
การปรากฏโฉมอย่างเป็นทางการของ Samsung Galayx S9/S9+ อาจจะไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่ว้าวในแง่ของดีไซน์สำหรับทุกคน เพราะถือว่าเป็นรุ่นที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์เด็ดของรุ่นนี้ และยังไม่มีใครในตลาดสู้ได้คือเรื่องของกล้อง Super Speed Dual Pixel ที่มากับ f/1.5-f/2.4
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ยังถือว่า Samsung จัดเต็มมาเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยประมวลผลที่ใช้เป็น Exynos 9810 ใส่โมเด็มรองรับเครือข่ายระดับ 1.2 Gbps มาให้ใช้ วัสดุตัวเครื่องที่แข็งแรงขึ้น และฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง AR Emoji ที่จะแปลงใบหน้าเป็นตัวการ์ตูน และสติกเกอร์ให้ใช้กัน
ชมภาพบรรยากาศ สัมผัสแรก Samsung Galaxy S9 / S9+ ในงาน Samsung Unpacked จากกรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน
สเปคของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ รุ่นวางจำหน่ายในไทย
– หน้าจอ Infinity Display ที่ใช้ Super AMOLED 5.8″ / 6.2” Quad HD+
– Samsung Exynos 9810 Octa-core (Quad Core 2.9 GHz + Quad Core 1.9 GHz) 10nm
– GPU Mali G72 MP18
– S9 RAM 4 GB ROM 64 GB / S9+ RAM 6 GB ROM 64/128/256 GB รองรับ Micro SD สูงสุด 400 GB
– Android 8.0 Oreo Samsung Experience 9.0
– S9 กล้องหลัก Super Speed Dual Pixel 12MP OIS f/1.5-f/2.4 + LED Flash
– S9+ กล้องหลัก Dual Camera Super Speed Dual Pixel 12MP OIS f/1.5-f/2.4 + 12 MP OIS f2.4 LED Flash
– กล้องหน้า 8MP f/1.7
– แบตเตอรี่ 3,000 mAh / 3,500 mAh
– รองรับ Fast Charging, Fast Wireless Charging
– รองรับ 4G LTE Cat18, 6CA, DL 1.2 Gbps UL 2CA 200 Mbps , Dual SIM (Hybrid Slot), NFC
– สแกนใบหน้า (Face Recognition) สแกนม่านตา (Iris Scanner) สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint)
– ขนาดเครื่อง S9 147.7 x 68.7 x 8.5 มิลลิเมตร, น้ำหนัก 163 กรัม
– ขนาดเครื่อง S9+ 158.1 x 73.8 x 8.5 มิลลิเมตร, น้ำหนัก 189 กรัม
– ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 กันน้ำลึกสูงสุงไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที
– มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Coral Blue และเฉดสีใหม่ล่าสุด สีม่วง Lilac Purple
– ราคา S9 ความจุ 64GB จำหน่ายในราคา 27,900 บาท
– ราคา S9+ ความจุ 64GB จำหน่ายในราคา 31,900 บาท, 128 GB จำหน่ายในราคา 33,900 บาท และพิเศษ 256GB จำหน่ายในราคา 37,900 บาท เฉพาะช่องทางของพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการเครือข่าย
ในแง่ของการออกแบบย้อนไปเมื่อตอนที่ Samsung Galaxy S8 / S8+ ออกสู่ตลาด ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแง่ของดีไซน์บนโทรศัพท์มือถือ ในสัดส่วน 18.5:9 ออกมา ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานได้ใช้สมาร์ทโฟนหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ในขนาดที่ยังจับถือใช้งานได้แบบถนัดมือ จนเป็นต้นแบบให้สมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นที่ตามออกมา
พอมาเป็น Samsung Galaxy S9 / S9+ ก็ยังคงคอนเซปต์เดิมอยู่ด้วยการนำ Infinity Display มาใช้งาน ในขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว และ 6.2 นิ้ว เช่นเดิม โดย Samsung ยังมีตัวเลือกให้ผู้ใช้งานที่อยากได้เครื่องเล็กจับถนัดมือ หรืออยากได้เครื่องจอใหญ่ใช้สะดวกมาให้เลือกใช้งานกัน
