![]()
งาน Nokia Connection 2010 จัดเป็นประจำขึ้นทุกปีที่ประเทศสิงคโปร์อันเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างสื่อมวลชน คู่ค้าและนักวิเคราะห์กว่า 150 ราย และบังเอิญเราก็ได้เป็น 1 ในสื่อมวลชนที่ได้เข้าไปสัมผัสภายในงานกัน และมันก็เป็นครั้งแรกที่เราเข้าไปงาน Nokia ในต่างประเทศกับเขาบ้าง (หมายถึงผมนะตัวผู้เขียน) ภายในงาน Nokia ก็จะแถลงได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นผู้นำในการเชื่อมต่อโลกแห่งการสื่อสารทั้งผ่านเสียงและรูปแบบ Non-Voice เพื่อให้เหมาะสมกับบทบาทผู้นำยอดขายมือถืออันดับ 1 ของโลกที่มีจำนวน 432 ล้านเครื่องในปี 2009 ทำนองว่าฉันเป็นยักษ์เบอร์ 1 นะ อย่าหวังว่าเบอร์ 2 ในทุก ๆ เซกเมนต์ย่อยและตลาดรวมจะมาบี้ Nokia ได้เชอะ ใจความสำคัญของปีนี้คือการประกาศศักยภาพการเชื่อมต่อสื่อสารให้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วนั่นเอง โดยใช้ OVI ที่บูรณาการบริการทั้งหมดบนมือถือที่สมบูรณ์แบบที่สุดผลักดันประชากรมากกว่า 1.2 พันล้านคนทั่วโลกสามารถใช้มือถือ Nokia ติดต่อคนทั้งโลกได้ด้วยการส่งต่อถึงเครื่องมือสื่อสารยอดนิยมอันได้แก่ มือถือ และคอมพิวเตอร์ รวมไปถึง Nokia พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักพัฒนาและคู่ค้าเพื่อสมประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ![]() คุณคริส คาร์ รองประธานฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมมือถือกำลังเดินมาถึงก็คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต เนื้อหาและการบริการ คุณลองคิดดูว่าผู้ใช้มือถือทั่วโลกนั้นมีมากกว่า 253 ล้านเครื่องแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อข้ามโลกผ่านอินเตอร์เน็ตมันคงฟังอลังการใช่ไหมล่ะครับ จะว่าไปนี่ไม่ใช่การ Big Move ของ Nokia เท่าไรนักมันก็แค่ตอกย้ำว่า Nokia ปั้นศูนย์รวมบริการ OVI ให้ลูกค้ายึดติดกับประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าฟีเจอร์ในเครื่อง และดูเหมือนว่า Nokia กำลังจะเร่งสปีดกับ OVI มากเพื่อเร่งให้ตนเองขยับขึ้นจนคู่แข่งตลาดรวมเบอร์ 2 ตามได้ยากมากขึ้น เราต้องอย่าลืมว่าเบอร์ 2 ระดับโลกแซง Nokia ในด้านความว่องไวในการพัฒนาตัวเครื่องจนน่ากลัวมาก แต่ถ้าเป็นงานด้านบริการบนมือถือทั้งหลายแล้วล่ะก็ Nokia ก็กล้าพูดได้ว่า OVI ของตนนั้นครบครันกับความต้องการแล้วจริง ๆ ขณะที่คู่แข่งเบอร์ 2 ของโลกยังไม่ตั้งไข่ในด้านนี้เลย ![]() ก็ว่าง่าย ๆ Nokia มีสถานะเป็นทั้งผู้ผลิตเครื่องและ Content Provider ด้วยตนเองทำให้เกิดระบบนิเวศด้านการติดต่อสื่อสารที่ลงตัวเพราะตนเองสามารถควบคุมและอัพเดทตามความต้องการได้ ถึงกระนั้นเอง Nokia ก็ริอาจประมาทได้เพราะประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้มือถือนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องมองเห็นฟีเจอร์อันฟู่ฟ่าของเครื่องเหล่านั้นเสียก่อนที่จะดึงดูดให้ลูกค้าซื้อเครื่องของตนเองเสียก่อน