หลังจากที่ซื้อมือถือเครื่องใหม่ เคสคือสิ่งที่หลายๆ คนเลือกซื้อทันทีหลังจากที่ได้เครื่องมาเพราะนอกจากจะช่วยในการปกป้องเครื่องจากรอยขีดข่วน หรือการตกกระแทกได้แล้ว เคสบางแบรนด์ก็ยังสวยโดดเด่น และในวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ DEVILCASE แบรนด์เคสโทรศัพท์ของไต้หวันที่ตอนนี้เริ่มมีวางขายตามร้านค้าตัวแทนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว
DEVILCASE เป็นผู้ผลิตเคสโทรศัพท์มือถือระดับชั้นนำของไต้หวันซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 พร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ว่า “เคสโทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์เสริมในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ” ซึ่งปัจจุบันสินค้าของ DEVILCASE มีการวางจำหน่ายทั่วแถบเอเชีย รวมถึงในประเทศไทยเองก็สามารถหาซื้อได้

เคสที่เราได้มาเป็นเคสสำหรับ Apple iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ซึ่งใครที่ใช้สมาร์ทโฟนสองรุ่นนี้อยู่ก็วางใจได้เลยเพราะมีตัวเลือกเคสเยอะมากๆ ส่วนจะมีอะไรบ้างมาไล่ดูกันไปทีละชิ้น
Guardian Standard / Guardian Standard with MagSafe (ราคา 1,199 บาท / 1,319 บาท)
เคสรุ่นมาตรฐานให้ประสิทธิภาพการป้องกันสูงโดยผ่านการทดสอบการตกตามมาตรฐานกองทัพสหรัฐฯ MIL-STD-810G และตัวเคสได้ผ่านการทดสอบการตกในระดับความสูง 1.2 เมตร โดยลงในมุมต่างๆ มาแล้ว 26 ครั้ง

แผ่นฝาหลังของเคสใช้วัสดุ TPU แบบใสให้ความยืดหยุ่นช่วยซับแรงกระแทกจากภายนอก โดยที่ทนต่อรอยขีดข่วนได้ในระดับ 4H และมีการออกแบบส่วนบริเวณขอบกล้องที่เป็นวัสดุอลูมิเนียมให้ยกสูงกว่าตัวกล้องเล็กน้อยเพื่อช่วยป้องกันเลนส์กล้อง

แต่ที่สำคัญสุดๆ คือทางแบรนด์ได้เคลือบ Anti-yellowing TPU หรือสารป้องกันสีเหลืองมาให้ ทำให้ตัวเคสคงความใสสะอาดได้ยาวนานซึ่งเป็นการลดข้อเสียของเคสใสที่เมื่อเราใช้ไปนานๆ ตัวเคสมันจะเหลืองขึ้นด้วยปัจจัยสารพัดทั้ง UV และคราบเหงื่อของผู้ใช้ สำหรับวัสดุปุ่มกดก็เป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์ทำให้มีความทนทานไม่เสียรูปง่าย



เคสรุ่นนี้ถูกออกแบบมาในลักษณะ Mo-Dunization ที่ชิ้นส่วนอลูมิเนียมครอบเลนส์กล้องและปุ่มกดจะแยกจากกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกสีกรอบเลนส์กล้องและปุ่มในแบบต่างๆ ได้ตามความพอใจ ซึ่งถ้าชอบแบบโดดเด่นไม่เกรงใจใคร ก็ลองเลือกสีขอบเครื่องเป็น สีรุ้ง, สีกรอบครอบเลนส์เป็น Purple Titanium / แบบขั้นบันได และใช้สีปุ่มแบบ Purple Titanium ก็ดูสนุก สดใส ดีนะ



สำหรับใครที่อยากได้เคสที่ฝาหลังรองรับ MagSafe ในรุ่น Guardian Standard ก็มีให้เลือกเช่นกัน ส่วนราคาก็สูงขึ้นมาอีกแค่นิดเดียวซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน
Guardian 3 Magnetic (ราคา 1,740 บาท)
เคสรุ่นนี้จะมีดีไซน์ต่างจากตัว Guardian Standard ตรงที่ส่วน Bumper หรือกรอบเคสจะแยกออกจากตัวแผ่นฝาหลังของเคส และจะไม่มีกรอบบริเวณกล้อง


วัสดุของเคสใช้เป็น PA+GF พลาสติกชีวภาพเคลือบป้องกันเชื้อแบคทีเรียโดยผ่านการตรวจสอบจาก SGS ว่าปราศจากสารพิษป้องกันได้ทั้งเชื้อ Klebsiella Pneumoniae, Staphylococcus Aureus และ Escherichia Coli โดยไม่มีการใช้ส่วนผสมของ BPA, BPS, BPF และ 30 Plasticizers