เมื่อเทียบกันคร่าวๆแล้วขนาดเครื่องของ Samsung Galaxy S9 และ Samsung Galaxy S9+ หนากว่า Galaxy S8 และ S8+ นิดหน่อยประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร น้ำหนักจะหนักขึ้นเล็กน้อยแตกต่างกันอยู่ 8 – 16 กรัม เนื่องจากวัสดุที่ใช้เป็น Aluminium 7000 Series ที่แข็งแรงขึ้น
ส่วนจุดต่างอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือเรื่องของกล้องหลัง ที่ใน Samsung Galaxy S9+ จะมาพร้อมกับกล้องคู่ Dual Camera ที่กล้องหลักจะเป็น Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.5-f/2.4 สำหรับเลนส์ปกติ และ 12 ล้านพิกเซล f/2.4 สำหรับเลนส์เทเล โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับใน Samsung Galaxy Note 8
ในขณะที่ Samsung Galaxy S9 จะมากับกล้องเดี่ยว Super Speed Dual Pixel 12 ล้านพิกเซล f/1.5-f/2.4 โดยจุดเด่นของเลนส์หลักนี้ คือเรื่องของการที่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับขนาดของรูรับแสงได้ เพื่อให้การถ่ายภาพสนุก และปรับแต่งได้มากขึ้น
โดยนอกเหนือจากตัวเลนส์กล้องแล้ว ข้างๆก็จะมีไฟแฟลช และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ถัดลงมาข้างล่างเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสัญลักษณ์ Samsung พาดอยู่ตรงกึ่งกลาง
รอบๆตัวเครื่องของทั้ง S9 และ S9+ ทางฝั่งซ้ายจะยังคงเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเรียกใช้งาน Bixby ผู้ช่วยอัจฉริยะของทาง Samsung ส่วนทางฝั่งขวาจะเป็นปุ่มเปิดเครื่องเท่านั้น
ส่วนขอบบนจะเป็นช่องสำหรับถาดใส่ซิมการ์ด โดยรุ่นที่วางจำหน่ายในไทยจะรองรับการใช้งานแบบ Hybrid SIM ที่ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะใส่ 2 นาโนซิมการ์ด หรือ 1 นาโนซิมการ์ด คู่กับไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 400 GB
ขณะที่พอร์ตการเชื่อมต่อหลักยังคงเป็น USB-C เช่นเดียวกับในเรือธงรุ่นก่อนหน้าอย่าง S8 และ Note 8 ที่น่าสนใจคือยังมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. มาให้ใช้งาน และมีช่องไมโครโฟน และลำโพงอยู่ข้างๆ
ส่วนอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ทีมงานได้ลองแกะกล่อง Samsung Galaxy S9 ภายในนอกจากตัวเครื่องก็จะมีสายชาร์จ USB-C อะเดปเตอร์ Fast Charge หูฟัง AKG อะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น MicroUSB อะเดปเตอร์ OTG และมีเคสยางใสมาให้ด้วย
ในส่วนของฟีเจอร์ที่ Samsung นำเสนอออกมา จะเน้นไปที่การใช้งานในชีวิตประจำวัน เหมือนให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไล่ตั้งแต่เรื่องของกล้องถ่ายภาพที่ในคราวนี้เป็นครั้งแรก ที่นำเลนส์ f/1.5 มาใช้งาน ช่วยให้เก็บภาพในที่แสงน้อยได้มากขึ้น โดยในโหมดโปร ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะตั้งที่ f/1.5 หรือ f/2.4
ขนาดรูรับแสงที่เปลี่ยนไประหว่าง f/1.5 และ f/2.4 โดยถ้าถ่ายภาพอัตโนมัติเมื่ออยู่ในที่แสงเพียงพอก็จะปรับเลือกเป็น f/2.4 ให้ แต่ถ้าอยู่ในสภาพแสงน้อย ก็จะปรับมาเป็น f/1.5 ให้เองง
ภายในยังได้มีการนำระบบ AI มาช่วยในการประมวลผลทั้งการเลือกโหมดถ่ายภาพแบบอัจฉริยะ และในส่วนของการ Process รูปหลังถ่าย จากการที่หันมาใช้เซ็นเซอร์แบบ Super Speed Dual Pixel Sensors ที่นอกจากจับภาพได้เร็วขึ้น ก็จะมีโปรเซสทำงานด้วยการถ่ายภาพ 4 ภาพ 3 ชุด มารวมกัน เพื่อลด noise จาก S8 ได้กว่า 30%
ส่วนของ S9+ ที่ให้มาเป็น Dual Camera ก็จะใช้ประโยชน์ของการที่มีทั้งเลนส์ Wide + Tele ทำให้สามารถเก็บภาพ Dual Capture ที่ถ่ายภาพช็อตเดียวได้ทั้งมุมเทเล และมุมกว้างเหมือนใน Note 8 และยังใช้งาน Live Focus ในการปรับหลังเบลอ หรือเลือกโบเก้ได้