หาก Nokia มองว่าเป็นการสร้าง Loyalty ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแต่ถ้ามองว่าการนำจุดขาย OVI อย่างเดียวดึงลูกค้าใหม่ ๆ นั้นก็ย่อมเป็นไปได้ยากเช่นกัน หากผู้ผลิตไม่พัฒนาฟีเจอร์ให้ทันยุคสมัย แต่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคแม้ Nokia เป็นผู้นำการเชื่อมต่อสื่อสารบนมือถือระดับโลกก็จริงแต่ก็ต้องมาแข่งขันกับคู่แข่งรายเล็กกว่าที่สามารถแตก Segmentation เล็ก ๆ จนแข็งแกร่งมากและค่อย ๆ เติบโตกินเนื้อในตลาดมือถืออีกด้วย นั่นก็คือบริการส่งข้อความ Blackberry Messaging และ Push Mail ที่รวดเร็วทันใจและ iTunes บริการเพลงออนไลน์รองรับอุปกรณ์ของ Apple ที่ชัดเจนเลยก็คือ OVI Message ไม่อาจจะไปต่อกรกับเหล่าบริการของ Blackberry Service ได้เลยก็เพราะสิทธิบัตรเทคโนโลยี Push นั้นคงไม่มีใครจะเร็วได้กว่านี้อีกแล้ว ขณะที่ OVI ไม่สามารถพัฒนาระบบข้อความผลักได้ทันทีทันใดได้แน่นอน อีกทั้งการเข้าใช้บริการ OVI Message ก็ต้องให้ลูกค้า Nokia สมัคร Account เสียก่อน นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำไม Nokia ต้องผลักดันให้ลูกค้าเกิดความอยากใช้นั่นเอง ส่วนบริการ OVI Music ยังสามารถต่อกรกับ Apple iTunes ได้อยู่เพราะนี่เป็นบริการดาวน์โหลดเพลงฟรีสำหรับลูกค้า Nokia ที่มีฐานลูกค้าเยอะเอามาก ๆ เพียงแต่สื่อมวลชนอาจจะมีการเปรียบเทียบในเชิงกลยุทธ์มากกว่าเพราะใคร ๆ ก็ทราบดีกว่า iTunes คือผู้นำบริการดาวน์โหลดเพลงสำหรับอุปกรณ์พกพาได้ ![]() จุดแข็งของกลุ่มบริการ OVI ที่ไม่มีใครจะเทียบได้ในตอนนี้คือ บริการ OVI Maps ที่คุณสามารถดาวน์โหลดแผนที่และใช้ระบบนำทางได้ฟรีทั่วโลก ต้องถือว่าโดดเด่นกว่า Google Maps Navigation ที่มีความสามารถคล้าย ๆ กันบนมือถือ Android บางรุ่น ตอนนี้ OVI Maps ก็ร้อนแรงมากจนมียอดดาวน์โหลดแล้ว 10 ล้านครั้งทั่วโลก Nokia ล้ำหน้ากว่านั้นอีกขั้นด้วยบริการย่อยที่มีใน OVI Maps นั่นก็คือ Timeout ที่คุณสามารถค้นสถานที่แสดงศิลปะ สถานบันเทิง ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวผ่านพิกัด GPS ที่คุณอยู่ ฟังดูก็คล้าย ๆ แอพพลิเคชั่น Layar เหมือนกันแฮะ แต่ก็ดีอย่างแค่เข้าแอพพลิเคชั่น OVI Maps เพียงอย่างเดียวก็ใช้งานได้แล้ว ผู้สนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ก็มาจาก Hungry Go Where, Lonely Planet, Michelin City Guide รายหลังชื่อเหมือนแบรนด์ยางรถยนต์ใช่ไหมล่ะครับ คำตอบคือใช่ครับเป็นบริการที่ Michelin จัดเก็บดัชนีสถานที่ที่น่าไปครับ ![]() คราวนี้ถึงคิวของผู้หญิงเก่งประจำ Nokia คุณโจ ฮาร์โลว์ ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายสมาร์ทโฟน มาตอกย้ำว่าการเชื่อมต่อถึงกันและกันของคนทั่วโลกย่อมเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน มือถือ Nokia ก็สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นไล่ตั้งแต่แพลทฟอร์ม Series 40, Symbain และ Meego แพลทฟอร์มใหม่ที่ร่วมมือกับ Intel จับกลุ่มตลาด Mobile Computing ![]()
