สบท. ปลุกผู้บริโภคใช้สิทธิ อย่ายอมให้ใครยึดเงินค่าโทรหลังพบผู้ใช้บริการระบบเติมเงินเจอปัญหาโดนยึดเงินค่าโทรเฉลี่ยรายละกว่าพันบาท ชี้เงินในระบบเป็นสิทธิของผู้บริโภค ผู้ให้บริการต้องคืนให้ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมเปิดเผยว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนในช่วงครึ่งปี 2553 มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีปัญหาเรื่องร้องเรียนจากระบบเติมเงิน ซึ่งมีผู้ใช้บริการถึงร้อยละ 90 ในการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยมีจำนวนเรื่องร้องเรียน 107 เรื่อง หรือ เป็นสัดส่วนราว 1 ใน 6 ของเรื่องร้องเรียนด้านการใช้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหมด ทั้งนี้ปัญหาที่พบมากที่สุดของบัตรเติมเงินคือ โดนยึดเงินในบัตรเติมเงิน ซึ่งเกิดจาก 2 กรณี คือ ถูกยึดเงินเนื่องจากเติมเงินไม่ทันมีจำนวนทั้งสิ้น 59 เรื่อง กรณีที่ 2 คือ ต้องการยกเลิกบริการแต่มีเงินค้างอยู่ในระบบ จำนวน 5 เรื่อง ทั้งนี้จากจำนวนผู้ร้องเรียนมี 47 เรื่องที่แจ้งยอดเงินชัดเจนพบว่า ถูกยึดเงินไปทั้งสิ้น 51,413.73 บาท หรือเฉลี่ย 1093.90 บาทต่อราย โดยจำนวนเงินที่ถูกยึดสูงสุดคือ 4,312 บาทและต่ำสุดคือ 18 บาท เปรียบเทียบกับปี 2552 ทั้งปีมีผู้บริโภคที่ถูกยึดเงินทั้งสิ้น 36 กรณี รวมเป็นเงิน 26,451.07 บาท โดยจำนวนเงินสูงสุดที่ถูกยึดไปคือ 6,888.69 บาท นอกจากนี้จากการตรวจสอบของ สบท. พบว่า แต่ละบริษัทขณะนี้มีแนวทางในการให้บริการระบบเติมเงินดังนี้ ระบบเติมเงินของแฮปปี้ หากวันหมดไม่เติมเงินในช่วง 30 วันแรก ผู้ใช้บริการจะรับสายได้ แต่โทรออกไม่ได้ เติมเงินและตรวจสอบยอดเงินได้ ทบยอดเงินที่เหลือให้เมื่อเติมเงินใน 30 วัน หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 31-45 ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถรับสายและไม่สามารถโทรออกได้ เติมเงินและตรวจสอบยอดเงินที่เหลือได้ แต่จะไม่ทบยอดเงินที่เหลือให้ จากนั้นวันที่ 46 จะถูกยึดเบอร์โทรศัพท์ไป ส่วนระบบเติมเงินของวันทูคอล หากวันหมดไม่เติมเงิน บริษัทจะรักษาเบอร์ไว้ให้ 30 วัน โดยผู้ใช้บริการสามารถรับสายได้แต่โทรออกไม่ได้ หลังจากนั้นจะถูกยกเลิกบริการ คือ รับสายเข้าหรือโทรออกไม่ได้และถูกยึดเบอร์โทรศัพท์พร้อมทั้งถูกยึดเงินที่อยู่ในระบบไปด้วย ส่วนระบบเติมเงินของ ทรูมูฟ หากวันหมดไม่เติมเงิน ผู้ใช้บริการจะสามารถรับสายได้แต่โทรออกไม่ได้ ใน15 วันแรก หลังจากนั้นวันที่ 16-17 จะรับสายและโทรออกไม่ได้ และในวันที่ 18 จะถูกยึดเบอร์โทรศัพท์ไป ผอ.สบท. กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่สำหรับการยึดเงินในระบบและเบอร์โทรศัพท์นั้น ตามประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ข้อ11 ระบุว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็นการล่วงหน้าจะต้องไม่มีข้อกำหนดอันมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ซึ่งจนถึงขณะนี้คณะกรรมการยังไม่มีมติในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดเงินและยึดเบอร์โทรศัพท์ของผู้บริโภค “ตามกฎหมายเท่ากับบริษัทฯ ไม่มีสิทธิยึดเงินและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ ดังนั้น หากใช้บริการระบบเติมเงินและถูกยึดเงินไป ผู้ใช้บริการสามารถเรียกร้องกับผู้ให้บริการเพื่อขอเงินคืนเข้าระบบได้โดยติดต่อโดยตรงไปยังเครือข่ายที่ใช้บริการ” ผอ.สบท.กล่าว |