ที่เพิ่มเข้ามาและดูน่าสนใจก็คือโหมดถ่ายภาพแบบ Super Slow Motion ที่สามารถบันทึกได้ 960fps ที่มากับระบบตรวจจับวัตถุอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สามารถเลือกกรอบไว้บนหน้าจอ เมื่อวัตถุผ่านเข้ามาก็จะทำการบันทึกวิดีโอ Slow Motion อัตโนมัติ
ส่วนการบันทึกวิดีโอสามารถทำได้ในระดับ 4K UHD โดยใน S9/S9+ มีการนำการเข้ารหัสแบบ HEVC มาใช้เพื่อช่วยให้ขนาดไฟล์ของวิดีโอลดลงประมาณ 30% ในคุณภาพไฟล์ที่ละเอียดเท่าเดิม แน่นอนว่าเมื่อทีมงานได้เครื่องจริงมา Review แล้วจะจัดเต็มโหมดกล้องถ่ายภาพให้ได้ชมกัน
ฟีเจอร์ที่ใหม่ถอดด้ามอย่าง AR Emoji การสร้างอวตารสีหน้า ที่กล้องจะมีการถ่ายภาพจับโครงหน้าของผู้ใช้ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็น AR Emoji ก่อนครีเอทออกมาเป็นสติกเกอร์ หรือไฟล์ GIF 18 แอคชั่นให้นำไปใช้งาน และอนาคตจะเพิ่ม 54 แอคชัน โดยสามารถบันทึกได้สูงสุด 100 ใบหน้า
ยังมีฟีเจอร์ที่เคยเห็นกันแล้วใน Note 8 อย่าง Pair Apps หรือการจับคู่แอพที่นำมาเปิดใช้งานคู่กัน โดยใช้ระบบการแบ่งครึ่งหน้าจอ (Split Screen) โดยผู้ใช้สามารถทำเป็นไอค่อนลัดไว้บนหน้าจอ เพื่อกดเรียกใช้งานแอพคู่ ที่แบ่งครึ่งหน้าจอได้ทันที
อีกฟังก์ชันที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยคือ Intelligent Scan ที่แต่เดิมผู้ใช้งานจำเป็นต้องเลือกใช้ระหว่าง ปลดล็อด้วยใบหน้า (Face Recognition) กับปลดล็อกด้วยม่านตา (Iris Scan) แต่พอมาเป็นใน S9 / S9+ ที่ใช้ Intelligent Scan ตัวเครื่องจะเลือกใช้งานตามสภาพแสงที่เหมาะสม
ที่เหลือก็จะมีความสามารถที่ปรับปรุงขึ้นอย่างระบบเสียงที่ปรับแต่งโดย AKG รองรับไฟล์เสียงแบบ Dolby Atmos ที่ทำให้เสียงที่ได้เป็นแบบรอบทิศทาง เช่นเดียวกับหูฟังที่แถมมาให้ก็ยังเป็น AKG อยู่เช่นเดิม
โดยรวมแล้ว Samsung Galaxy S9 และ S9+ ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกมาอัพเดตให้ครบเครื่องมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของสเปคโดยรวม และการนำเสนอเซ็นเซอร์กล้องรุ่นใหม่ที่ฉลาดกว่าเดิม และเพิ่มลูกเล่นอย่าง AR Emoji เข้ามาให้ใช้งานได้สนุกขึ้น
ส่วนความต่างระหว่าง S9 และ S9+ ที่มีทั้งเรื่องของขนาด กล้อง (กล้องเดี่ยว กับ กล้องคู่) ก็จะมีเรื่องของ RAM ที่ S9 ได้ RAM 4 GB ส่วน S9+ เป็น 6 GB และ ROM ที่ S9 เป็น 64 GB ส่วน S9+ อาจจะมีให้เลือกทั้ง 64 128 และ 256 GB ตามออกมา
สำหรับผู้ที่สนใจทาง Samsung ถือว่าทำเซอร์ไพรส์พอสมควรด้วยการเปิดให้ลงทะเบียนจองเครื่องได้ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งแปลว่ามีโอกาสที่ตัวเครื่อง Samsung Galaxy S9 และ S9+ จะเข้ามาจำหน่ายตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม
ที่น่าสนใจคือ ความเคลื่อนไหวของผู้จำหน่ายฟิล์มและกระจกกันรอยรายใหญ่ในบ้านเราอย่าง Focus ที่ล่าสุดให้ข้อมูลว่า เตรียมวางจำหน่าย ฟิล์มกระจกกันรอย Focus 3D Full Stick สำหรับ S9 และ S9+ ในวันที่ตัวเครื่องวางจำหน่ายแน่นอน
โดยฟิล์มกระจกกันรอย Focus 3D Full Stick (Case Friendly) ถือเป็นกระจกกันรอยซิลิโคนเต็มจอลงโค้งรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมการปกป้องเต็มจอถึงขอบโค้ง ที่ยังไม่มีผู้ผลิตรายอื่นทำได้ ช่วยให้ตัวเครื่องสวยงาม และแนบสนิททั่วขอบจอ และด้วยการที่เป็นกระจกคุณภาพสูงทำให้ทัชได้ลื่นไหล ไม่สะดุด และไม่มีจุด (dot matrix) มารบกวนสายตา และรองรับการใส่เคสได้เป็นอย่างดี







