DeepSeek-R1 โมเดล AI สุดล้ำจาก DeepSeek สตาร์ทอัพจีนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาได้ปีเดียว กำลังกลายเป็นที่จับตามองในวงการเทคโนโลยีระดับโลก หลังให้ความสามารถเทียบเคียงได้กับคู่แข่งรายใหญ่แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า
การเปิดตัวของ DeepSeek เรียกว่าทำให้วงการ AI ต้องสั่นสะเทือน จนนักลงทุนด้านเทคโนโลยีชื่อดัง Marc Andreessen ให้คำนิยามว่าเป็น “ช่วงเวลา Sputnik ของวงการ AI” โดยที่ AI ตัวนี้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับคู่แข่งอย่าง GPT-4 ของ OpenAI, Llama ของ Meta และ Gemini ของ Google แต่ใช้งบประมาณเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
DeepSeek คือใคร?
DeepSeek เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2023 โดย Liang Wenfeng ผู้จัดการ High-Flyer กองทุนเฮดจ์ฟันด์ชาวจีน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา AI และการลงทุนทางเทคโนโลยี โดยที่ตัวเขาถูกเปรียบว่าเป็น Sam Altman ของจีน ในฐานะผู้เผยแพร่เทคโนโลยี AI และการลงทุนในงานวิจัยใหม่

จุดเริ่มต้นก็เป็นเช่นเดียวกันกับ สตาร์ทอัพ AI รายอื่นๆ รวมถึง Anthropic และ Perplexity DeepSeek ที่มีการเปิดตัวโมเดล AI ซึ่งมีการแข่งขันกันในหลากหลายรูปแบบตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีบางส่วนที่ได้รับความสนใจจากแวดวงอุตสาหกรรม โดยที่ตัว โมเดล V3 ก็ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มรับรู้ชื่อเสียงของ DeepSeek กันบ้างในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านเนื้อหาในประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและผู้นำของจีน

DeepSeek R1: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยงบที่น้อยเกินคาด
ช่วงปลายปีที่ผ่านมา DeepSeek-R1 ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเพิ่งเริ่มมามีกระแสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็น AI ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยความสามารถที่เกือบเทียบเท่ากับคู่แข่งชั้นนำแต่ใช้ต้นทุนแค่ราว 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประหยัดกว่ามหาศาล แถมยังสามารถทำให้สำเร็จได้บนชิป AI ที่มีกำลังน้อยกว่า เนื่องจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ได้พยายามจำกัดการจัดหาชิป AI ประสิทธิภาพสูง ให้กับจีนมาหลายปี ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ R1 ยังเป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้นักพัฒนาและบริษัทต่าง ๆ สามารถนำไปทดลองและต่อยอดได้ ซึ่งมีรายงานว่าในช่วงที่เปิดตัว แอปผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Assistant) สัญชาติจีน ก็ได้แซง ChatGPT ขึ้นเป็นแอปยอดนิยมอันดับ 1 ทั้งใน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีน และมีการดาวน์โหลดเกือบ 2 ล้านครั้ง
ต้นทุนที่ต่ำ เปลี่ยนโฉมวงการ AI
ตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า DeepSeek R1 ใช้ต้นทุนแค่ราว 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนมหาศาลของบริษัทในอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น Meta ที่เตรียมใช้งบประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนา AI ในปีนี้เพียงปีเดียว
ขณะที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI กล่าวไว้เมื่อปีก่อนว่าอุตสาหกรรม AI จะต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชิปประสิทธิภาพสูง
การที่ DeepSeek สามารถสร้างโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงด้วยต้นทุนต่ำกว่ามาก ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการ และอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ผลกระทบต่ออเมริกาและโลกเทคโนโลยี
การพัฒนาของ DeepSeek R1 ได้ทำให้วงการ AI สั่นสะเทือน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามรักษาความได้เปรียบด้วยการจำกัดการส่งออกชิป AI ระดับสูงไปยังจีน
แต่การกำเนิดของ DeepSeek ก็ได้สร้างการตั้งคำถามถึงแนวคิดดังกล่าวว่า อเมริกาอาจซื้อเวลาให้ตัวเองด้วยการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของคู่แข่งได้ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าอเมริกาจะเป็นที่ 1 ในตลาด AI เสมอไป
แถมหลังจากการเปิดตัว DeepSeek-R1 แค่เพียงสัปดาห์เดียว ก็ทำให้ หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ในสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Microsoft และ Meta ร่วงหนักก่อนเปิดตลาด รวมถึงราคาหุ้นในยุโรป โดยที่เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 27 มกราคม 2025 ตามเวลาท้องถิ่น มีรายงานว่า หุ้น Nvidia ร่วงไป 11.8% ขณะที่หุ้น ASML ในเนเธอร์แลนด์ ร่วงลงมากกว่า 8.9% ส่วน ASM International ร่วงไป 13.6% เช่นเดียวกันกับ Siemens Energy ที่ร่วง 21%
จากสิ่งนี้ทำให้มองได้ว่า DeepSeek R1 ไม่เพียงแค่เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของ AI แต่ยังส่งข้อความที่สำคัญถึงวงการเทคโนโลยีทั่วโลกว่า ความสามารถที่ล้ำหน้าไม่จำเป็นต้องมาพร้อมต้นทุนมหาศาล เสมอไป
สำรวจฟีเจอร์ Galaxy AI ใหม่ บน Samsung Galaxy S25 Series
เคลมได้เนียนๆ ลือ Apple จะตั้งชื่อฟีเจอร์ AI ว่า “Apple Intelligence”