รีวิว Fitbit Charge 5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะอีกหนึ่งไอเท็มผู้ช่วยชั้นดีสำหรับที่รักสุขภาพ มาพร้อมหน้าจอสีสันสดใส โหมดออกกำลังกาย และการติดตามด้านสุขภาพที่ครบถ้วน
สารบัญ
สเปค Fitbit Charge 5
- ขนาดตัวเรือน 36.7 x 22.7 x 11.2มม หนัก 28 กรัม มาตรฐานกันน้ำ 5ATM
- จอสีสัมผัส AMOLED 1.04 นิ้ว (0.86×0.58px) ความสว่าง 450nits
- เซ็นเซอร์ และส่วนประกอบ
- เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ Optical
- 3-axis Accelerometer
- มี GPS + GLONASS ในตัว
- เซ็นเซอร์สีแดงและอินฟราเรดสำหรับการตรวจวัด SpO2
- เซ็นเซอร์อุณหภูมิอุปกรณ์
- มอเตอร์สั่น
- Ambient light sensor
- รองรับ Bluetooth 4.0
- มี NFC
- มีเซ็นเซอร์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ใช้ร่วมกับแอป ECG และแอป EDA Scan
- รองรับการบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวโดยละเอียด 7 วัน และบันทึกยอดรวมรายวันในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
- อายุการใช้งานแบตเตอรี่ทั่วไป 7 วัน (Standby ได้ 10 วัน) ใช้เวลาในการชาร์จต่อรอบ 2 ชั่วโมง
- รองรับการทำงานกับอุปกรณ์ iOS 12.2 หรือ Android 8.0 ขึ้นไป
- สีที่วางจำหน่าย Graphite/Black, Soft Gold/Lunar White, Platinum/Mineral Blue
- ราคาขายในไทย 7,690
แกะกล่อง
ทุกครั้งที่แกะกล่องผลิตภัณฑ์เราก็ยังรู้สึกได้ว่า Fitbit เป็นแบรนด์ที่ใส่ใจในการทำแพ็คเกจจิ้ง ตั้งแต่หน้ากล่องที่จะต้องมีรูปโปรดักซ์, ชื่อรุ่น และสเปคไฮไลท์ระบุไว้อย่างชัดเจน เมื่อถอดกล่องออกมาก็จะพบกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องของตัวเอง ประกอบด้วย
- Fitbit Charge 5
- สาย Infinity band 2 ขนาด S กับ L (ไซส์ S จะอยู่กับตัวสมาร์ทแบนด์)
- สายชาร์จแม่เหล็ก
- คู่มือ และใบรับประกัน
ดีไซน์
Fitbit Charge 5 เป็นสมาร์ทแบนด์ที่ได้รับการออกแบบให้สวมใส่ได้สบายตลอดทั้งวัน ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและน้ำหนักที่เบาเพียง 28 กรัม ซึ่งสีที่เราได้มาเป็น Soft Gold/Lunar White ตัวเรือนเป็นวัสดุอะลูมิเนียมสีทอง ขณะที่สายรัดสีขาวใช้วัสดุฟลูออโรอีลาสโตเมอร์ พร้อมมาตรฐานกันน้ำ 5ATM
ตัวสายสามารถถอดเปลี่ยนได้เองง่ายๆ แค่กดสลักด้านหลัง โดยที่ Fitbit แถมสายมาให้ 2 ขนาดคือ S (140–180มม.) กับ L (180-220มม.) จะข้อมือเล็ก ข้อมือใหญ่ก็ใส่ได้สบาย ซึ่งรูปแบบการใส่จะเป็นการซ่อนปลายสายเข้าด้านใน
สมาร์ทแบนด์มีหน้าจอสัมผัส AMOLED ทรงสี่เหลี่ยมขนาด 1.04 นิ้ว (0.86×0.58px) ความสว่างหน้าจอ 450nits สว่างขึ้น 2 เท่าจากรุ่น Charge 4 พร้อมฟังค์ชั่น Always-On Display คลุมทับส่วนหน้าจอด้วยกระจก Corning Gorilla Glass ขณะที่รูปแบบหน้าปัด (Clock Face) ก็มีตัวเลือกให้เยอะมากๆ ทั้งอันที่ใช้งานได้ฟรี และแบบที่เสียเงิน
ตัวอุปกรณ์ไม่มีปุ่มกดการสั่งงานทั้งหมดจะเป็นการสัมผัสหน้าจอเพียงอย่างเดียว ใครที่ชินกับสมาร์ทแบนด์แบบมีปุ่มเพื่อกด Back หรือกดไปหน้า Home ก็ต้องปรับตัวเล็กน้อย ขณะที่ขอบตัวเรือนด้านซ้ายและขวาจะเป็นเซ็นเซอร์ไฟฟ้าอเนกประสงค์
ตัวเรือนด้านหลังมีมีเซ็นเซอร์วัดค่าต่าง ๆ และมีขั้วชาร์จ Pogo Pin ที่รองรับการใช้งานร่วมกับสายชาร์จซึ่งจะเป็นแบบแม่เหล็ก
ฟังค์ชั่น
ในการใช้งานก็ต้องมีแอปฯ Fitbit กันก่อนโดยที่โหลดได้ทั้งฝั่ง iOS และ Android จากนั้นทำการ Log in หรือสร้าง Account ใน Fitbit ขึ้นมา
