
Apple เปิดตัวระบบปัญญาประดิษฐ์ Apple Intelligence รุ่นล่าสุด ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่ฝังโมเดลพื้นฐาน (Apple Foundation Models) ตัวล่าสุดลงลึกไปในแกนหลักของแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเน้นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ
การอัปเดตในครั้งนี้ส่งผลให้แอปพลิเคชันและประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันบน iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และ Apple Vision Pro มีความชาญฉลาดและตอบโจทย์ข้อมูลส่วนบุคคลได้ดีขึ้น โดยฟีเจอร์ทั้งหมดได้เปิดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าทดสอบระบบแล้ววันนี้ และจะเปิดใช้งานจริงสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
ปฏิวัติการตกแต่งภาพในแอป Photos ด้วย Spatial Reframing
แอปพลิเคชัน Photos ได้รับการติดตั้งโมเดลประมวลผลภาพถ่ายที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขภาพได้อย่างชาญฉลาดโดยยังคงรักษาความสมจริงของเหตุการณ์ดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งรูปภาพทั้งหมดที่ผ่านการตกแต่งด้วยระบบ Apple Intelligence จะมีการฝังลายน้ำ SynthID แบบซ่อนไว้ในไฟล์โดยอัตโนมัติเพื่อระบุว่าเป็นภาพที่ถูกแก้ไขด้วยเทคโนโลยี AI
ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Spatial Reframing ช่วยให้ผู้ใช้งานปรับแต่งองค์ประกอบภาพและมุมมองหลังจากถ่ายเสร็จสิ้น โดยพัฒนาขึ้นจากฐานความเข้าใจด้านโมเดลเชิงพื้นที่ (Spatial models) ของ Apple Vision Pro ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแตะและลากนิ้วบนรูปภาพเพื่อดูตัวอย่างการเปลี่ยนมุมมองและมิติของภาพในแบบเรียลไทม์ราวกับได้ย้ายตำแหน่งกล้องในฉากจริง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ Extend ที่ช่วยขยายพื้นที่ขอบภาพเพื่อเพิ่มช่องว่างให้แก่โหมดถ่ายภาพบุคคล ช่วยจัดแนวเส้นขอบฟ้าที่เอียงให้ตรงโดยไม่ต้องตัดส่วนสำคัญออก และเครื่องมือ Clean Up ที่ได้รับการอัปเกรดให้สามารถลบสิ่งรบกวนสายตาออกจากภาพได้อย่างเนียนตาและสมจริงยิ่งขึ้นแม้ในฉากที่มีความซับซ้อน
เครื่องมือจัดระเบียบแท็บบน Safari และระบบอัปเกรดรหัสผ่านอัตโนมัติ
เบราว์เซอร์ Safari ได้รับการเพิ่มเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการแท็บจำนวนมาก โดยระบบจะคัดแยกและจัดกลุ่มแท็บเหล่านั้นแยกตามหมวดหมู่หรือหัวข้อที่เกี่ยวข้องให้โดยอัตโนมัติ เช่น การรวบรวมแท็บข้อมูลทริปท่องเที่ยวในวันหยุดเอาไว้ด้วยกัน พร้อมฟีเจอร์ Notify Me ที่ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ Safari ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบนหน้าเว็บที่ต้องการได้ เช่น การแจ้งเตือนเมื่อมีสินค้าเติมเข้ามาในสต็อกหรือเมื่อมีการลดราคา


ระบบจัดการรหัสผ่าน (Passwords) เพิ่มความสามารถในการช่วยแก้ไขรหัสผ่านที่อ่อนแอหรือรหัสผ่านที่มีความเสี่ยงรั่วไหลได้ทันทีด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว โดยระบบ Apple Intelligence บน Safari จะทำหน้าที่เป็นตัวแทน (Agent) ในการเข้าไปดำเนินการล็อกอินและอัปเกรดบัญชีของผู้ใช้งานให้เป็นรหัสผ่านที่ปลอดภัยและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นบนหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Describe an Extension ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสร้างส่วนขยาย (Extensions) บน Safari ได้เองง่าย ๆ เพียงแค่พิมพ์อธิบายรูปแบบฟังก์ชันที่ต้องการลงไป



สร้างภาพถ่ายเสมือนจริงด้วย Image Playground และระบบ Call Context บนแอป Phone
ฟีเจอร์ Image Playground ได้รับการติดตั้งโมเดลการสร้างภาพ (Generative model) ตัวใหม่ที่รันบน Private Cloud Compute ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างภาพถ่ายคุณภาพสูงในสไตล์เสมือนจริง (Photorealistic) ได้อย่างง่ายดาย โดยภาพที่ถูกสร้างขึ้นจะได้รับการฝังลายน้ำ SynthID แบบซ่อนไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถระบุความต้องการในการปรับเปลี่ยน แตะ วาดวงกลม หรือระบายแปรงลงบนวัตถุเพื่อเคลื่อนย้ายและปรับขนาด รวมถึงสามารถนำภาพที่สร้างขึ้นไปใช้งานเป็นภาพวอลเปเปอร์หน้าจอล็อก (Lock Screen) หรือภาพโปสเตอร์รายชื่อผู้ติดต่อ (Contact Posters) ได้ตามสัดส่วนภาพที่ต้องการ

