“Fitbit Alta HR” เป็นอุปกรณ์สายรัดข้อมือฟิตเนสรุ่นล่าสุดที่ทาง Fitbit ส่งเข้ามาจับตลาดคนรักสุขภาพในไทยครับ โดยที่รุ่นนี้มีการอัพสเปคขึ้นจากรุ่นก่อนโดยมีหัวใจสำคัญเป็นเทคโนโลยีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เข้าไป แถมยังมีระบบตรวจจับการนอนแบบอัตโนมัติ ขณะที่งานดีไซน์ก็ยังคงความเป็นไลฟ์สไตล์ชัดเจน
คุณสมบัติเด่น Fitbit Alta HR
- มีเซ็นเซอร์ PurePulse เทคโนโลยีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Fibit
- ระบบ SmartTrack บันทึกการออกกำลังกายอัตโนมัติ ซึ่งจะแสดงผลบนหน้าจออุปกรณ์แบบเรียลไทม์
- ระบบติดตามการนอน มาพร้อมฟีเจอร์ Sleep Stages ช่วยประเมินค่าความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจในช่วงเวลาที่หลับ
- มีระบบ Sleep Insights นำบันทึกการนอนทั้งหมดของผู้ใช้ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของในฟิตบิทมาประมวล เพื่อให้คำแนะนำปรับปรุงการนอนหลับและสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น
- มีเซ็นเซอร์วัดความเร่ง 3-axis Accelerometer
- มีระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นเตือนให้ผู้ใช้ให้ขยับร่างกาย หรือซิงค์กับสมาร์ทโฟนเพื่อแจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ และปฏิทิน โดยใช้มอเตอร์สั่น
- ดีไซน์ให้เพรียวบางกว่ารุ่น Charge 2 ถึง 25%
- มีแบตเตอรี่ใช้นานสูงสุด 7 วัน ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
- ส่งสัญญานผ่าน Bluetooth 4.0 รองรับการเชื่อมต่อทั้ง IOS และ Android 4.3 ขึ้นไป
Fitbit Alta HR รุ่นปกติ (สี ดำ,ส้ม,ชมพูอมม่วง,เทาเข้ม) เคาะราคาอยู่ที่ 7,490 บาท สำหรับรุ่นพิเศษ Special Edition Alta HR (สี ชมพู Rose Gold , ดำ Gunmetal ) ราคา 7,990 บาท นอกจากนี้ยังมีคอลเลคชั่นสายให้เปลี่ยนได้ตามสไตล์ไม่ว่าจะเป็น
- สายรัดข้อมือฟิตเนสรุ่นคลาสสิก ราคา 1,290 บาท
- สายหนังรุ่น Luxe Leather ราคา 2,390 บาท
- สายสร้อยข้อมือ Luxe Metal ราคา 4,190 บาท
แกะกล่อง
เริ่มแกะกันกันก่อน แพ็คเกจตัว Fitbit Alta HR ทำมาขนาดพอดีครับไม่ใหญ่มากเมื่อเปิดมาข้างในก็จะพบกับ ตัวเรือน Fitbit Alta HR tracker ที่มีสาย Alta HR classic band ประกอบมาให้เสร็จสรรพวางคดม้วนในช่องรอให้หยิบไปใส่
ถัดมาที่ช่องด้านล่างเป็นแพ็คคู่มือการใช้งานเบื้องต้น วางปิดซองใส่สาย USB ที่มีหัวอีกด้านเป็นคลิปหนีบเข้ากับด้านหลังตัวเรือน ใช้สำหรับเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ และยังเป็นอุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟซึ่งรุ่นนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการชาร์จแบตฯให้เต็มครับ
งานออกแบบที่เป็นไลฟ์สไตล์ ขายความบาง
คอนเซปต์ Fitbit Alta HR คือเป็นอุปกรณ์แวร์เอเบิลกลุ่ม Smart Fitness Tracker ที่ทำมาให้สวมใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในเวลาที่เข้าฟิตเนส กลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่รักสุขภาพทั่วไป
