รายงานฉบับใหม่ของเอคเซนเชอร์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิ
รายงานเรื่อง “การป้องกันและเพิ่มมูลค่าข้อมู
“ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าถือเป็น “สมบัติล้ำค่า” สำหรับทุกธุรกิจ แต่ความสามารถขององค์กรในการจั
รายงานฉบับนี้ใช้ข้อมูลวิจัยที่
รายงานฉบับนี้ระบุถึงแนวโน้มต่
- วิกฤตด้านความไว้
วางใจในความปลอดภัยของข้อมูล: ลูกค้าจะไม่ทำธุรกิจกับบริษัทที ่ไม่น่าไว้วางใจในการจัดการข้ อมูล หรือไม่มีความปลอดภัยในการรั กษาข้อมูล - ลูกค้าแสดงให้เห็นว่าพวกเขากั
งวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว: ปฏิกิริยาของลูกค้าในการปกป้ องข้อมูลของตนอาจเป็นปัจจัยบ่ งชี้ว่า องค์กรจะสามารถใช้ข้อมูลส่วนบุ คคลได้มากแค่ไหน และในระดับไหน - ลูกค้าเรียกร้องการแบ่งปันด้
านข้อมูลมากขึ้น: เกือบร้อยละ 60 ของผู้ตอบที่มาจากธุรกิจการผลิ ตและแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ระบุว่า ลูกค้าแปรข้อมูลให้เป็นมูลค่ากั นมากขึ้น เช่น โดยการขายข้อมูลให้แก่บริษัทตั วกลาง เป็นต้น - เทคโนโลยีใหม่ ๆ และกิจการสตาร์ตอัพ ช่วยให้ผู้คนออกมาจากเครือข่
ายสาธารณะได้ (Go “off grid”): การเติบโตของกิจการในยุคที่มี เทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวของข้ อมูล ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพข้อมูลลูกค้ าที่องค์กรจะได้รับ - กฎระเบียบทำให้เกณฑ์การเก็บข้
อมูลเปลี่ยนไป: รัฐบาลมีมาตรการเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความกังวลเรื่ องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล - หน่วยงานเฝ้าระวังยกระดั
บการตรวจสอบแนวปฏิบัติในการใช้ ข้อมูลมากขึ้น: กลุ่มเครือข่ายเช่น Fair Data จากอังกฤษ และ Electronic Frontier Foundation จากสหรัฐฯ มีการเพ่งเล็ งตรวจสอบแนวทางการการจัดการข้ อมูลส่วนบุคคลโดยธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น
“แทนที่องค์กรธุรกิจจะไปต้
5 แนวทางที่รายงานฉบับนี้แนะนำ ได้แก่:
- ผู้พิทักษ์ด้านดิจิทัล (Digital stewardship): ทำให้คนมั่นใจได้ว่าการบริหารข้
อมูลส่วนบุคคลจะเป็นไปตามที่ผู้ ให้ข้อมูลคาดหวัง โดยองค์กรควรแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการจัดการข้อมูลส่ วนบุคคลจะช่วยให้องค์กรมี ความแตกต่างจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น บริษัท ดอยช์ เทเลคอม (Deutsche Telekom) นั้นจับมือกับ Web.de, T-Online และ GMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอีเมล เพื่อเปิดตัวบริการอีเมลที่ ปลอดภัยสำหรับลูกค้า โดยมีการเก็บข้อมูลผู้ใช้ไว้ ในเยอรมนี ซึ่งสอดรับกับความวิตกกังวลเรื่ องการสอดแนมอีเมลจากบุคคลหรื อหน่วยงานภายนอก บริการได้รับการตอบรับดีเยี่ยม มีจำนวนผู้ใช้รายใหม่เพิ่มขึ้ นถึงหกหลักในช่วงที่มีกรณี การเปิดเผยข้อมูลของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนในปี 2013 - ความโปร่งใสด้านดิจิทัล (Digital transparency): แสดงให้เห็นว่าองค์กรเปิดกว้
างในด้านการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกิจแสดงความโปร่งใสได้ โดยทำให้ลูกค้าและบุคคลทั่ วไปเห็นว่า มีการใช้และจัดเก็บข้อมูลอย่ างไร ตัวอย่างเช่น Nectar ซึ่งเป็นโครงการ loyalty program สำหรับลูกค้า 18 ล้านคนนั้น เปิดให้ลูกค้าเห็นว่ามี การรวบรวมและใช้ข้อมูลอย่างไรบ้ าง นับเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นด้ านความโปร่งใสที่รัฐบาลอั งกฤษหยิบยกขึ้นมา - การให้อำนาจด้านดิจิทัล (Digital empowerment): ให้อำนาจลูกค้าควบคุมข้อมู
ลของตนเองมากขึ้น โดยการใช้สองแนวทางแห่งการให้ อำนาจ ได้แก่ ให้ลูกค้าสามารถอัพเดทข้อมู ลของตนที่เก็บไว้ได้ และใช้ระบบอนาลิติกส์ช่วยให้ลู กค้าตัดสินใจได้ดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจของลู กค้าและเปิดโอกาสให้มีช่ องทางรายได้ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย - มูลค่าทางดิจิทัล (Digital equity): ทำให้ลูกค้าเข้าใจและเพิ่มพู
นประโยชน์ให้แก่ลูกค้าตามศั กยภาพ เพื่อตอบแทนการให้ข้อมูลของลู กค้า บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าทางดิจิ ทัลได้โดยให้มูลค่าที่เป็นตั วเงินมากขึ้นหรือให้บริ การตอบแทนลูกค้ามากขึ้น สำหรับข้อมูลของลูกค้าที่ได้รับ ตัวอย่างเช่น Kreditech กิจการสตาร์ตอัพของเยอรมันที่ ประเมินข้อมูลเครดิต และได้ให้สินเชื่อไปกว่า 1.5 ล้านสินเชื่อก้อนย่อย ๆ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2012 โดยอ้างอิงจากข้อมูลส่วนบุคคลที ่ได้จากเครือข่ายสังคมหรือบัญชี อีคอมเมิร์ซ - การมีส่วนร่วมด้านดิจิทัล (Digital inclusion): การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการเสริ
มผลบวกต่อสังคมให้ทวีคูณยิ่งขึ้ นไปกว่าเดิม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หากมีการแบ่งปันในระดับที่ เหมาะสม จะสามารถสร้างคุณค่าให้แก่สั งคมได้ เช่นในปี 2013 ที่บริษัทออเรนจ์ซึ่งเป็นกิ จการโทรคมนาคมของฝรั่งเศส ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานมั นสมองของโกตดิวัวร์ ในการวางแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแม้ว่าโครงการนี้จะถู กออกแบบมาเพื่อรองรับการพั ฒนาเมืองให้สอดคล้องกับความต้ องการทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้ออเรนจ์สามารถปรั บการดำเนินงานให้สอดคล้องกั บโกตดิวัวร์ได้
รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ข้อมูลที