ASUS Zenfone 5 สมาร์ทโฟนระดับ Mid-End รุ่นใหม่จากตระกูล Zenfone Series นับว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความครบเครื่องทั้งเรื่องของสเปค ซึ่งนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่งานดีไซน์ก็มีความหรูหราทันสมัยใช้แล้วไม่เชยแน่นอน
สเปค ASUS Zenfone 5 (SE620KL)
- หน้าจอ Super IPS ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 19:9
- ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 636 ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต 14นาโนเมตร กำลังประมวลผลแบบ Octa-core 64bit ขณะที่ GPU เป็น Adreno 509
- Zenfone 5 สเปคที่เข้าไทยเป็นโมเดล RAM 4GB+ROM 64GB รองรับหน่วยความจำเสริม MicroSD Card สูงสุด 2TB
- กล้องหลังเลนส์คู่ ตัวกล้องหลักติดเซ็นเซอร์ Sony IMX363 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 มุมมองการรับภาพ 83 องศา ขณะที่กล้องรอง 8 ล้านพิกเซลเป็นเลนส์ไวด์ 120 องศา รูรับแสง f/2.2
- กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 มุมมองรับภาพ 83 องศา
- รองรับการทำงาน Dual SIM 4G แบบไฮบริดจ์สล็อต โดยที่ SIM 1 สนับสนุน 2G /3G /4G ขณะที่ SIM 2 สนับสนุน 2G / 3G / 4GB
- ระบบเสียง Dual Speaker มีเทคโนโลยี NXP Smart AMP ,Hi-Res Audio 192kHz / 24-bit พร้อมด้วยเทคโนโลยี DST Headphone:X จำลองสภาพเสียงรอบทิศทางในแบบ 7.1 Channel
- รันกับ Android Oreo คลุมด้วย ASUS ZenUI 5.0
- แบตเตอรี่ 3,300mAh
- มีให้เลือก 2 สี Midnight Blue กับ Meteor Silver
แพ็คเกจของ ASUS Zenfone 5 เป็นกล่องสีกรมท่า สกรีนโลโก้ Zenfone 5 สีน้ำเงินสะท้อนแสง ข้างกล่องเป็นสโลแกน “We ♥ Photo” ที่ใช้กันมาตั้งแต่ Zenfone 4 ขณะที่ของภายในกล่องประกอบด้วย
- เครื่อง ASUS Zenfone 5
- อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 5V=2A
- สายชาร์จ USB Type C
- คู่มือการใช้งาน
- เข็มจิ้มถาดซิม
- หูฟัง (แถมมาให้ในแพ็คเกจขายจริง)
เริ่มกันที่การดีไซน์กันก่อน Zenfone 5 (SE620KL) ใช้วัสดุตัวเครื่องหน้า-หลังที่เป็นกระจก Corning Gorilla Glass 2.5D ขณะที่ตัวเฟรมเป็นโลหะอลูมิเนี่ยม รูปร่างใกล้เคียงกับ Zenfone 3 โดยที่สัดส่วนของรุ่นนี้ 153 x 75.7 x 7.9 มม. หนัก 155 กรัม จับกระชับถนัดมือ
หน้าจอดีไซน์เป็น Super IPS LCD ขนาด 6.2 นิ้ว ดีไซน์แบบลดพื้นที่ขอบ อัตราส่วนการแสดงผล 19:9 มีรอยบาก (Notch) เหนือจอ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเล็กกว่าของ iPhone X จนทำให้ขยายพื้นที่จอได้มากถึง 90% ขณะที่ภายในรอยบากเล็กๆของ Zenfone 5 จะเป็นพื้นที่สำหรับ Proximity / Light sensor, ไฟ LED, Receiver sensor และกล้องหน้า
ส่วนใครที่กลัวรอยบากมารบกวนเวลาใช้งานแอปฯ ,เล่นเกม หรือดูคลิปวีดีโอ ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะใน Zenfone 5 มีการล็อคการแสดงผลให้เป็น 18:9 ครับ ส่วนพื้นที่ด้านข้างรอยบากจะเว้นไว้เพื่อแสดงสถานะต่างๆเท่านั้น
ด้านความละเอียดของจอเป็น FullHD+ (1080 x 2246 พิกเซล) รองรับระบบของสี NTSC ที่ 95.4% แสดงผลขอบเขตสี DCI-P3 ได้ 100% และสามารถขับความสว่างของจอได้สูงสุด 500nits รองรับ Multi-Touch ได้ 10 จุดตามมาตรฐาน