ตัวเรือนใช้วัสดุ Stainless Steel น้ำหนักเบาดีไซน์ให้เพรียวบางกว่ารุ่น Fitbit Charge 2 ถึง 25% ขณะที่ตัวหน้าจอเป็น OLED มีความสามารถในการกันรอยได้ดีระดับนึง รองรับการสัมผัสด้วยการแตะเพื่อดูข้อมูลบนหน้าปัด ในส่วนของสายที่ให้มาเป็นวัสดุซิลิโคนสามารถถอดเปลี่ยนได้ครับ รุ่นนี้ใช้ตัวล็อคข้อต่อสายแบบเดียวกันกับ Fitbit Alta ซึ่งเท่ากับว่าใครที่มีสายของรุ่นก่อนอยู่แล้วก็สามารถนำมาใช้กับรุ่นนี้ได้ครับ
ตัวสาย Fitbit Alta HR ทำมา 3 ไซส์ ประกอบด้วยไซส์ S (5.5″ – 6.7″) ,ไซส์ L (6.7″ – 8.1″) และไซส์ XL (8.1″ – 9.3″) ทั้งนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหน้าร้านในไทยจะมีทั้ง 3 ไซส์หรือไม่ หรือจะขายแค่ไซส์ S กับ L ส่วน XL ต้องสั่งออนไลน์
ทำความเข้าใจกับฟีเจอร์ PurePulse Heart Rate & Sleep Stage
ฟีเจอร์ที่ถูกใส่เข้ามาในตัว Alta HR คือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจอย่างต่อเนื่องหรือ PurePulse Heart Rate ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของทาง Fitbit เอง ขณะที่การทำงานกับตัวแอพฯ Alta HR จะเน้นไปที่การแสดงผลภาพรวม ไม่สามารถตั้งให้แทร็คกิ้งตามประเภทกิจกรรมการออกกำลังออกได้ ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากตัว Charge 2 หรือ Blaze ที่เป็นรุ่นเฉพาะด้านมากกว่า
อีกหนึ่งไฮไลท์ของรุ่นนี้คือ Sleep Stages ระบบตรวจวัดการนอนหลับแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี PurePulse ครับ ซึ่งตัวฟีเจอร์จะแบ่งการนอนของเราออกเป็น 3 ระดับประกอบด้วย
- REM : ภาวะหลับตากระตุก ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เรากำลังฝันโดยเฉลี่ยจะคิดเป็น 10-25% ของทั้งคืน
- Light : ช่วงหลับตื้น ซึ่งถือเป็นภาวะระดับการนอนหลับแบบปกติคิดเป็น 50-60% ของทั้งคืนครับ
- Deep : ช่วงหลับลึกคิดเป็น 10-25% ของการนอน ซึ่งตามมุมมองของแพทย์ถือเป็นช่วงการหลับที่ดีที่สุดเพราะร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนมากที่สุด และการฟื้นฟูและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆของร่างกายก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้
ประสบการณ์ใช้งานจริง
การใช้งานก็ต้องมีการซิงค์ตัวอุปกรณ์เข้ากับแอพฯ Fitbit ครับ โดยเริ่มจากการสร้างบัญชีผู้ใช้สำหรับคนที่เพิ่งใช้อุปกรณ์ของ Fitbit เป็นครั้งแรก ใส่ข้อมูลส่วนตัว ตามด้วยการ Pair อุปกรณ์เข้ากับแอพฯ เลือกมือข้างที่ใส่ ตั้งค่าข้อมูลการแสดงผลต่างๆ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
