตถุดิบเหล่านั้น

Meta บอกว่าเพื่อให้ Orion มีขนาดกะทัดรัดและมีสไตล์ บริษัทต้องบรรจุส่วนประกอบภายในให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนถึงระดับเศษส่วนของมิลลิเมตร และแม้ว่านี่จะเป็นแว่นตา AR ที่ทันสมัยที่สุด แต่ก็ยังต้องการการปรับแต่ง ซึ่งในปัจจุบันจะมีเฉพาะพนักงาน Meta และบุคคลภายนอกที่ได้รับเลือกเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ต้นแบบ Orion เพื่อช่วยทีมในการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ก่อนจะวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคทั่วไปในอนาคตอันใกล้นี้
Ray-Ban Meta
อีกหนึ่งโปรดักซ์ที่เปิดตัวเป็นแว่นตา Ray-Ban Meta รุ่นใหม่ ที่มีความเป็นกล้องติดหัวและผู้ช่วย AI มากกว่า Orion โดยที่ปัจจุบัน Meta AI มีความฉลาดขึ้นและสามารถเรียกใช้เพียงครั้งเดียวด้วย “Hey Meta” ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องพูดคำนี้สำหรับทุกคำถาม พร้อมกันนี้แว่นตายังสามารถช่วยในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น สามารถจำได้ว่าผู้ใช้จอดรถไว้ที่ไหน รวมถึงใช้คำสั่งเสียงเพื่อตั้งการแจ้งเตือนหรือส่งข้อความเสียงไปยังผู้ใช้ WhatsApp และ Messenger



ทาง Meta ได้ร่วมมือกับ Be My Eyes ซึ่งเป็นแอปฟรีที่เชื่อมต่ออาสาสมัครที่มีสายตาปกติที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาทางสายตา โดยที่แว่นจะทำหน้าที่สตรีมวิดีโอ POV เพื่อให้อาสาสมัครสามารถช่วยแนะนำผู้ใช้ได้
นอกจากนี้ Meta ยังได้ร่วมมือกับ Audible และ iHeart เพื่อให้ผู้ใช้มีทางเลือกในสิ่งที่จะฟังมากขึ้นขณะใช้แว่นตา รวมถึงปรับปรุงการผสานการทำงานร่วมกันกับ Spotify และ Amazon Music
หากคุณต้องการอะไรที่พิเศษกว่านั้น Meta ก็กำลังจะเปิดตัวกรอบ Shiny Transparent Wayfarer รวมถึงนำเสนอเลนส์ UltraTransitions GEN S รุ่นใหม่ของ Luxottica มาให้ผู้ใช้ด้วย
แว่นตา Ray-Ban Meta Wayfarer รุ่นใหม่เริ่มต้นที่ 300 ดอลลาร์ หรือราว 9,700 บาท และ 430 ดอลลาร์ หรือราว 13,900 บาท สำหรับรุ่น Shiny Transparent พร้อมเลนส์ UltraTransitions