เธอยังบอกสถิติที่น่าสนใจว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีพฤติกรรมการใช้มือถืออย่างไร Nokia ไปสำรวจพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้นี่เอง และมันก็น่าสนใจมากว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนเริ่มจะมีพฤติกรรมที่พึ่งพาการเชื่อมต่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ![]() ระหว่างนี้เธอก็ได้อวดโฉมมือถือใหม่แก่สาธารณชนด้วย ได้แก่ Nokia X5 มือถือฟังเพลงที่เน้นการใช้งาน Social Network มากขึ้น, Nokia X6 8GB สำหรับกลุ่มประเทศที่ต้องการมือถือราคาถูกลงเล็กน้อย และ Nokia N8 ตัวเป็น ๆ ท้ายสุดก็นำเสนออินเตอร์เฟซ Symbian^3 ก็ถูกเผยแพร่ให้แก่สื่อมวลชนในงานนี้ได้ทราบกัน บอกตามตรงเราก็ไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับอินเตอร์เฟซนี้เท่าไรเพราะมันตามหลังคนอื่นแทบทั้งนั้นโดยเฉพาะการปรับแต่งหน้าจอ Widget หรือมี Pinch Zoom ทั้งหลายคนอื่นเขาก็ทำได้แล้วล่ะ ![]() เอาล่ะต่อจากนี้ไปจะเป็นช่วงสรุปคำถามและคำตอบภายในงาน Nokia Connection 2010 โดยขออนุญาตนำคำถามและคำตอบของพี่น้อง ๆ สื่อมวลชนมาสรุปรวมลงในนี้ให้นะครับ เริ่มจากคุณวิล แฮร์ริส หัวหน้าฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้วิเคราะห์ตลาดมือถือในประเทศไทยไว้ว่าเป็นประเทศที่กล้าเปิดประสบการณ์การใช้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตได้เร็วกว่าทวีปยุโรปเสียด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างคนไทยมีอัตราส่วนการสมัครใช้บริการ OVI Mail และ Chat มากกว่ากลุ่มผู้ใช้ Nokia ในยุโรปเสียอีก รวมไปถึงยอดดาวน์โหลดแผนที่นั้นประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในอาเซียนด้วย พฤติกรรมการซื้อเครื่องของลูกค้าชาวไทยก็เช่นกันออกจะแตกต่างจากที่อื่นเล็กน้อย คนไทยมักจะแคร์เรื่อง Branding ความไว้ในเชื่อใจต่าง ๆ สูง อย่างน้อย ๆ Nokia ก็เคยเป็นมือถือเครื่องแรกในชีวิตคนไทยแทบทั้งนั้น (ยกเว้นผมนาย Platform คนนึงล่ะ) ทำให้มีความผูกพันธ์ลึกซึ้งมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ ปัจจัยอื่น ๆ ที่พิจารณาในการเลือกซื้อคือ Design ที่เราต้องยอมรับเลยว่า คนไทยไม่ว่าจะซื้อของอะไรก็ตามการออกแบบมักจะเป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจอันดับแรก ๆ และเป็นหัวข้อใหญ่เสียด้วย ถึงจุดนี้ Nokia เองน่าจะสำรวจตลาดมือถือของตนเองในไทยด้วยเหมือนกันว่าชาวไทยยังชื่นชอบการออกแบบของ Nokia