
Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตชื่อดังระดับโลกจากอิตาลี ได้เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ โดยประกาศเปิดตัวรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่รุ่นแรกของแบรนด์ภายใต้ชื่อ Ferrari Luce ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มาในรูปแบบตัวถังแฮตช์แบ็ก 5 ประตู 5 ที่นั่ง ซึ่งนับเป็นการท้าทายคำนิยามดั้งเดิมของแบรนด์ Ferrari
ในการสร้างสรรค์รถยนต์รุ่นนี้ Ferrari ได้ร่วมมือกับ LoveFrom บริษัทออกแบบอิสระที่นำโดย Sir Jony Ive และ Marc Newson ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ Jony Ive ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังอย่าง Apple iPhone รุ่นแรก ได้เข้ามาออกแบบรถยนต์ การร่วมมือกันในครั้งนี้ได้นำเสนอรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมดให้กับแบรนด์ โดยเป็นการผสมผสานภาษาการออกแบบที่มินิมอลเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนตามข้อกำหนดของรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่

ขนาดมิติตัวถังของ Ferrari Luce ถือเป็นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยสร้างมา โดยมีความยาว 5,026 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,999 มิลลิเมตร ความสูง 1,544 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ 2,961 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับ Ferrari Purosangue จะพบว่า Luce มีความยาวมากกว่า 53 มิลลิเมตร และมีความสูงลดลงกว่า 45 มิลลิเมตร
รูปลักษณ์ภายนอกแบ่งโครงสร้างตัวถังออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือส่วนบนที่เป็นกระจกโทนสีเข้มที่วางอยู่บนโครงสร้างตัวถังส่วนล่างที่ทำสี ไฮไลต์ด้วยล้อต่างขนาด โดยล้อหน้ามีขนาด 23 นิ้ว และล้อหลังมีขนาด 24 นิ้ว

กระบวนการพัฒนาถูกขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์เพื่อระยะทางการขับขี่ที่สูงสุด ทีมวิศวกรได้ทำการคำนวณพลศาสตร์ของไหลทางดิจิทัลมากกว่าที่เคยทำในรุ่น Purosangue ถึงสองเท่าครึ่ง
ตัวถังมาพร้อมการติดตั้งช่องดักลมด้านหน้า S-duct ที่ช่วยจัดการทิศทางลมที่ไหลเข้ามาและช่วยลดระยะสายตาของจมูกหน้ารถให้สั้นลง สปอยเลอร์หน้าและหลังแบบลอยตัวช่วยให้อากาศไหลผ่านระหว่างชั้นของตัวถังได้อย่างราบรื่น ขณะที่ใบปัดน้ำฝนแนวตั้งถูกจัดวางให้แนบชิดกับขอบกระจกหน้า
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำที่สุดในบรรดารถยนต์ของแบรนด์ โดยสามารถลดแรงต้านลงได้ 25% เมื่อเทียบกับ Amalfi

ภายในห้องโดยสาร Ferrari เลือกสวนทางเทรนด์รถ EV ยุคใหม่ที่เน้นจอขนาดใหญ่เต็มคอนโซล โดย Luce ยังคงใช้ปุ่มและลูกบิดอะลูมิเนียมแบบ Physical Control เพื่อให้ผู้ขับโต้ตอบกับรถได้อย่างแม่นยำมากขึ้น พวงมาลัยใช้วัสดุอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ขณะที่หน้าจอและระบบดิจิทัลภายในถูกพัฒนาร่วมกับ Samsung
การไม่มีอุโมงค์ชุดเกียร์แบบกลไกทำให้พื้นห้องโดยสารมีความแบนราบ ส่งผลให้ Ferrari สามารถนำเสนอห้องโดยสารแบบ 5 ที่นั่งแท้จริงได้เป็นครั้งแรก ผู้โดยสารสามารถเข้าสู่ห้องโดยสารตอนหลังผ่านประตูบานพับด้านหลังขนาดใหญ่ (Suicide Doors) มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง ทว่าแนวหลังกคาที่ลาดเอียงทำให้พื้นที่แนวตั้งมีข้อจำกัด โดยผู้โดยสารที่มีความสูงตั้งแต่ 180 เซนติเมตรขึ้นไป อาจมีความเป็นไปได้ที่ศีรษะจะสัมผัสกับเพดานหากเอนหลังพิงกับพนักพิงศีรษะ