ขั้นตอนต่อมาก็ทำการเชื่อมต่อ Fitbit Charge 5 เข้ากับ Account ของเรา โดยที่ต้องเสียบนาฬิกาเข้ากับที่ชาร์จเพื่อปลุกเครื่องขึ้นมาก่อนจากนั้นก็จัดการทำตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำ รวมถึงการอัพเดตซอฟต์แวร์นาฬิกาให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดได้เลย
ฟีเจอร์การดูแลสุขภาพสมาร์ทแบนด์รุ่นนี้ก็มีมาให้ครบทั้ง Heart Rate Tracker ระบบติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและวัดการเผาผลาญพลังงานได้ตลอดเวลา รวมถึงมี Heart Rate Variability ช่วยติดตามการแปรผันของหัวใจช่วยให้ผู้ใช้สังเกตอาการและปรับสมดุลร่างกายให้กับตัวเองได้ นอกจากนี้ยังดูเรื่องอัตราการหายใจ และระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2)
อีกฟีเจอร์ไฮไลท์ของ Fitbit Charge 5 คือเป็นแทรคเกอร์ตัวแรกที่มีเซ็นเซอร์ Electrodermal Activity Sensor (EDA) ที่ใช้สำหรับการติดตามความเครียดโดยใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของต่อมเหงื่อบริเวณนิ้วมือ ผ่านการแตะนิ้วที่บริเวณเซ็นเซอร์ด้านข้างของตัวเรือนซึ่งจะใช้เวลาราว 2-3 นาที
สำหรับการออกกำลังกาย Charge 5 มาพร้อมโหมดการออกกำลังกายกว่า 20 แบบ ตั้งแต่การออกกำลังกลางแจ้ง, ในร่ม หรือจะเป็นในน้ำ พร้อมระบบตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ และระบบวัด VO2 Max ค่าการใช้ออกซิเจนของร่างกายซึ่งเป็นตัวบ่งบอกระดับความฟิต
สมาร์ทแบนด์รุ่นนี้มี GPS ในตัวสามารถระบุพิกัด GPS + GLONASS มาให้ในตัวในระหว่างการออกกำลังกายกลางแจ้งได้เลยไม่ต้องจับพิกัดผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งตำแหน่งเส้นทาง และข้อมูลการออกกำลังกายแบบละเอียดสามารถดูได้จากหน้าแอปบนสมาร์ทโฟน
เรื่องการพักผ่อนตัวแบนด์มีระบบ Sleep Score เพื่อให้คะแนนการนอนของผู้ใช้ โดยคำนวนจาก ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนถึงตื่น, ระดับออกซิเจนในเลือด SpO2 ขณะที่หลับ, อัตราการเต้นของหัวใจขณะที่หลับ และระดับของการนอน (Sleep Stages) ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถวิเคราะห์การนอนของตนเองได้ว่าพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการสังเกตสิ่งผิดปกติว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยหรือไม่
ในด้านการใช้งานทั่วไปตัวอุปกรณ์สามารถรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนมายังหน้าปัดได้ และมีความสามารถในการส่ง Emoji หรือใช้ข้อความด่วน เพื่อตอบกลับ (Quick Replies) ติดที่ว่าตอนที่เรารีวิวทาง Fitbit ยังไม่อัพเดตให้ตัวอุปกรณ์รองรับการแสดงผลภาษาไทย
สำหรับแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 7 วัน ถ้าเป็นโหมด Stand by อยู่ได้ราว 10 วัน ซึ่งถ้าเปิด GPS หรือ Always-on ไว้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็จะลดลงขึ้นอยู่กับการใช้งาน ขณะที่เวลาในการชาร์จ 100% ราว 2 ชั่วโมง
สรุป+ราคา
Fitbit Charge 5 เปิดราคาไทยมาที่ 7,690 บาท จากที่ได้ รีวิว มาเรื่องวัสดุดีไซน์จัดว่าหรูพรีเมี่ยมสมราคา มี GPS ในตัว ขณะที่ฟังค์ชั่นการดูแลสุขภาพพื้นฐานก็มีมาให้ครบถ้าไม่ติดเรื่องที่ยังไม่รองรับภาษาไทยในตอนนี้ก็นับว่าเป็นสมาร์ทแบนด์อีกรุ่นที่น่าใช้ แต่ก็มีข้อสังเกตนิดหนึงสำหรับใครที่คาดหวังข้อมูลที่ลึกขึ้นและละเอียดขึ้นก็ต้องยอมจ่ายค่า Fitbit Premium สนนราคาที่ 10 ดอลลาร์ ต่อเดือน หรือราว 330 บาท ถ้าใครยังลังเลว่าจะคุ้มหรือไม่ทาง Fitbit ก็มีโปรฯ ให้ทดลองใช้งานได้ฟรี 6 เดือน



























































