ของเล่นกับเด็กนั้นเป็นสิ่งคู่กันเสมอ แต่ก็มีของเล่นไม่มากนักที่นอกจากจะทำให้เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังจะสามารถช่วยเสริมสร้างทักษะในการเรียนรู้ไปได้พร้อมกัน อย่างเช่น “Jimu Robot” ของเล่นแนวหุ่นยนต์ที่มีจุดเด่นแตกต่างจากสินค้าหุ่นยนต์ทั่วไปที่มีอยู่ในท้องตลาด
Jimu Robot เป็นหนึ่งในสินค้าของบริษัท UBTECH ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ AI และ Humanoid Robot ต่างๆ ซึ่งความโดดเด่นของ Jimu Robot ที่ว่านั้นก็คือ จะเป็นหุ่นยนต์ที่เด็กๆ สามารถประกอบขึ้นได้ด้วยตนเองผ่านซอฟท์แวร์สำเร็จรูป 3 มิติ และยังบังคับให้เคลื่อนไหวหรือทำท่าทางต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้ทั้งหมด จึงเป็นการช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กได้แบบบูรณาการ หรือ STEM Education
ทางทีมงาน mxphone จึงไม่พลาดที่จะมารีวิวไอเท็มเด็ดชิ้นนี้ เพราะเชื่อว่า Jimu Robot คือหนึ่งในของเล่นยุคใหม่ ที่มีข้อดีในการช่วยสานสัมพันธ์และการใช้เวลาร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว อีกทั้งย่อมดีกว่าแน่ หากเด็กๆ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกม เป็นการได้เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบในการสร้างหุ่นยนต์ และเพิ่มความรู้จากการใช้ซอฟท์แวร์ในการควบคุมหุ่นยนต์ไปพร้อมๆ กัน
สำหรับหุ่นยนต์ Jimu Robot ตัวที่นำมารีวิวในครั้งนี้ เป็นรุ่น AstroBot Kit ที่มีคอนเซ็ปต์เหมือนกับพวกหุ่นยนต์สำรวจอวกาศ ซึ่งถ้าหากใครซื้อกล่องนี้มาก็จะสามารถสร้างเป็นหุ่นยนต์ได้ 3 รูปแบบ คือ หุ่นยนต์นักสำรวจอวกาศแบบที่เดิน 2 ขา (Astron), หุ่นยนต์รถสำรวจอวกาศแบบล้อหมุน (Rover) และหุ่นยนต์รถสำรวจอวกาศแบบสายพานโซ่ (AstroBot)
ก่อนเริ่มประกอบหุ่นยนต์ ผู้ช่วยสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแอพพลิเคชั่น Jimu ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android (ตัวแอพฯ ตอนนี้ยังไม่มีภาษาไทย แต่มีภาษาอังกฤษกับภาษาอื่นๆ 13 ภาษา) โดยเมื่อดาวน์โหลดเสร็จและเข้าแอพฯ แล้ว ก็ให้เลือกที่เมนู Model เพื่อเข้าไปดูขั้นตอนวิธีการประกอบหุ่นยนต์กันได้เลย
เมื่อเข้าเมนู Model มา จะเห็น Jimu Robot รุ่นต่างๆ ก็ให้เลือกตรงกับรุ่นที่ซื้อมา โดยตัวนี้เป็นรุ่น AstroBot Kit ซึ่งเมื่อกดเข้าไปดูอีก ก็จะเห็นหุ่นยนต์ทั้ง 3 รูปแบบที่เราสามารถประกอบได้ และสำหรับการรีวิวนี้ก็จะขอประกอบเป็นหุ่นยนต์รถสำรวจอวกาศแบบสายพานโซ่ (AstroBot) ซึ่งตัวนี้จะน่ารักๆ คล้ายกับในหนังเรื่อง Wall-E