ด้านหลังเบาะนั่งตอนหลังมีพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถขนาด 597 ลิตร ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรถยนต์ Ferrari
Luce ถูกสร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ชุดแบตเตอรี่ความจุ 122 kWh ถูกติดตั้งรวมเข้ากับพื้นตัวถังโดยตรง ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง 95 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรุ่น Purosangue โดย Ferrari เป็นผู้ผลิตชุดแบตเตอรี่น้ำหนัก 630 กิโลกรัมนี้ขึ้นเองในโรงงาน ใช้เซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบถุง (Pouch Cells) ที่พัฒนาร่วมกับ SK On ผู้จัดหาชิ้นส่วนจากเกาหลีใต้ โครงสร้างจัดวางในรูปแบบ 15 โมดูล รวมถึงการวางแบบซ้อนสองชั้น (Double-stack) ไว้ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง
ระบบไฟฟ้าองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charging) สูงสุด 350 kW ซึ่งสามารถเพิ่มพลังงานได้ 70 kWh ภายในเวลา 20 นาที การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งจะให้ระยะทางการวิ่งสูงสุดประมาณ 530 กิโลเมตร
ตัวรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอิสระ 4 ตัว โดยเมื่อทำงานร่วมกันจะให้พละกำลังรวมสูงสุด 830 kW หรือคิดเป็น 1,036 แรงม้า และมีแรงบิด 1,002 นิวตันเมตร ระบบจะส่งกำลังส่วนใหญ่ไปยังเพลาล้อหลัง ซึ่งมีมอเตอร์ขนาดใหญ่สองตัวที่ให้กำลัง 416 แรงม้าต่อตัว และทำรอบหมุนสูงสุด 25,500 รอบต่อนาที ส่วนเพลาล้อหน้าใช้มอเตอร์ขนาดเล็กสองตัวที่ให้กำลัง 141 แรงม้าต่อตัว และทำรอบหมุนสูงสุด 30,000 รอบต่อนาที โดยชุดขับเคลื่อนด้านหน้าจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อรถยนต์ทำงานในโหมดประหยัดพลังงาน (Range mode)
Luce ทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลา 2.5 วินาที และทำความเร็วถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 6.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในด้านการควบคุมน้ำหนักตัวรถที่มีน้ำหนักรถเปล่า 2,260 กิโลกรัม รถยนต์รุ่นนี้เลือกใช้ระบบช่วงล่างแบบปีกนกคู่ (Double-wishbone) ทำงานร่วมกับโช้กอัพไฟฟ้า Multimatic TrueActive ระบบ 48 โวลต์ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการใช้เหล็กกันโคลงแบบกลไกทั่วไป ด้วยการปรับสภาพตามพื้นผิวถนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Ferrari พยายามสร้าง “อารมณ์การขับ” ให้รถ EV มากขึ้น โดย Paddle Shift ด้านซ้ายใช้สำหรับปรับระดับ Regenerative Braking ส่วน Paddle ด้านขวาใช้ควบคุมลักษณะการจ่ายกำลังของมอเตอร์
ในด้านการตอบสนองทางเสียง วิศวกรได้ติดตั้งเซนเซอร์วัดความเร่ง (Accelerometer) ไว้ที่เพลาล้อหลังเพื่อตรวจจับแรงสั่นสะเทือนของมอเตอร์ไฟฟ้า และทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงจริงเหล่านั้นส่งเข้ามาภายในห้องโดยสาร
Ferrari Luce เปิดตัวมาพร้อมกับราคาที่สูงเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 550,000 ยูโร หรือเกือบ 20.9 ล้านบาท ในยุโรป และมีราคาประเมินอยู่ที่ 440,000 ปอนด์ หรือราว 19.3 ล้านบาท สำหรับตลาดสหราชอาณาจักร การส่งมอบในยุโรปจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ส่วนรุ่นพวงมาลัยขวาจะเดินทางไปถึงสหราชอาณาจักรในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027
ทั้งนี้ Ferrari ยังคงจำกัดกำลังการผลิตอย่างเข้มงวดไว้ที่ประมาณ 14,000 คันต่อปีสำหรับรถยนต์ทุกรุ่นในไลน์อัป ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่รุ่นนี้จะยังคงเป็นรถยนต์ที่มีความเอกซ์คลูซีฟสูงเช่นเดิม
Sam Altman เผย อุปกรณ์ AI ใหม่ ของ OpenAI จะ “สงบและเรียบง่ายกว่า …
เผยเบาะแสฮาร์ดแวร์ชิ้นแรกของ OpenAI ฝีมือออกแบบ Jony Ive อาจเป็น …
Apple เลือกไม่ต่อสัญญาเพื่อแยกทางกับ Jony Ive อย่างเป็นทางการ …