จอของ Zenfone 5 มาพร้อมกับ “AI Display” ระบบหน้าจออัจฉริยะที่จะปรับค่าอุณหภูมิและความสว่างของจอแสดงผลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติเพื่อให้เกิดความสบายตาแก่ผู้ใช้งานและมีการแสดงผลของสีที่แม่นยำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ดับจอเองโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ละสายตาจากจอ ส่วนแถบ Navigation Bar เป็นแบบสัมผัสอยู่ด้านล่างของจอครับ
พลิกมาด้านหลังเป็นจะเจอกับกล้องคู่แนวตั้งวางชิดริมซ้ายบนของเครื่อง มีแฟลช LED อยู่ด้านล่าง ตรงกลางเป็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ถัดมาข้างใต้เป็นโลโก้ ASUS สำหรับสีของ Zenfone 5 ที่มีขายในไทยประกอบด้วย Midnight Blue กับ Meteor Silver
ขอบเครื่องฝั่งซ้ายเป็นช่องใส่ซิมแบบไฮบริดจ์สล็อตสามารถเลือกใช้งานแบบ dual-SIM หรือจะให้ช่องหนึ่งเป็นเป็นหน่วยความเสริม microSD รองรับความจุสูงสุด 2TB
ฝั่งขวาเป็นปุ่ม Power และตัวปรับระดับเสียง ขอบด้านบนมีช่องไมค์ตัดเสียงรบกวน ด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C ชองเสียบหูฟัง 3.5 มม. และลำโพง สำหรับด้านบนปล่อยว่างมีแค่ไมค์ตัดเสียงรบกวน
มาดูข้างในกันบ้างชิปเซตของรุ่นนี้มาจาก Qualcomm รุ่น Snapdragon 636 ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต 14นาโนเมตร กำลังประมวลผลแบบ Octa-core 64bit ขณะที่ GPU เป็น Adreno 509 สเปคที่เข้ามาขายเป็น RAM 4GB มีความจุภายใน (ROM) ติดมา 64GB และที่สำคัญคือรุ่นนี้มีเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมความสามารถกันแบบรอบด้าน
สำหรับกำลังการประมวลผลของ Zenfone 5 ก็มีระบบที่เรียกว่า “AI Boost” ที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านการประมวลผลเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 12.72% เหมาะสำหรับตอนที่ต้องการใช้แอปพลิเคชั่นที่มีการใช้พลังงานสูง หรือเล่นเกมที่กินกราฟฟิกหนักๆ
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของฟีเจอร์นี้เราก็ได้มีการทดสอบฟีเจอร์นี้บนแพลตฟอร์ม Benchmark ต่างๆโดยเทียบกับตอนที่ยังไม่เปิดใช้ AI Boost ซึ่งก็ได้ผลลัพท์ดังนี้ครับ
- PCMark for Android (Work 2.0) : ปกติ = 5707 คะแนน / AI Boost = 6123 คะแนน
- Geekbench 4 : ปกติ Single-Core = 1323 คะแนน, Multi-Core = 4717 คะแนน / AI Boost Single-Core = 1489 คะแนน, Multi-Core = 4816 คะแนน
- AuTuTu Benchmark v7.0.7 : ปกติ = 123812 คะแนน / AI Boost = 134239คะแนน
สำหรับตัวเซ็นเซอร์ตามที่เปิดดูด้วยแอปฯ Sensor Box ก็มีทั้ง
- Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
- Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
- Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
- Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
- Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
- Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
- Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)