หลังจากที่เลือกรูปแบบที่อยากจะประกอบได้แล้ว เมื่อกดเข้ามาก็จะเห็นหน้าตาของหุ่นยนต์ตัวนั้นในรูปแบบ 3 มิติ สามารถใช้นิ้วเลื่อนปัดหรือซูมดูรายละเอียดได้แบบ 360 องศา (หน้าเมนูนี้ขอเรียกว่าหน้าเมนูรวม) และถ้าจะเริ่มต้นประกอบให้กดไปที่เมนู Build ตรงมุมบนขวา ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกอบหุ่นยนต์นั่นเอง
ในหน้าเมนู Build นี้ หากกดดูที่ไอคอนด้านบนก็จะแสดงชิ้นส่วนประกอบทั้งหมดของหุ่นยนต์ตัวนั้น ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะมีชื่อกำกับและตัวเลขของจำนวนชิ้น โดยการเริ่มต้นก็จะเริ่มจากชิ้นที่เป็นแหล่งจ่ายไฟ (MC หรือ Main Control) จากนั้นก็ให้กดที่ลูกศร > เพื่อดูขั้นตอนต่อไปทีละขั้นตอน หรือกดลูกศร < เพื่อดูขั้นตอนก่อนหน้าหากยังสงสัยหรือคิดว่าประกอบผิดพลาด
จากการทดลองประกอบถือว่าค่อนข้างทำความเข้าใจได้ง่าย เพราะแอพฯ นั้นอธิบายขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบไว้อย่างละเอียดมาก คล้ายๆ กับการต่อ LEGO โดยตัวสินค้าของ Jimu Robot แนะนำว่าเหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป แต่ถ้ามีผู้ใหญ่มาคอยช่วยให้คำแนะนำก็จะทำให้เด็กสามารถประกอบได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
กลับมาที่หน้าเมนูรวมอีกครั้งหลังจากได้ที่ประกอบจนเสร็จเรียบร้อย ก็จะมาถึงขั้นตอนในการบังคับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ก่อนอื่นให้เปิดสวิตซ์ที่ตัวหุ่นยนต์ก่อน เพราะแอพฯ ต้องการเชื่อมต่อกับตัวหุ่นยนต์ผ่าน Bluetooth และเมื่อแอพฯ ทำการเชื่อมต่อกับตัวหุ่นยนต์สำเร็จ จะแจ้งให้ทราบว่าตัวชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นแหล่งจ่ายไฟ หรือพวกข้อต่อที่ต้องมีการขยับ และเซ็นเซอร์ต่างๆ ปกติหรือไม่
จุดสังเกตสำคัญจุดหนึ่งก็คือ ตอนที่หุ่นยนต์ยังไม่ได้เชื่อมต่อกับแอพฯ ชิ้นส่วนที่เป็นข้อต่อที่ต้องมีการขยับ (Servo) จะสามารถขยับไปมาได้ แต่เมื่อมีการเชื่อมต่อกับแอพฯ แล้ว ชิ้นส่วนเหล่านี้จะล็อกนิ่งและขยับไม่ได้อีก ซึ่งเวลาที่หุ่นยนต์มีการขยับท่าทางต่างๆ ก็จะมีเสียงประกอบไปออกที่โทรศัพท์ และหุ่นยนต์ AstroBot ตัวนี้ก็ยังมี Speaker Bluetooth ที่สามารถเชื่อมต่อเพื่อให้เสียงต่างๆ จากโทรศัพท์ไปออกที่ตัวหุ่นยนต์ได้ด้วยเช่นกัน
ในเมนู Actions จะเห็นไอคอนของท่าทางต่างๆ ที่หุ่นยนต์ตัวนี้ทำได้ โดยเป็นท่าทางพื้นฐานที่ตัวแอพฯ มีมาให้อยู่แล้วประมาณ 16 ท่าทาง เช่น Stand by (ให้ทำท่าเตรียมความพร้อม), Pick up (ให้ทำท่ายกของ), Place (ให้ทำท่าวางของ), Move forward (ให้เดินหน้า), Move back (ให้ถอยหลัง), Turn left (ให้เลี้ยวซ้าย), Turn right (ให้เลี้ยวขวา), Boxing (ให้ทำท่าชกมวย) ฯลฯ
