เดลล์ เผย รายงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรื่อง “ดัชนีชี้วัดองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต” (The Future Ready Enterprise Index) ที่จัดทำโดย ไอดีซี โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามเป็นผู้บริหารด้านไอทีจำนวน 2,529 คน จาก 11 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา,แคนาดา,สหราชอาณาจักรฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย บราซิล และ เม็กซิโก
ตัวรายงานเป็นการศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างนวัตกรรมไอทีกับผลลัพท์ทางธุรกิจขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตามผลสำรวจได้แบ่งกลุ่มองค์กรออกเป็นดังนี้
- 16% เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นเฉพาะปั
จจุบัน (Current Focused) - 32% เป็นองค์กรที่ตระหนักถึงอนาคต (Future Aware)
- 33%เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นอนาคต (Future Focused)
- 18% เป็นองค์กรผู้สร้างอนาคต (Future Creators)
นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และผู้จัดการทั่วไป ภาคพื้นอินโดจีน เผยว่า กลุ่มองค์กรผู้สร้างอนาคต (Future Creators) เป็นองค์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยมีข้อมูลเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี 3 อย่างประกอบด้วย Convergen Infrastructure, Cloud computing และ Big data
“การเป็นผู้นำถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะมันจะหมายถึงการทำวิสัยทัศน์ที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง ในทุกๆการเปลี่ยนแปลงความท้าทายของทุกๆองค์กรคือต้องเข้าใจในทิศทางของตลาดที่จะมุ่งไป เราจะต้องเป็นผู้นำด้านความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น”
ตัวอย่างขององค์กร “ผู้สร้างอนาคต” ของไทยที่เดลล์ ยกมาเป็นตัวอย่างก็มีทั้ง โรงพยาบาลสมิติเวช กรุงเทพฯ ที่นำเทคโนโลยีคลาวด์ มาใช้ในการจัดการทรัพยากรไอทีและข้อมูลได้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังอัพเกรดระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center,Storage , Cloud computing และ Data Recovery ผ่านการร่วมมือกับเดลล์
อีกตัวอย่างคือ “โครงการแสนสุข สมาร์ท ซิตี้” ที่นำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้โดยเริ่มต้นจากการให้บริการผู้สูงอายุ ผ่านอุปกรณ์ Wearable เพื่อจับการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุที่อยู่บ้านตามลำพังหรือที่นอนติดเตียง หากมีสิ่งผิดปกติก็จะส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปที่ศูนย์ควบคุม โดยทำงานประสานร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อเข้ามาดูแลได้ในทันที ซึ่ง เดลล์ ได้ทำเรื่องระบบหลังบ้านทั้งหมด
“ทั้งสององค์กรเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้ ถ้าเป็นลูกค้าองค์กรในกลุ่ม Future Creators ก็จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากๆต่อการเป็นผู้นำเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง”
สำหรับองค์กรในไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่ม Current Focused และ Future Aware ซึ่ง เดลล์ ก็ต้องการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเตรียมรับความพร้อมเปลี่ยนมาอยู่ในกลุ่ม Future Focused หรือ Future Creators และยังไม่มีการประเมินรายได้ที่จะเข้ามาสู่ตัวองค์กรในตอนนี้
ด้านความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจในรายงานระบุไว้ดังนี้
- องค์กร Current Focused ไม่ได้มีกลยุทธ์ด้าน Big data และการวิเคราะห์ (BDA) หรือมีแต่น้อยมาก ส่วนทางกับกลุ่ม Future Creators ในเอเชียแปซิฟิก 98% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจที่อยู่ในองค์กรกลุ่มนี้สามารถเข้าถึง BDA เวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญได้ทันที เมื่อเทียบกับผู้บริหารระดับสูงของอีกกลุ่มซึ่งอยู่ที่ 58% เท่านั้น
- ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นเกิน 50% ขององค์กร Future Creators แจ้งว่าการนำ Cloud มาใช้ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในธุรกิจได้ และหลายองค์กรสามารถใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรด้านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มผลิตผลทางธุรกิจและได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั่วทั้งองค์กร
- ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น Future Creators ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เน้นให้เห็นถึงประโยชน์หลัก 4 ประการที่องค์กรได้รับจากการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hyper-Converged ได้แก่ (1. ใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (2. พนักงานไอทีทำงานได้ผลิตผลมากยิ่งขึ้น (3. มีความคล่องตัวที่เพิ่มมากขึ้น (4. มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานตามการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้
ขณะเดียวกัน เดลล์ ยังได้เผยผลการศึกษาเรื่องคนทำงานแห่งอนาคต the Future Workforce Study ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานที่ทำงานเต็มเวลาเกือบ 4,000 คน จากองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ใน 10 ประเทศ
จากการสำรวจพบว่า 57% ของพนักงานทั้งหมดเชื่อว่าตัวเองจะได้ทำงานกับออฟฟิศที่มีความสมาร์ทภายใน 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่อีก 51% เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีขึ้นจะทำให้การประชุมแบบเจอหน้ากลายเป็นเรื่องเกินความจำเป็น