ยุคนี้ด้วยหรือไม่? เพราะยังมีรุ่นที่ไม่ค่อยเข้าตาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่อย่างว่าไม่สวยของเราอาจจะสวยของเขาก็เป็นไปได้ และยังมีคนแอบสงสัยด้วยว่าทำไม Nokia ถึงโปรโมต OVI Maps มากมายก่ายกองว่าฟรีอย่างนู้นนี้นั้น คุณแฮร์ริสก็ช่วยคลายปริศนาให้ว่า นี่คือการเข้าสู่การปฏิวัติการเล่าเรื่องยุคใหม่ จากเดิมที่เน้นเสียง, ภาพ และข้อความ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะเล่าเรื่องได้หมดก็คือแผนที่หรือพิกัดที่เราอยู่ เพียงแค่คุณใช้ความสามารถ OVI Maps คุณก็สามารถบอกเล่าได้ว่าคุณอยู่ตรงไหนผ่าน MMS หรือ Social Network ได้ มาถึงตรงนี้มีคนตั้งคำถามเด็ด ๆ ไว้ว่า Nokia เสียส่วนแบ่งการตลาดแล้วใช่ไหม โดยเฉพาะตลาดบน ๆ ที่โดน RIM และ iPhone รุมกระหน่ำซ้ำเติมตลาด Nseries ที่ตนเองเคยครองอยู่ ตรงนี้เขาตอบว่า "Nokia ไม่ได้เสียส่วนแบ่งการตลาดเพียงแต่คู่แข่งสามารถกวาดแชร์ได้มากขึ้นเท่านั้นเอง เพียงแต่ Nokia ก็ยังเป็นเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนของโลกอยู่ดี" Nokia คิดอย่างไรกับการมาของ iPhone 4 ??? ทางคุณแฮร์ริสตอบไว้ว่าเท่าที่สำรวจปฏิกริยาของลูกค้าส่วนใหญ่พบว่าไม่ได้ฮือฮาหรือตื่นเต้นเท่ากับการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกแม้แต่น้อย มันเหมือนแค่ปรับปรุงสเปคแค่นั้น เอาล่ะจบการสัมภาษณ์ถามตอบกับคุณแฮร์ริสแล้ว คราวนี้เราก็จ่อคิวสัมภาษณ์คุณโจ ฮาร์โลว์ รองประธานอาวุโสฝ่ายสมาร์ทโฟนครับ ![]() ผมมีข้อข้องใจมากว่าทำไม Nokia เพิ่งมาออก Symbian^3 ตอนครึ่งปีหลังทั้ง ๆ ที่ Symbain^4 จะเปิดตัวปลายปีอยู่รอมร่อ คุณฮาร์โลว์ตอบว่า Nokia ต้องใช้เวลาพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์ในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิการเปลี่อนเอฟเฟคท์หน้าจอ 62 แบบ รวมไปถึง Pinch Zoom จำพวก Multi-Touch แน่นอนว่าทั้งอินเตอร์เฟซ Symbian^3 และ Symbian^4 จะต้องอยู่ในสารบบนานถึง 24 เดือนหรือ 2 ปีเต็ม (อ๊าก ถ้าให้ Symbain^3 อยู่ในวงจรนานถึง 2 ปีแบบนี้ก็ล้าหลังคู่แข่งเอามาก ๆ แล้วครับ ถ้าเป็นแบบนั้นคาดว่า Symbain^3 น่าจะต้องค่อย ๆ ย้ายลงสู่ทัชโฟนระดับล่างมากขึ้นเพื่อหลีกทางให้ Symbain^4 ฉายเดี่ยว) นอกจากนี้เขาก็ยังใบ้ ๆ มาว่า Symbain^4 มีจุดเด่นที่ความสามารถในการปรับแต่งหน้าตาตามใจผู้ใช้มากขึ้น เช่น Widget ส่วนความสามารถอื่น ๆ ยังไม่ได้บอกครับ ผมก็ถามไปว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่ Nokia จะนำระบบปฏิบัติการ Symbian ลงตลาดมือถือ Entry Level คลาสเดียวกับตระกูล C1, C2 หรือซีรีส์ 1xxx คุณฮาร์โลว์ตอบว่ายังไม่มีแผนการเช่นนั้นเพราะตลาดระดับล่างมักเป็นผู้ใช้ที่ยังไม่มีมือถือหรือเป็นเครื่องสำรองเท่านั้น ไม่มีทางที่จะตั้งใจซื้อสมาร์ทโฟนราคาถูกแม้แต่น้อย