เมื่อซฺิงค์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว มันก็เกิดคำถามตามมาว่าเราจำเป็นที่จะต้องเป็นให้มีการซิงค์ข้อมูลตลอดทั้งวันไหม? ก็ตอบได้เลยว่าไม่จำเป็นครับ เพราะต่อให้ตัวอุปกรณ์จะรีเซ็ตข้อมูลบนหน้าปัดในเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน แต่ภายในตัวเรือนก็ยังมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้อยู่นานมาก ทางที่ดีพยายามซิงค์กันวันต่อวันจะดีกว่า
มาดูที่ระบบล็อคของสายครับ ตัวสาย Fitbit Alta HR ที่ให้มาในกล่องเป็น Alta HR classic band ใช้ตัวล็อครูปแบบเดียวกันกับสายนาฬิกาไม่ว่าจะออกแอ็คชั่นมากแค่ไหนก็ไม่หลุดง่ายๆ แน่นอน วัสดุเป็นซิลิโคนยืดหยุ่น ทนทานสูง
สำหรับการใส่ Fitbit Alta HR ให้ตัวเซ็นเซอร์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดตามคู่มือระบุว่าต้องใส่ให้เลยส่วนที่เป็นกระดูกข้อมือขึ้นมาประมาณ 1.5 ซม. สำหรับคนที่จะใส่ออกกำลังกายให้ใส่เลยขึ้นมาเป็น 5.5 ซม. รัดสายให้แน่นแค่พอดีๆ ไม่รัดหรือหลวมเกินไป
ตามข้อมูลบนหน้ากล่องระบุว่า Alta HR มีคุณสมบัติในการป้องกันละอองน้ำซึ่งก็หมายความว่าตัวเรือนสามารถใส่ตากฝนหรือกันน้ำสาดได้สบายๆ แต่ไม่ควรใส่อาบน้ำและใส่ว่ายน้ำอย่างเด็ดขาด
ในช่วงแรกๆที่ใส่ยอมรับว่ามีความรู้สึกไม่ชิน โดยเฉพาะเวลานอนเพราะโดยปกติเป็นคนไม่ใส่นาฬิกานอนครับ แต่ข้อดีของ Alta HR คือน้ำหนักเบาความรู้สึกเมื่อขึ้นมาอยู่บนข้อมือก็แทบจะไม่แตกต่างกับการใส่ Wishband ทั่วไป
ส่วนผลลัพท์ที่ได้ถือว่าประทับใจมากๆครับเพราะตัว Fitbit Alta HR มีการเก็บข้อมูลระดับการเต้นของหัวใจ และทุกการเคลื่อนไหวของเราได้ในระดับที่เรียกว่าแม่นยำ แถมมีฟีเจอร์กระตุ้นให้เราเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เมื่อทำได้สำเร็จก็จะมีการให้ดาวหรือตราสัญลักษณ์ อารมณ์เดียวกันกับการปลดล็อค Achievement ในเกมเลยครับ
อีกหนึ่งจุดที่ชอบคือการทำงานของโหมด Sleep Stages ที่เป็นแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องเคาะหรือกดเพื่อเข้าโหมดอะไรก่อนทิ้งตัว ขณะที่แบตเตอรี่ก็อึดมากๆใส่ได้นานถึง 7 วัน ชาร์จไฟแค่เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
จากภาพรวมถือว่า Fitbit Alta HR คือฟิตเนสแบนด์ที่มีคุณสมบัติครบเครื่องคือเป็นทั้งผู้ช่วยและตัวกระตุ้นให้คนใส่หันมาสนใจเรื่องสุขภาพของตนเองมากยิ่ง แต่มันจะดีกว่านี้อีกมากหากตัวอุปกรณ์ หรือแอพฯ มีการพัฒนามาให้คนไทยได้ใช้อย่างเต็มที่ยิ่งกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวแอพฯที่เป็นภาษาไทย ,การแสดงผลบนหน้าปัดที่รองรับข้อความภาษาไทย หรือจะเป็นฐานข้อมูลด้านโภชนาการที่เป็นของไทยบ้าง
ใครที่สนใจอยากเป็นเจ้าของ Fitbit Alta HR สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ทั้งช่องทางออนไลน์และร้านค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็น บานาน่า ไอที ,.Life , เจมาร์ท,คิงพาวเวอร์ ,บีทูเอส ,พาวเวอร์บาย ,ไอที ซิตี้ ,ทรูช็อป ,Fitbit Thailand by TSM Koan.co.th ,Lazada ,Central ,Bemynt ,Tohome ,Proflex และ avarinshop ครับ




