ระบบแอปพลิเคชัน Messages เพิ่มฟีเจอร์การแนะนำแบบแตะครั้งเดียว (One-tap suggestions) ตามบริบทของการสนทนา เช่น การช่วยค้นหาภาพถ่ายในคลังจากคำสำคัญ สถานที่ หรือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในแชต ส่วนในแอป Mail เพิ่มระบบแนะนำอัจฉริยะที่รองรับการสั่งงานร่วมกับแอปพลิเคชันภายนอก (Third-party apps) ควบคู่ไปกับระบบ Smart Reply ใน Mail และ Messages ที่สามารถปรับฟอร์แมตการตอบกลับให้ตรงตามลักษณะการเขียนส่วนตัวของผู้ใช้งาน



แอปพลิเคชัน Phone ได้รับการเพิ่มฟีเจอร์ Call Context ที่จะช่วยดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาแสดงผลให้โดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานโทรศัพท์ติดต่อกับสถานประกอบการหรือธุรกิจต่าง ๆ เช่น การแสดงผลหมายเลขยืนยันการจองตั๋วเครื่องบินหรือรหัสการจองโรงแรมจากอีเมลขึ้นมาบนหน้าจอขณะกำลังคุยสาย โดยระบบนี้จะประมวลผลอยู่ภายในตัวอุปกรณ์ (On-device) ทั้งหมดจากชื่อของผู้ที่กำลังติดต่อ โดยไม่มีการเข้าไปฟังหรือบันทึกเนื้อหาการสนทนาและไม่มีการส่งข้อมูลออกไปภายนอกแต่อย่างใด ส่วนแอปพลิเคชัน Calendar รองรับการเพิ่มหรือแก้ไขเวลานัดหมายกิจกรรมได้ทันทีเพียงแค่พิมพ์ประโยคอธิบายลงไป
สร้างคำสั่งลัดด้วย Describe a Shortcut และฟีเจอร์อัจฉริยะสำหรับแอป Home
แอปพลิเคชัน Shortcuts เพิ่มฟีเจอร์ “Describe a Shortcut” ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างระบบอัตโนมัติ (Automation) ได้ง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์อธิบายขั้นตอนการทำงานที่ต้องการ เพื่อให้ AI ทำหน้าที่ประกอบและเรียงลำดับขั้นตอนให้โดยอัตโนมัติ เช่น การตั้งเวลาปลุกตอนเย็นโดยอิงจากตารางงานแรกของวันถัดไปในปฏิทิน หรือการสั่งให้เปิดแอปพลิเคชันทำงานพร้อมจัดวางหน้าต่างบน iPad ทันทีเมื่อต่อเข้ากับ Magic Keyboard

แอปพลิเคชัน Home ยกระดับการแจ้งเตือนจากอุปกรณ์เสริมภายในบ้าน โดยระบบ Apple Intelligence จะรวมการแจ้งเตือนที่มีความเกี่ยวเนื่องกันในเวลาใกล้เคียงกันให้เหลือเพียงการแจ้งเตือนเดียวเพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใช้งาน พร้อมทั้งเพิ่มระบบคำอธิบายวิดีโออัตโนมัติ (Generated video descriptions) สำหรับกล้องรักษาความปลอดภัยระบบ HomeKit Secure Video ช่วยให้ผู้ใช้งานอ่านสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคลิปได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกดนั่งไล่ดูไฟล์วิดีโอทั้งหมด และสามารถพิมพ์ค้นหาเหตุการณ์เจาะจงภายในคลิป เช่น ค้นหาช่วงเวลาที่มีการส่งพัสดุ ได้จากแถบค้นหาด้านบน
การปรับปรุงระบบการเข้าถึง (Accessibility) และฟีเจอร์เพิ่มเติมอื่น ๆ
- VoiceOver: เพิ่มความสามารถในการอธิบายรายละเอียดของรูปภาพบนหน้าจอและสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างละเอียด โดยผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Action บน iPhone เพื่อสอบถามข้อมูลรอบตัวในเวลานั้นได้ทันที
- Magnifier: นำระบบวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอัจฉริยะเข้ามาผสานรวมเข้ากับอินเทอร์เฟซแบบคอนทราสต์สูงสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น
- Voice Control: ปรับปรุงระบบสั่งการด้วยเสียงให้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถสั่งการและควบคุมปุ่มต่าง ๆ บนหน้าจอได้ด้วยการเอ่ยอธิบายลักษณะของปุ่มนั้น ๆ ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องจำชื่อเรียกหรือหมายเลขของปุ่ม
- Accessibility Reader: รองรับการอ่านและประมวลผลโครงสร้างเอกสารต้นฉบับที่มีความซับซ้อน พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สรุปเนื้อหาและการแปลภาษาตามคำขอ
- ระบบตรวจทานคำผิดอัตโนมัติ (Automatic proofreading): ปรับปรุงระบบแนะนำตัวสะกดและหลักไวยากรณ์ขณะพิมพ์ทั่วทั้งระบบปฏิบัติการ รวมถึงระบบแนะนำชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์อัจฉริยะตามเนื้อหาข้อมูลภายใน
- Workout Buddy: เปิดรองรับการใช้งานในภาษาสเปน และสามารถเปิดใช้งานบน Apple Watch ได้โดยตรงแม้จะไม่ได้พก iPhone อยู่ใกล้ ๆ พร้อมเพิ่มการดึงข้อมูลสุขภาพมาประมวลผลเพื่อสร้างแรงผลักดันในการออกกำลังกาย
- Genmoji: ปรับปรุงคุณภาพการแสดงผลรูปภาพกราฟิกให้มีความคมชัดสมจริงยิ่งขึ้น และรองรับการพิมพ์อธิบายรายละเอียดเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบตามต้องการ
สถาปัตยกรรม Private Cloud Compute ร่วมมือระดับโลกกับ Google Gemini
ฟีเจอร์และขีดความสามารถใหม่ทั้งหมดของ Apple Intelligence ในรอบนี้ ได้รับการประมวลผลผ่านโมเดลพื้นฐานระดับสูง (Apple Foundation Models) รุ่นล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกัน (Collaboration) ระหว่าง Apple และ Google โดยนำโมเดล Gemini เข้ามาผสานรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