นอกจากนี้ยังมีผิวซิลิโคนให้สัมผัสที่เนียนมือและมีความแข็งแรงรองรับต่อแรงกระแทกได้ในระดับ MIL-STD-810G รวมถึงบริเวณขอบเคสเองจะยกสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่ปกป้องเลนส์กล้องไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนขณะใช้งาน
ขณะที่ตัวปุ่มกดเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์สามารถเลือกสีเองได้ เช่นเดียวกันตัวกรอบเคสที่มีให้เลือก 5 สี ซึ่งส่วนใหญ่จะมาในโทนพาสเทล ขณะที่แผ่นฝาหลังเป็นแบบใสมีวงแหวน MagSafe ติดมาให้ด้วย หรือถ้าใครคิดว่าตัว MagSafe ไม่จำเป็นก็มีฝาหลังแบบธรรมดาให้เลือกราคาก็จะถูกลงมาอีกนิด



สำหรับใครที่ซื้อมาเมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบว่าชิ้นส่วน Bumper กับแผ่นฝาหลังจากแยกชิ้นส่วนกันอยู่ ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจ เราสามารถประกอบได้เองง่ายๆ โดยอาศัยทำตามรูปจากตัวคู่มือที่เขาให้มา แต่ก็มีข้อควรระวังเวลาถอดหรือใส่เคสจะต้องเบามือนิดนึงมิเช่นนั้นฝาหลังอาจจะแตกร้าวได้
Guardian PRO 2 (ราคา 2,099 บาท)
เคสรุ่นนี้่บอกเลยว่าดูหรูหรา ราคาแพงน่าใช้สุดๆ เพราะนอกจากจะเป็นเคสปกป้องมือถือแล้วทาง DEVILCASE ยังเพิ่มห่วงสำหรับใส่สายคล้องมาให้ด้วย


สำหรับอุปกรณ์ในกล่องจะประกอบไปด้วย เคส, ปุ่ม Bumper 1 คู่, ปุ่มห่วงสำหรับใส่สายคล้อง 1 คู่, ห่วงโลหะ 1 คู่, อุปกรณ์สำหรับถอดปุ่ม Bumper และ สายคล้อง Polyester แบบนิ่มปรับระดับได้

ถ้าส่องจากตัวของที่ให้มาก็น่าจะพอทราบได้ว่า DEVILCASE Guardian PRO 2 เป็นเคสที่ให้อิสระในการใช้งาน ไล่ตั้งแต่ตัวเคสที่เป็นสัมผัสแบบด้านวัสดุ MatriFlex ใส่กับมือถือแล้วแน่นหนา มั่นคง จับติดมือ และบริเวณขอบกล้องก็มีการยื่นสูงขึ้นเพื่อช่วยปกป้องเลนส์กล้องของ iPhone 14 Pro ที่จะนูนขึ้นมา




ในการใช้งานเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ปุ่มแบบมีห่วงเพื่อใส่สายคล้อง หรือจะเปลี่ยนเป็นปุ่มแบบ Bumper เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระแทก ซึ่งตัวชิ้นส่วนสายเคสที่เป็นรูใส่สายคล้อง หรือตัวห่วงโลหะที่ให้มาก็มีความแข็งแรงทนทานไม่หลุดหรือขาดง่ายๆ อย่างแน่นอน
Sapphire Lens Protector (ราคา 980 บาท)
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เคสแต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องมือถือได้ สำหรับกระจกกันรอยเลนส์กล้องที่ตัวพื้นผิวบริเวณขอบเป็นวัสดุสแตนเลสสตีลเคลือบพื้นผิวด้วย PVD โดยระบบสูญญากาศให้ความเงางามและทนต่อรอยขีดข่วน และมีตัวเลือกสีที่หลากหลายสามารถเลือกจับแมตช์ได้ตามสีของมือถือซึ่งสีที่เราได้มาเป็น Gunmetal


ชิ้นส่วนกระจกที่ครอบเลนส์เป็นกระจกแซฟไฟร์ (Sapphire) ทนทานต่อรอยขีดข่วนในระดับ 9H พร้อมเคลือบชั้น Thin Anti-Fouling Layer เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายและยังป้องกันการซึมผ่านของน้ำ แต่ที่สำคัญที่สุดคือจะไม่ส่งผลกระทบต่อการถ่ายภาพเพราะตัวกระจกมีการเคลือบชั้น AR (Anti-Reflection) ป้องกันแสงสะท้อน และมีพื้นหลังสีดำป้องกันอาการภาพเบลอเมื่อเปิดใช้แฟลชถ่ายภาพ

สำหรับใครที่ใช้ iPhone 14 Pro, iPhone 14 Pro Max หรือสมาร์ทโฟนของแบรนด์อื่นๆ ก็อย่าลืมเก็บ DEVILCASE ไว้เป็นตัวเลือกในใจ ด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ ดีไซน์สวยงาม สามารถปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อสร้างเคสของเราได้อย่างอิสระ ขณะที่ราคาก็ไม่แรงจนเกินเอื้อม ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถกดเข้าไปเลือกซื้อได้ทางหน้าเว็บไซต์ของ DEVILCASE ที่ตอนนี้มีภาษาไทยแล้วด้วยนะ