
กลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของวงการสังคมออนไลน์ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาของไทย) หลังจากที่ Facebook และบริการในเครืออย่าง Instagram, WhatsApp, Oculus VR, และ Facebook Messenger เกิดเหตุระบบล่มไม่สามารถใช้งานได้พร้อมกัน
หลังจากผ่านไปนานเกือบ 7 ชั่วโมงในที่สุดบริการส่วนใหญ่ของ Facebook ก็เริ่มกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ทำให้บริการทุกอย่างติดสถานะออฟไลน์ข้ามคืนมีต้นเหตุมาจาก “ปัญหาเครือข่าย“
FACEBOOK ออกมาขอโทษและให้เหตุผลที่ FACEBOOK และแพลตฟอร์มในเครือ ล่มนานกว่า 6 ชม.
อย่างไรก็ตามการที่อยู่ๆ บริการทุกอย่างของ Facebook ไม่สามารถใช้งานได้พร้อมกัน ก็ทำให้สื่อต่างประเทศอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่านี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่แพลตฟอร์มโดนอดีตลูกจ้างออกมาแฉว่าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีส่วนร่วมในการปลูกฝังความกลัวและความเกลียดชังในกลุ่มผู้ใช้งาน
ย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของFacebook ได้ไปปรากฏตัวในที่ประชุมของรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเพื่อตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
จากนั้นในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมารายการข่าว 60 Minutes ก็ได้มีการปล่อยคลิปรายการสัมภาษณ์ “Facebook Whistle Blower Frances Haugen” ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ Frances Haugen อดีตพนักงานของ Facebook ที่กำลังจะเข้าพบรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันอังคารนี้ ในฐานะพยานที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและข้อบกพร่องของแพลตฟอร์มในด้านความโปร่งใสในการจัดการเรื่องเนื้อหาแสดงความเกลียดชัง และการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด
สำหรับตัวผู้ที่ออกมาแฉในอดีตเธอเคยดำรงตำแหน่งดูแลด้านปัญหาคุณธรรม (Civic Integrity) ให้กับ Facebook โดยมีหน้าที่ในการทำงานเพื่อลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชังในช่วงเวลาการก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นคือสิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจต้องเผยแพร่งานวิจัยภายในออกมา
Haugen เผยว่าต้นตอของปัญหาเริ่มในปี 2018 ที่แพลตฟอร์มเริ่มใช้อัลกอริทึมแบบใหม่ เริ่มควบคุมการมองเห็นเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม เพิ่ม Engagement ซึ่งบริษัทพบว่าการมีส่วนร่วมที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังความกลัวและความเกลียดชังในกลุ่มผู้ใช้งาน
อดีตพนักงานวัย 37 ปีได้กล่าวว่าFacebook ไม่ได้มีการลงทุนที่มากพอเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นแพลตฟอร์มที่อันตราย ซึ่งตัวเธอรู้สึกหมดศรัทธาในความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะปกป้องผู้ใช้หลังจากที่มีการยุบทีมที่ดูแลด้าน Civic Integrity ทันทีหลังจบการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020 และเป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นความรุนแรงจากเหตุจลาจล Capitol Hill ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
“สิ่งที่ฉันเห็นบน Facebookซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างสิ่งที่ดีต่อสาธารณะและสิ่งที่ดีสำหรับ Facebook และบริษัทก็ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยเลือกที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เช่น การหาเงินเพิ่ม Facebookตระหนักดีว่าถ้าหากพวกเขาเปลี่ยนอัลกอริทึมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้คนจะใช้เวลาบนไซต์น้อยลง พวกเขาจะคลิกโฆษณาน้อยลง พวกเขาจะสร้างรายได้น้อยลง”
ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ Haugen ต้องการเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาดำเนินการแทรกแซงด้วยการควบคุมและจัดระเบียบแพลตฟอร์มและตัวเธอเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่ทำจะให้ผู้บริโภคเกลียดFacebook แต่อย่างใด