
Apple ตกลงที่จะจ่ายเงินราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 981.3 ล้านบาท ให้กับทางฝั่งพนักงานเพื่อยุติคดีความหลังโดนฟ้องจากนโยบายการตรวจกระเป๋าหลังเลิกงาน
APPLE จดสิทธิบัตรฟีเจอร์ใหม่ที่จะมองเห็นคอนเทนท์บนจอ IPHONE ได้ผ่านแว่นพิเศษเท่านั้น
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2013 ที่ทางพนักงาน Apple ได้รวมตัวกันยื่นฟ้องบริษัทของตัวเองจากกรณีที่พวกเขาถูกตรวจกระเป๋าและอุปกรณ์ Apple ที่เป็นของส่วนตัวทุกครั้งหลังเลิกงาน ซึ่งการตรวจค้นดังกล่าวถูกดำเนินการโดยผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยที่ระยะเวลาเพื่อรอการตรวจแต่ละครั้งจะอยู่ที่ราว 5-20 นาที และอาจจะนานสุดถึง 45 นาทีหากวันดังกล่าวมีพนักงานเยอะ และเวลาที่เสียไปนี้ทางพนักงานกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่มเติมจากเวลาที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย
ในกรณีที่พนักงานไม่ยินยอมให้ตรวจกระเป่าก็จะถูกลงโทษทางวินัยและหนักสุดคือการเลิกจ้าง ขณะที่ Apple เองก็มีการสู้คดีโดยโต้แย้งว่าทางพนักงานเองก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พกกระเป๋ามาทำงานได้เพื่อที่จะไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจกระเป๋าหลังเลิกงาน ซึ่งก็เป็นไปได้ยากเนื่องจากพนักงานเองก็ต้องใช้กระเป๋าเพื่อพกพาของใช้ที่จำเป็นมาทำงาน
หลังจากที่เกิดการฟ้องร้องขึ้นในปี 2015 ทางศาลก็ได้ยกฟ้องไป เช่นเดียวกันกับ Apple ที่ได้ยกเลิกนโยบายการตรวจกระเป๋าหลังเลิกงานไปในเดือนธันวาคมปี 2015 แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการนำคดีดังกล่าวกลับมาอุทธรณ์อีกครั้ง จนในปี 2020 ศาลก็ได้กลับคำตัดสินให้ Apple จ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานเหล่านี้ทั้งหมด
ตามรายงานล่าสุดจาก Bloomberg เปิดเผยว่า Apple จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงาน Apple Store ที่แคลิฟอร์เนีย ที่เคยทำงานในช่วงเดือนกรกฏาคม 2009 ถึงเดือนธันวาคมปี 2015 จำนวน 14,683 คน โดยคิดเป็นจำนวนเงินอยู่ที่ราว 30 ล้านเหรียญ หรือตกคนละ 1,286 เหรียญ หรือราว 42,000 บาท