นอกเสียจากกลุ่มผู้ใช้มือถือระดับล่างอยู่แล้วต้องการหันมาใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า ขณะเดียวกันตลาดสมาร์ทโฟนก็มีแนวโน้มจะราคาถูกลงเรื่อย ๆ ตามต้นทุนที่ต่ำลงและสามารถจับตลาดในวงกว้างมากขึ้น มีคนถามมาว่า Nokia ให้นิยามคำว่าสมาร์ทโฟนอย่างไร? เขาก็ตอบว่าอย่างแรกจะต้องเป็นระบบปฏิบัติการเปิด (Open Source) ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาและผู้ผลิตรายอื่นมาลงแรงพัฒนาด้วยกัน (แต่ไหงแต่ก่อนเป็นระบบปิดไม่ใช่หรือ?), รองรับการใช้งาน Multi-Tasking งานนี้ว่ากระทบชิ่ง iPhone 3GS น่ะสิ และต้องมี Application มากมาย คำถามต่อไปเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ Nokia สมาร์ทโฟนจะมีแนวทางการออกแบบหรือร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ยังไง? เขาตอบว่า Nokia ก็เคยมีประสบการณ์การออกแบบมือถือร่วมกับดีไซน์เนอร์ชั้นนำทำให้ Nokia ค้นพบสูตรสำเร็จว่าการใช้สีสันต่าง ๆ ให้ตรงกับอารมณ์และความต้องการนั้นดูจะน่าสนใจมากกว่า ดังที่เห็นใน X5 และ N8 จุดแข็งจุดอ่อนหรือสูตรวิเคราะห์ S.W.O.T ของแบรนด์ Nokia นั้นเป็นอย่างไร? คิดว่า Trend ที่น่าจะเกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟน?
นอกจากนี้เราก็ยังเจอคุณชูมิตต์ คาร์พูร์จึงมีโอกาสได้พูดคุยและซักถามอะไรบางอย่าง เราสามารถสรุปได้ว่าตลาดมือถือเมืองไทยครึ่งปีหลังจะเน้นตลาด Mid-End และ Hi-End มากขึ้น คาดว่าแล้วว่าตลาด Nokia รวมในประเทศไทยปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุชุมนุมทางการเมืองแต่ด้วยระบบการจัดจำหน่ายที่ดีก็สามารถส่งมือถือไปตัวแทนค้าปลีกได้ อีกทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมากขึ้นกว่าปีก่อนก็ทำให้คนจะซื้อโทรศัพท์มากขึ้น Nokia มั่นใจว่าปีนี้ยังครองเบอร์ 1 ในประเทศไทยเช่นเคย หนำซ้ำครึ่งปีแรกยังมียอดขายทิ้งห่างจากเบอร์ 2 มากนั่นเป็นเพราะมีมือถือที่โดนใจลูกค้าชาวไทย ยกตัวอย่าง Nokia 5233 สมาร์ทโฟนในรูปแบบทัชโฟนที่มีราคาเพียง 4 พันกว่าบาทสามารถทำยอดขายได้ดีมาก และมั่นใจว่าช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมมากกว่าคู่แข่งก็จะทำให้สถานภาพ Nokia ยังไม่สั่นคลอน รูปแบบมือถือที่ได้รับความนิยมไปปัจจุบันก็ยังเป็นทัชโฟนซึ่งได้รับความนิยมในตลาด Mid-End และแบบคีย์บอร์ด QWERTY ย่อส่วนที่ได้รับความนิยมในตลาดบน อีก 1 ปีข้างหน้าทั้งสองรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจะมีการแนะนำมือถือในราคาที่ถูกลง หาซื้อง่ายมากขึ้น สรุปในภาพรวมของงานแล้วล่ะครับว่า OVI มันคือหัวใจของ Nokia ในปัจจุบันที่พยายามผลักให้ลูกค้าหันมาใช้บริการจนเกิดเป็น Brand Loyalty และอยากจะให้ลูกค้าใหม่ ๆ หันมาใช้มือถือ Nokia มากขึ้น งานนี้กาลเวลาจะพิสูจน์เองล่ะครับว่า Nokia จะสร้างฐานลูกค้าให้สามารถเชื่อมต่อเป็น Community ขนาดใหญ่ได้ดั่งใจหรือไม่ |