แบตเตอรี่ของ ASUS Zenfone 5 ให้มา 3,300mAh มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว Boost Master พร้อมด้วยฟีเจอร์ถนอมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้เพิ่มเป็น 2 เท่าด้วย AI Charging โดยที่ตัว AI จะมีการวิเคราะห์พฤติกรรมการเข้านอนของผู้ใช้ ตามรูปแบบของคนส่วนใหญ่ที่มักจะต้องเสียบชาร์จแบตฯสมาร์ทโฟนก่อนเข้านอน และเมื่อเราเสียบชาร์จแบตฯทิ้งไว้ ตัวระบบก็จะจ่ายไฟเข้าแบตฯและเลี้ยงพลังงานนั้นไว้ที่ประมาณ 80% แล้วค่อยอัดไฟให้แบตฯเต็ม 100% เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ผู้ใช้ตื่น
ถ้าใครที่นอนหรือตื่นไม่เป็นเวลาระบบ AI ตรงส่วนนี้เราสามารถกดปิดการทำงานได้ครับ หรือจะเป็นคนกำหนดเวลาการทำงานของฟีเจอร์เองก็ได้
ด้านระบบเสียงของ Zenfone 5 ก็ไม่ธรรมดาเป็นลำโพงสเตอริโอให้ความคมชัดและมีพลังด้วยชิป NXP Smart Amplifier และรองรับระบบเสียงระดับ Hi-Res Audio (HRA) ทั้งยังสนับสนุนการจำลองเสียง 7.1 ทิศทางผ่านเทคโนโลยี DTS Headphone:X ที่ช่วยเพิ่มกำลังขับให้เสียงดังขึ้น
สำหรับการใช้งานภายนอกอาคารหรือจุดที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า “Outdoor Mode” ให้ใช้กันครับ ซึ่งโหมดนี้จะทำให้ลำโพงมีกำลังขับเสียงให้ดังได้มากกว่าปกติ แต่คุณภาพของเสียงก็จะลดลง เรียกว่าได้อย่างเสียอย่าง
ส่วนใครที่ชอบฟังเพลงผ่านหูฟังในรุ่นนี้ก็มี AudioWizard เพื่อปรับ Soundfield เสียงและการรับสัญญาณเสียงที่เหมาะสมกับหูของแต่ละคนทำให้การฟังเพลงหรือดูภาพยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนมีอรรถรสยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนหากใช้งานร่วมกับตัวหูฟังที่มีคุณภาพ
อีกหนึ่งความสามารถด้านเสียงที่ Zenfone 5 มีคือ AI Ringtone ระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมของเสียงรอบข้างและปรับความดัง-เบา ของเสียงเรียกเข้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกสายที่โทรเข้ามาเมื่ออยู่ในจุดที่มีเสียงดัง และเสียงเรียกเข้าก็จะไม่ไปดังรบกวนผู้อื่นจนเกินไปเมื่ออยู่ในบรรยากาศที่เงียบ
ระบบปฏิบัติการที่รุ่นนี้ใช้เป็น ZenUI 5.0 อยู่บนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 8 (Oreo) ซึ่งเวอร์ชั่นนี้จะมีการตัดแอปฯที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นออกไป ทำให้มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากขึ้นส่วนฟีเจอร์ลูกเล่นต่างๆอย่าง Multi-Window, Twin Apps หรือ Game Genie ก็ยังคงมีให้ใช้ แถมยังมีของที่น่าใช้อย่าง OptiFlex ที่จะเก็บแอปฯที่ใช้งานบ่อยไว้ในหน่วยความจำให้นานที่สุดซึ่งจะลดเวลาในการโหลดแอปฯเมื่อเปิดใช้งานครั้งต่อไป
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยก็มีให้ใช้งานหลายระดับทั้ง Pattern/Pin Lock และการสแกนลายนิ้วมือที่เป็นแบบพื้นฐานทั่วไป จนถึงระบบสแกนใบหน้า
มาถึงเรื่องการถ่ายภาพที่ต้องบอกเลยว่าเป็นไฮไลท์ของ Zenfone 5 ไล่กันมาตั้งแต่กล้องหลังที่เป็นเลนส์คู่ซึ่งมีสเปคไล่จากบนลงล่างดังนี้ครับ
- กล้องเสริมเซ็นเซอร์ Omnivision 8856 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 เลนส์ประกอบ 5 ชิ้นมุมมองรับภาพ 120 องศา
- กล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX363 พิกเซลไซส์ 1.4µm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 เลนส์ประกอบ 6 ชิ้น มุมมองรับภาพ 78 องศา มีระบบกันสั่นทั้ง OIS/EIS
- ใต้กล้องคู่เป็นแฟลช LED ที่มีเซ็นเซอร์ Color Correction Sensor ที่ช่วยให้สีของภาพมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