ระบบดังกล่าวจะทำงานสลับกันระหว่างการประมวลผลบนตัวอุปกรณ์ (On-device processing) และการประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ความปลอดภัยขั้นสูงผ่านระบบ Private Cloud Compute ซึ่งขยายมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของ iPhone ขึ้นไปไว้บนระบบคลาวด์ ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของผู้ใช้งานจะไม่ถูกนำไปจัดเก็บ หรือเปิดสิทธิ์ให้ทาง Apple รวมถึงบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยทาง Apple ยังเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกสามารถเข้าไปตรวจสอบรหัสซอร์สโค้ดเพื่อยืนยันความปลอดภัยของระบบได้ตลอดเวลา
กำหนดการเปิดใช้งาน ภาษา และอุปกรณ์ที่รองรับ
ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันอัปเดต ได้แก่ iOS 27, iPadOS 27, macOS 27, watchOS 27 และ visionOS 27 ได้เปิดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ลงทะเบียนเข้าร่วมรับการทดสอบระบบแล้ววันนี้ผ่านทางเว็บไซต์เดเวล็อปเปอร์ และจะเปิดให้บริการในเวอร์ชัน Public Beta สำหรับผู้ใช้ทั่วไปในเดือนหน้า โดยมีกำหนดการปล่อยอัปเดตใหญ่เวอร์ชันสมบูรณ์ฟรีในช่วงฤดูไม้ร่วงปีนี้
ภาษาเริ่มต้นที่รองรับระบบ Apple Intelligence ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, เดนมาร์ก, ดัตช์, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, ตุรกี, เวียดนาม, จีน (ตัวย่อ/ตัวเต็ม), ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยฟีเจอร์บางประเภท เช่น ระบบการสร้างรูปภาพ จะมีการจำกัดจำนวนโควตาการใช้งานในแต่ละวันเนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งผู้ที่สมัครบริการ iCloud+ จะได้รับสิทธิ์โควตาการใช้งานเพิ่มเติม รวมถึงการรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับกล้องรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน
อุปกรณ์ที่สามารถรองรับการใช้งาน Apple Intelligence ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม iPhone 16 ทุกรุ่นหรือใหม่กว่า, iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max, iPad mini (รุ่นชิปเซ็ต A17 Pro), iPad ทุกรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต M1 หรือใหม่กว่า, MacBook Neo (รุ่นชิปเซ็ต A18 Pro), Mac ทุกรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต M1 หรือใหม่กว่า, Apple Vision Pro, Apple Watch Series 10 หรือใหม่กว่า, Apple Watch Ultra 2 หรือใหม่กว่า และ Apple Watch SE 3 (เมื่อตรวจพบสัญญาณการเชื่อมต่อกับ iPhone ที่เปิดใช้งาน Apple Intelligence อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน)
Apple เปิดตัวฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับเด็กชุดใหม่ใน iOS 27 – TECHMX
Apple เปิดตัว “Siri AI” ในงาน WWDC 2026 พลิกโฉมผู้ช่วยอัจฉริยะด้วยขีด …
สรุปภาพรวม WWDC26: Apple ยกระดับ Apple Intelligence และการอัปเดต …