นอกจากท่าทางพื้นฐานที่ตัวแอพฯ มีมาให้แล้ว ยังสามารถสร้างท่าทางใหม่ๆ ได้โดยกดไปที่ไอคอน New Action บริเวณมุมล่างซ้าย ในหน้าถัดมาก็จะแสดงชิ้นส่วน Servo ที่อยากให้ขยับ ซึ่งสามารถปรับมุมหรือองศาของ Servo แต่ละตัวได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่น PRP (Pose, Record, Playback) ที่สามารถใช้มือปรับท่าทางที่ต้องการบนตัวหุ่นยนต์ได้โดยตรง แล้วให้แอพฯ จำตำแหน่งของ Servo ไว้ สามารถทดสอบท่าทางได้โดยการกด Play และเมื่อได้ท่าทางในแบบที่ต้องการแล้วก็สามารถ Save ท่าทางที่สร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้ได้
ส่วนในเมนู Controls จะเหมือนกับเราเล่นหุ่นยนต์บังคับหรือรถบังคับทั่วไป โดยมีปุ่มควบคุมทิศทางการเดินและปุ่มที่เป็นท่าทางต่างๆ สามารถย้ายตำแหน่งของปุ่มได้ตามที่ถนัด หรือเปลี่ยนเป็นท่างที่ใช้บ่อยๆ ได้
กลับมาที่หน้าเมนูรวมอีกครั้ง คราวนี้จะพูดถึงเมนูที่ค่อนข้างยากขึ้นมาหน่อย คือ Coding ที่เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มีความรู้เกี่ยวกับการเขียน Software Code ให้สามารถเข้าไปเขียน Code ในการควบคุมหุ่นยนต์ ซึ่งในส่วนนี้จะกำหนดค่าต่างๆ ของหุ่นยนต์ได้ทั้งหมด เช่น ตัวเซ็นเซอร์ สีไฟที่ดวงตา ฯลฯ ที่นอกเหนือจากท่าทางพื้นฐานของเมนู Actions หรือ Controls ก่อนหน้านี้
จริงๆ แล้วเมนู Coding นี้ถือว่าสนุกมากๆ เพราะทีมงานเองก็ไม่ได้มีความรู้ในการเขียน Software Code มาก่อน แต่ลองเอาโค้ดเหล่านี้มาลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก็จะนับว่าเป็นการเรียนรู้ไปได้ด้วยว่าแต่ละ Code คือคำสั่งที่เอาไว้ใช้ทำอะไร เพราะตัว Code ก็มีแบบสำเร็จรูปที่ให้นำมาเรียงต่อกันคล้ายกับการต่อจิ๊กซอร์นั่นเอง แต่ถ้าใครเขียน Code เป็นแล้วอยากลองวิชาก็สามารถทดสอบกันได้เลย
นอกจากความสนุกในการประกอบและควบหุ่นยนต์แล้ว Jimu Robot ยังมี Community ให้สามารถอัพโหลดรูปภาพหรือวีดีโอของหุ่นยนต์ของผู้เล่นแต่ละคนไปเก็บไว้บน Jimu Community โดยที่ผู้เล่นทุกคนจะมี Account เป็นของตนเอง สามารถเข้าไปดูผลงานของคนอื่นๆ รวมทั้งกด Like หรือ Comment ข้อความต่างๆ ได้
ทั้งนี้ ต้องยกให้ Jimu Robot เป็นหนึ่งในแก็ดเจ็ตเด็ดรับช่วงปิดเทอม สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาของเล่นชิ้นใหม่ให้กับเด็กๆ ที่ถึงแม้ว่าอาจมีราคาค่อนข้างสูงไปนิดนึง แต่ถ้ามองถึงประโยชน์ในระยะยาวแล้วก็นับว่าคุ้มค่า ได้ทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี สามารถเล่นได้นานโดยไม่มีเบื่อ เพราะประกอบเป็นหุ่นยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ
ตลอดจนการบังคับควบคุมหุ่นยนต์ในโหมด Coding ที่สามารถทดลอง ทำซ้ำ และลองผิดลองถูกไปได้แบบไม่รู้จบ รวมถึงความน่ารักของหุ่นยนต์ในแต่ละ Character และความสนุกจากการได้สัมผัสประสบการณ์จริง จะสร้างความประทับใจและก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ หันมาสนใจพัฒนาทักษะในการใช้ความคิดสร้างสรรค์กันมากขึ้น

