![]() |
|
ค่ายนี้ เริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันระหว่าง TA และ Orange จากฝั่งยุโรป โดย TA ก็คือ ธุรกิจในเครือ CP ที่เราๆท่านๆ รู้จักกันดีในนาม เจริญโภคภัณฑ์ หรือตระกูล เจียรวนนท์ นั่นเอง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในด้านของอาหาร ก็มาสนใจในเรื่องของสื่อสาร ซึ่งในครั้งแรก ก็ทำโฆษณาได้ติดหูติดตาอย่างมากมาย ด้วยคอนเซ็ปในการโฆษณาที่เน้นการจดจำ และ ยอมรับในแบรนด์ รวมทั้งการเปิดตลาดในช่วงแรก ก็ทำให้ตลาดตื่นตัวได้พอสมควร ด้วยโปรโมชั่นที่แตกต่างไปจากค่ายอื่นๆ ด้วยการเน้นการผูกสัญญา เป็นราย 6 เดือน ซึ่งช่วยให้ค่าตัวเครื่องถูกลงไปเป็นอย่างมาก จนกระทั่ง เครื่องไม่มีพอให้ลูกค้าใช้สิทธิ์ จำได้ว่า ในช่วงนั้น รุ่นที่ฮอตฮิต และแรงสุดๆก็หนีไม่พ้น มือถือ Nokia รุ่น 3310 ที่ว่ากันที่ 999 บาท พร้อมแพ็กเกจ เหมาจ่ายรายเดือน ที่ต้องอยู่ในระบบอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไปๆมาๆ ก็ขาดทุนไปไม่น้อย กับการทำงานนี้ เนื่องจากมีพ่อค้าหัวใสหลายราย นำเครื่องไปแยกขาย กับซิมที่ไล่แจกกันฟรีๆ รวมทั้งผู้ที่แอบอ้างชื่อคนอื่นไปซื้อเครื่องและไม่ยอมจ่ายค่ารายเดือน จนทำให้ Orange กุมขมับ จนตอนหลังต้องออกมาตรการในการซื้อเครื่องที่ยากขึ้นในการจดทะเบียนในระบบ ต่อมาก็เกิดอาการรวมกันเราตาย แยกกันอยู่ได้ กันระหว่าง TA กับ Orange โดย Orange ขอถอนทัพ กลับไปยังที่ตั้งดั้งเดิมในฝั่งยุโรปก่อน และ ขายหุ้นที่ถือให้ TA หมดสิ้น แต่ยังให้สิทธิ์ในการใช้แบรนด์ Orange ต่ออีก 3 ปี ค่าย TA จึงไปปรับกลยุทธ์ รวมกลุ่มเป็น True เหมือนอย่างทุกวันนี้ จุดเด่นของค่ายนี้ ก็คือเรื่องของความครบวงจรในด้านของการบริการทั้งโทรศัพท์บ้าน/ อินเตอร์เน็ต/ ADSL/ PCT / UBC ซึ่ง ได้นำสิ่งที่ได้เปรียบเหล่านี้ มานำเสนอให้กับผู้ใช้บริการโดยใครใช้บริการส่วนใด ก็สามารถที่จะนำแต้มสะสมมาเป็นส่วนลดในการใช้งานโทรมือถือได้ ในรูปแบบของ All Together Bonus ซึ่งก็ช่วยให้มีความน่าสนใจไม่น้อย อย่างไรก็ดี ในปี 2547 ปลายปีต่อต้นปี 2548 ก็เริ่มออกโปรโมชั่นที่ไม่มีใครเชื่อ โดยเริ่มออกโปรนาทีละบาทออกมา หวังจะเพิ่มส่วนครองตลาด และแย่งลูกค้าจากอีก 2 ค่าย โดยเริ่มจาก ในนาทีแรก 5 บาท นาทีต่อไปนาทีละบาท จนกระทั่งลงมาเหลือ 75/50 และล่าสุด นาทีละ 25 สตางค์ โดยมีนาทีแรกที่ 1 บาทในเครือข่าย/ 2 บาทนอกเครือข่าย ทั้งนี้ รวมการโทรไปยังเลขหมายของ True ไว้ในเครือข่ายด้วยครับ ใน Market Position จะเป็น เบอร์ 3 หรือน้องเล็กที่ต้องคอยหาทุกวิถีทางในการแย่งลูกค้าเก่าจากเบอร์ 1 และ 2 ทั้งยังต้องหาทางเพิ่มส่วนครองตลาดให้ได้มากที่สุด เพื่อความอยู่รอด และวิถีทาง หรือกลยุทธ์ ที่นิยมใช้กันทั่วไปก็คือ กลยุทธ์ด้านราคานั่นเองครับ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อค่ายอื่นลดราคามาสู้ Orange ก็ต้องกดราคาลงไปอีก ไม่เช่นนั้นเสียลูกค้าไปมาก เพราะเครือข่ายและความครอบคลุมยังมิอาจสู้กับค่ายอื่นได้แน่นอนครับ
|