อินเตอร์เฟสของกล้อง Zenfone 5 ทำมาให้ใช้ง่ายเข้าถึงโหมดต่างๆได้ด้วยการสะบัดนิ้วไม่กี่ครั้งตัวโหมดที่ให้มาก็มีตั้งแต่ ฺBeauty, Super Resolution, GIF Animation, Panorama, Slow Motion, Time Lapse และขาดไม่ได้คือ Pro Mode ที่ตั้งค่าได้หลายระดับตั้งแต่การเลือกชุดเลนส์ว่าจะใช้เลนส์หลัก หรือเลนส์รอง, Shutter Speed 1/10000 – 32 วิฯ, ISO 50-3200, EV +-2 และ White Balance 2500k-7500k พร้อมทั้งสามารถเลือกบันทึกภาพเป็น Raw File
เรื่องการถ่ายภาพบุคคลในรุ่นนี้ก็มีโหมด Depth Effect สำหรับถ่ายหน้าชัดหลังเบลอให้ใช้กันซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันตัวกล้องคู่ ผสานเข้ากับระบบอัลกอริทึ่มของ AI ในการแยกระยะตื้นลึกของแบบ แถมสามารถปรับระดับความเบลอของฉากหลังได้ตั้งแต่ f/0.95 – f/22
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ต้องพูดถึงคือระบบ AI Scene Detection โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะโดยใช้ AI ช่วยระบุประเภทของ
มาถึงตัวกล้องหน้ากัน Zenfone 5 ใช้กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Omnivision 8856 รูรับแสง f/2.0 มุมมองรับภาพ 84 องศา เลนส์ประกอบ 4 ชิ้น มีเทคโนโลยี Real-time Beautification ใช้ AI ตรวจจับเพศของแบบแล้วปรับแต่งให้อย่างเหมาะสม ขณะที่โหมดถ่ายภาพก็มีให้เล่นทั้ง Beauty, Selfie Panorama และ GIF Animation
ฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับกล้องหน้าและอยากให้ลองกันคือ ZeniMoji ฟีเจอร์ AR Emoji เปลี่ยนตัวการ์ตูน 3D ให้เคลื่อนไหวตามใบหน้าผู้ใช้ ซึ่งรองรับการใช้งานระหว่างการ Live, Video Call ผ่านแอปฯ Messenger, Duo และ LINE ได้ โดยที่ปัจจุบันยังมีตัวการ์ตูนให้เลือกกันแค่ 3 แบบครับ
หลังจากลั่นชัตเตอร์กันไปรูปภาพก็จะเข้าไปอยู่ใน Gallery โดยที่ Zenfone 5 เองก็มีระบบ AI ช่วยจำแนกประเภทของภาพให้อยู่ในหมวดเดียวกัน และยังมีระบบ AI Photo Learning ที่จะเรียนรู้รูปแบบถ่ายภาพที่ตัวผู้ใช้ชอบ เพื่อที่จะได้นำไปปรับแต่งให้ตรงกับสไตล์ของเราได้ ซึ่งก็หมายความว่ายิ่งใช้มากระบบก็ยิ่งได้เรียนรู้มาก ภาพที่จะตามมาในอนาคตก็จะยิ่งเป็นสไตล์ของผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
- ตัวอย่างภาพจากกล้องของ ASUS Zenfone 5
ปิดท้ายกันด้วยราคาตัว ASUS Zenfone 5 เคาะในไทยที่ 13,990 บาทครับ เริ่มเปิดพรีออเดอร์กันล่วงหน้าผ่าน Shopee ตั้งแต่วันที่ 21-31 พฤษภาคม
พิเศษ!! สำหรับสาวกของ Zenfone ทาง Asus จะมอบโค้ดส่วนลดพิเศษ 4,000 บาท จำนวน 2,000 สิทธิ์ สำหรับสมาชิก ASUS Member ที่ต้องการจะพรีออเดอร์ ZenFone 5 ทำให้ราคาจากปกติ 13,990 บาท เหลือ 9,990 บาทเท่านั้น โดยที่โค้ดดังกล่าว ASUS จะส่งเป็นอีเมล์ให้กับลูกค้าที่ลงทะเบียนไว้ในระบบ ASUS Member และสิทธิ์ส่วนลดจะใช้ได้เมือสำเร็จการสั่งจองสินคาในระบบของ Shopee แล้วเท่านั้น
***ในกรณีลูกค้าเก่าที่ไม่ได้ลงทะเบียน ASUS Member สามารถลงทะเบียนที่ http://bit.ly/asuslogin สำหรับลูกค้าเก่าที่ลงทะเบียน ASUS Member แล้วแต่ยังไม่ได้อีเมล์โค้ดโปรโมชั่นกรุณาติดต่อ ASUS ที่แฟนเพจ https://www.facebook.com/ASUSTHAILAND/ ***







































































